พอพูดถึงคำว่า “ความเป็นกลางทางเน็ต” (Net Neutrality) หลายคนอาจคิดว่าคำๆ นี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับศีลธรรม เหมือนกับ “ความเป็นกลางของสำนักข่าว” หรือ “ความเป็นกลางของระบบยุติธรรม“ ซึ่งจริงๆ แล้ว คำๆ นี้ไม่ได้มีความหมายไปทางศีลธรรมหรือจริยธรรมนักนะครับ (ถึงแม้จะสามารถตีความให้เป็นอย่างนั้นได้บ้าง) แต่มันหมายถึง “หลักปฏิบัติในการรับส่งข้อมูลของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต”
คำๆ นี้ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันอีกครั้งในปีนี้ ด้วยความที่หน่วยงาน FCC ของสหรัฐอเมริกา (Federal Communications Commission – คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร คล้ายกับ กสทช.ของไทย) ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ นำโดย Ajit Pai ประธานคณะกรรมการฯ พยายามที่จะยกเลิกหลักการ Net Neutrality ที่บังคับใช้มาตั้งแต่รัฐบาลโอบามา
โดยย่นย่อ, Net Neutrality หรือความเป็นกลางทางเน็ต คือหลักการที่ผู้ให้บริการการเชื่อมต่อ (ในต่างประเทศ เช่น Comcast, Verizon ในไทยเช่น True Internet หรือ TOT) จะต้องไม่ให้ความสำคัญกับลักษณะเนื้อหาอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเนื้อหาจากผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งเหนือผู้ให้บริการรายอื่น เช่น การจะบอกว่าเราจะลำเลียงคอนเทนต์วิดีโอของ Netflix ให้เร็วกว่าวิดีโอของ Vimeo หรือการบอกว่าเน็ตยี่ห้อหนึ่งจะโหลดวิดีโอเร็วกว่าโหลดเกมออนไลน์ นั้นจะเป็นการขัดต่อหลัก Net Neutrality และไม่อาจทำได้ภายใต้หลักการนี้
หลัก Net Neutrality เกิดขึ้นเพื่อรักษาความเป็นธรรมในการแข่งขันระหว่างผู้ให้บริการเนื้อหา เพราะถ้าหากไม่มีหลัก Net Neu-trality แล้ว ผู้ให้บริการเนื้อหาหนึ่งที่มีทุนหนา (เช่น Google) อาจร่วมมือ
กับผู้ให้บริการเครือข่าย โดยอาจสนับสนุนเงินเพื่อรักษากับข้อตกลงที่ว่าจะต้องให้บริการเนื้อหาของตนอย่างรวดเร็วกว่า เพื่อเป็นการกีดกันหรือสร้างข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่งอื่นๆ (เช่น อาจบอกว่าเพื่อแลกกับเงินปีละร้อยล้านเหรียญ หรือส่วนแบ่งรายได้ 10%, Verizon ลงโปรแกรมให้เครือข่ายของตนโหลด Youtube เร็วกว่า Vimeo เมื่อทำเช่นนี้ Vimeo ก็จะไม่โต และไม่อาจสู้ Youtube ได้ เพราะผู้ใช้บริการรู้สึกว่า “เว็บช้า” โหลดไม่เร็วเท่า Youtube) และนอกจากนั้น หลักการนี้ยังกันไม่ให้ผู้ให้บริการเครือข่ายเอง กีดกันบริการอื่นๆ ที่ซ้ำกับของตนด้วย เช่น หากกลัวว่ารายได้จากค่าโทรศัพท์ของตนจะลดลงเพราะผู้ใช้บริการหันไปโทรผ่านแอพพ์ต่างๆ กันหมด แล้วจะมาบีบแบนด์วิดธ์ไม่ให้แอพพ์พวกนี้ใช้งานได้ดีนั้น ก็จะไม่อาจทำได้ภายใต้เงื่อนไขนี้
ผู้สนับสนุนหลักการ Net Neutrality บอกว่าเงื่อนไข Net Neutrality นั้นจะทำให้อินเตอร์เน็ตมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเกิดนวัตกรรม เพราะจะสร้างความเป็นธรรมระหว่างผู้ให้บริการทุกๆ ราย (ไม่ใช่ว่ารายไหนเป็นเจ้าของเครือข่าย หรือมีเงินทุนหนากว่าก็ชนะ) และยังเป็นการลดต้นทุนในการเริ่มธุรกิจบนอินเตอร์เน็ตด้วย
(เพราะไม่ต้อง “จ่ายค่าที่” ให้กับเครือข่ายเพื่อให้บริการของตนรวดเร็ว) และที่สำคัญที่สุดคือหลัก Net Neutrality นั้นเป็นพื้นฐานของ “เสรีภาพ” บนอินเตอร์เน็ต เพราะมันทำให้ไม่มีผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งมีอำนาจตัดสินว่าจะให้เนื้อหาแบบใดปรากฏและไม่ปรากฏบนอินเตอร์เน็ต (หรือกระทั่ง “เนื้อหาแบบใดปรากฏช้ากว่าแบบอื่น”)
กรณีที่เห็นชัดที่สุด คือบริการแบบ Facebook Zero หรือ Google Free Zone ที่ผู้ให้บริการเครือข่ายบางรายทั่วโลก (รวมถึงประเทศไทย) ยินยอมตกลงกับ Facebook และ Google ในการที่จะ
ไม่คิดค่าบริการอินเตอร์เน็ตหากลูกค้าใช้เพื่อเข้าถึง Face-book หรือ Google เท่านั้น ข้อตกลงเช่นนี้ผิดหลักของ Net Neutrality (เพราะสร้างความได้เปรียบให้กับ Facebook และ Google เหนือผู้ให้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์กหรือเสิร์ชเอนจิ้นอื่น) แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงอยู่ว่าการสร้างโอกาสใน “การเข้าถึงอินเตอร์เน็ต” (โดยไร้ค่าใช้จ่าย) ในบางประเทศนั้นมีผลดีเหนือผลเสียหรือไม่ (แต่ก็ต้องหมายเหตุไว้ตัวโตๆ ว่า อินเตอร์เน็ตในความหมายนี้คือจำกัดเฉพาะพื้นที่ที่ออกแบบไว้แล้วอย่าง Facebook หรือ Google เท่านั้น ไม่ใช่ “อินเตอร์เน็ตจริงๆ”)
ในขณะเดียวกัน ผู้คัดค้านและพยายามกลับลำหลัก Net Neutrality ก็ให้เหตุผลว่าหลักความเป็นกลางทางเน็ตเป็นเพียงความพยายามของรัฐที่จะเข้ามาควบคุมตลาดเสรีเท่านั้น และแทนที่มันจะสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เกิดนวัตกรรม มันกลับเป็นตัวขัดขวางนวัตกรรมเพราะทำให้ธุรกิจไม่อาจ “จ่ายเพื่อคุณภาพการบริการที่เหนือกว่า” ทำให้ติดอยู่กับคุณภาพการบริการที่เท่ากันไปหมด (เช่น หากเกมออนไลน์เจ้าหนึ่งต้องการการเชื่อมต่อที่มีความเร็วสูงมากๆ ในการให้บริการ ก็ไม่อาจทำได้ผ่านการจ่ายเงินให้เครือข่ายเพื่อเข้าถึงความเร็วนี้)
ปัจจุบันมีแคมเปญออกมาเพื่อต่อต้านการรับร่างดังกล่าว (ในวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา) อย่างมากมาย เช่น แคมเปญ Bat-tle for the Net (battleforthenet.com) ก็เชิญชวนให้ประชาชนโทรหาผู้แทนของตนเพื่อให้ออกเสียงคัดค้านร่างนี้ เช่นเดียวกับแคมเปญของ ACLU (American Civil Liberties Union – https://www.aclu.org/issues/free-speech/dont-dismantle-net-neutrality?redirect=netneutrality-callTW&ms=TW_171114_freespeech_netneutrality) ผลการลงคะแนนเสียงที่ออกมาจะส่งผลต่ออนาคตของอินเตอร์เน็ตอย่างแน่นอน และจะถูกใช้เป็นหลักการพื้นฐานในการดำเนินงานของผู้ให้บริการหลายรายทั่วโลก ไม่เฉพาะที่สหรัฐอเมริกาเท่านั้น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องหนึ่งที่เราควรให้ความสนใจอย่างจริงจัง
หมายเหตุ – ขณะที่เขียนบทความนี้ ผลการลงคะแนนยังไม่ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ

