หน้าแรก บทความ การเมืองที่ ไ...

การเมืองที่ ไม่การเมือง : นิธิ เอียวศรีวงศ์

27.11.17 | 12:00 น.

อาจเป็นเพราะการเมืองไทยตกอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการรูปใดรูปหนึ่งเกือบตลอดมา จึงทำให้คนไทย โดยเฉพาะคนชั้นกลางในเมือง มีศรัทธาต่อการเมืองที่ไม่การเมืองอย่างมาก แม้แต่คนอย่าง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น “เสาหลักประชาธิปไตย” ก็ยกย่องความไม่การเมืองของสิงคโปร์ ตั้งพรรคการเมืองขึ้นก็เลียนชื่อพรรคกิจประชาของลีกวนยิว
(ถ้าพรรคการเมืองที่ครองอำนาจในจีนไม่ได้ชื่อคอมมิวนิสต์ ก็คงมีใครในเมืองไทยตั้งชื่อพรรคการเมืองเลียนแบบไปแล้ว)

มีคนตั้งข้อสังเกตมานานแล้วว่า ความสำเร็จในการเลือกตั้งอย่างมโหฬารของคุณทักษิณ ชินวัตร ในครั้งแรกนั้น เกิดขึ้นจากจินตภาพความไม่การเมืองที่คุณทักษิณสร้างขึ้นแก่ตนเอง ยิ่งต้องแข่งกับคุณชวน หลีกภัย ซึ่งแม้ได้รับการยอมรับในด้านความซื่อสัตย์สุจริต แต่ก็เป็นสุดยอดของความเป็นการเมืองในมโนภาพของคนไทยส่วนใหญ่

ในปัจจุบัน ความไม่การเมืองกลายเป็นการเมืองของประเทศต่างๆ อีกหลายประเทศทั่วโลก แต่เป็นความไม่การเมืองที่แตกต่างจากของไทย เพราะ “ไม่การเมือง” ของเขาวางอยู่บนความไม่พอใจของประชาชน ซึ่งต้องทนต่อนโยบายซึ่งตนเข้าใจว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ชีวิตของตนลำบากยุ่งยาก เช่น การเป็นสมาชิกของอียู, การรับคนต่างชาติที่มีวัฒนธรรมแข็งโป๊กเข้ามาเป็นพลเมืองร่วมกับตน, การโอนย้ายการผลิตไปสู่แหล่งผลิตที่ลดต้นทุนได้มากๆ ฯลฯ

ในทรรศนะของคนจำนวนมากเห็นว่านโยบายเหล่านี้ล้วน “การเมื้อง การเมือง” จึงหันมาให้ความนิยมแก่นักการเมืองที่ให้มโนภาพซึ่งไม่การเมือง เช่น คนหนุ่มคนสาวที่มีประสบการณ์การเมืองน้อย หรือคนแก่ที่พูดอะไรได้สะเหล่อ แต่ตรงไปตรงมาและตรงประเด็นกับความไม่พอใจของตนอย่างเช่น โดนัลด์ ทรัมป์

ดังนั้น ความไม่การเมืองของประเทศต่างๆ ในโลกตะวันตกจึงมักมีคำขยายว่า populist หรือประชานิยมด้วย คือเสนออะไรที่สะเหล่อสมใจเหล่าประชาชนที่ขาดความลุ่มลึก (sophistication) ทางการเมือง จึงไม่ตรงกับ “หลักวิชา” (ซึ่งพระเจ้าประทานให้แก่มนุษย์มาพร้อมกับผู้หญิง) แต่ “หลักวิชา”ในทรรศนะของเขาคือสิ่งที่นักการเมืองใช้อ้างเสมอมา จึงมีความเป็นการเมืองอย่างไม่น่าเชื่อถือ
ตรงกันข้ามกับในประเทศไทย populism หรือประชานิยมนั่นแหละคือบรม “การเมือง” เลย เกิดจากความไร้เดียงสาของประชาชนเหมือนกันก็จริง แต่ในประเทศตะวันตก เพราะไร้เดียงสาจึงมีความต้องการผิดๆ และนักการเมืองตอบสนอง ส่วนในประเทศไทย ประชาชนไร้เดียงสาจึงไม่รู้ว่าตัวเองควรต้องการอะไร เป็นโอกาสให้นักการเมืองคิดนโยบายผิดๆ ที่เก็งว่าน่าจะถูกใจประชาชนขึ้นมาแสวงหาคะแนนนิยม

Advertisement

ผมจึงอยากสรุปความ “ไม่การเมือง” แบบไทย ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนตะวันตก และครอบงำการเมืองไทยมาก่อนตะวันตกเสียอีกว่าประกอบด้วยคุณลักษณะเด่นๆ อะไรบ้าง

คุณสมบัติสำคัญข้อแรกคือ ความไม่การเมืองย่อมหมายถึงไม่มีการแข่งขันทางการเมือง การแข่งขันทางการเมืองน่ารังเกียจแก่คนไทยจำนวนมาก ก็เพราะมันไม่มีกติกาที่แน่นอนตายตัวเหมือนการแข่งขันกีฬา ทำให้ดูเหมือนวุ่นวายไร้ระเบียบ แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือการแข่งขันทางการเมืองน่าจะนำไปสู่ผลสำเร็จในการดำเนินนโยบายอย่างใดอย่างหนึ่ง แตกต่างจากการแข่งขันกีฬาที่ต้องการเพียงแพ้-ชนะเท่านั้น

นโยบายสาธารณะที่ดีในทรรศนะของคนไทยที่ไม่ชอบการเมือง ไม่ได้เป็นผลมาจากการแข่งขัน สองอย่างนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวกันเลย

ด้วยเหตุดังนั้น คนไทยจำนวนไม่น้อยจึงคิดว่าดำเนินนโยบายที่ให้ผลดีเลยโดยไม่ต้องมีการแข่งขันทางการเมืองก็ได้ จะต้องแข่งขันทางการเมืองกันทำไม เสียทั้งเงิน, เวลา และความเป็นระเบียบเรียบร้อยโดยไม่จำเป็น

ความไม่การเมืองประการต่อมาก็คือ นโยบายที่เป็นผลดีแก่ส่วนรวมนั้น ควรให้ผลแก่คนทุกกลุ่มหรือทุกชนชั้นทางเศรษฐกิจโดยทั่วหน้า อุ้มชูแต่คนระดับล่างโดยไม่อุ้มชูคนชั้นกลางและชั้นสูงเลย ก็เป็น “ประชานิยม” ที่น่ารังเกียจ เปิดโอกาสให้นายทุนและคนชั้นกลางที่เอาตัวรอดอยู่แล้ว ให้ได้โอกาสมากขึ้น ก็เท่ากับทอดทิ้งคนส่วนใหญ่ซึ่งไม่ใช่คนชั้นกลางหรือเจ้าสัว

ความเป็นการเมืองทำอย่างนี้ไม่ได้ เพราะมีกลุ่มคนที่นักการเมืองต้องอุ้มชูเป็นพิเศษ เช่นนายทุนพรรค หรือกลุ่มคนที่กุมคะแนนเสียงมาก

ฟังดูดี แต่ระวังความหมายของความสุขความเจริญถ้วนหน้าด้วย ความไม่การเมืองนำผลดีมาแก่ทุกคนก็จริง แต่ตามอัตภาพนะครับ ฉะนั้นจึงไม่ได้หมายความว่าจะเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำของแรงงานให้เท่ากับรายได้ของคนชั้นกลาง แรงงานควรได้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นแน่ แต่ตามอัตราความต่างด้านรายได้ที่เป็นอยู่ เคยห่างกัน 12 เท่า ก็ควรเป็น 12 เท่าต่อไป

และด้วยเหตุดังนั้น ความไม่การเมืองจึงหมายถึงความไม่เปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างของสังคมด้วย ภายใต้โครงสร้างเดิมนี้ ทุกคนดีขึ้น สบายขึ้นหมด แต่ทุกคนยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่ได้ขยับไปไหน
คนที่พึงเป็นผู้นำของการเมืองที่ไม่การเมืองได้ดีที่สุด จึงควรเป็นคนที่อยู่พ้นไปจากผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม เขาไม่เป็นตัวแทนของคนกลุ่มใด หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ เขาเป็นตัวแทนของทุกคนเสมอเหมือนกันหมด

นี่เป็นมโนภาพในอุดมคติของนักไม่การเมือง คนที่ได้โอกาสเข้ามาบริหารประเทศโดยไม่ผ่านการเลือกตั้งทั้งหลาย ต้องพยายามทำตัวให้ตรงกับมโนภาพดังกล่าว ถึงทำไม่ได้ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ก็ต้องทำให้คณะบริหารของตนมีมโนภาพที่ “ไม่การเมือง” ที่สุด แม้แต่ถูกจับได้ว่ามีเงินหลวงแลบเข้ามาในเงินส่วนตัวบ้าง ก็ไม่เป็นไร ตราบเท่าที่การบริหารของตนดำเนินไปเพื่อผลดีแก่ส่วนรวม โดยไม่เอาการเมืองเข้ามาเป็นเงื่อนไขการตัดสินใจ

หากถามว่าประชาชนไม่มีความสำคัญในการเมืองที่ไม่การเมืองเลยหรือ คำตอบคือ หามิได้ ประชาชนมีความสำคัญมาก เพราะเป็นเป้าหมายของการปกครองอยู่แล้ว นักไม่การเมืองควรฟังเสียงประชาชน อย่างเช่นที่สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ไปกางเต็นท์นอนในชนบทหลายแห่ง เพื่อได้สดับตรับฟังประชาชนในพื้นที่

แต่บทบาทของประชาชนคือที่ปรึกษาของนักไม่การเมือง ไม่ใช่คนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพราะประชาชนย่อมมีผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม จึงไม่มีสมรรถภาพที่จะตัดสินใจอะไรที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมได้

การเถลิงอำนาจของนักไม่การเมืองในวาระครั้งสุดท้ายนี้ มีเงื่อนไขหลายอย่างที่ทำให้คณะรัฐประหารไม่สามารถสร้างมโนภาพของความไม่การเมืองได้เด่นชัดนัก เช่น การรัฐประหารทำได้สำเร็จก็เพราะมี “ตัวช่วย” หลายฝ่าย ซึ่งต้องตอบแทนและอาศัยเป็นฐานสนับสนุนเป็นต้น โครงการใหญ่ๆ ของคณะรัฐประหาร เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษ, รถไฟรางคู่หรือความเร็วสูง ฯลฯ จึงไม่ถูกนำเสนอในลักษณะที่คนทุกกลุ่มจะได้ประโยชน์

เช่นรถไฟความเร็วสูง ไม่ได้ให้ประโยชน์เรื่องความสะดวกรวดเร็วในการเดินทางเท่านั้น แต่มีผลต่อการตั้งถิ่นฐานภูมิลำเนาไปจนถึงสภาวะเศรษฐกิจ-สังคมของสองข้างทางรถไฟ ย่อมเปลี่ยนไป จะจัดการอย่างไรให้คนทุกกลุ่มได้ผลดีจากความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีความสำคัญเสียยิ่งกว่าตัวขบวนรถไฟ

แต่ส่วนนี้ของรถไฟความเร็วสูงถูกทำให้กลายเป็นการเมืองไปแล้ว รัฐบาลที่ไม่การเมืองจึงไม่สามารถคิด, จัดการ, เผยแพร่ส่วนนี้ของโครงการได้

แม้กระนั้น คณะรัฐประหารก็ได้จัดเตรียมรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะทำให้การเมืองไทยเป็นการเมืองที่ไม่การเมืองเรียบร้อยแล้ว เช่น การแข่งขันทางการเมืองยังมีอยู่ แต่ไม่มีผลตัดสินในเชิงนโยบายซึ่งถูกจัดทำและควบคุมโดยคณะบุคคลที่ไม่ต้องผ่านการแข่งขันทางการเมือง

คณะรัฐประหารชุดนี้จะสืบทอดอำนาจได้หรือไม่ จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าจะมีพรรคการเมืองสนับสนุนหรือไม่ ตรงกันข้ามเลยทีเดียว การแสดงตนให้เป็นที่เชื่อถือว่าตนอยู่เหนือการเมืองต่างหาก ที่จะทำให้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนหนึ่งซึ่งมากพอสมควร อย่างน้อยก็มากพอที่จะบีบบังคับให้พรรคการเมืองต้องสนับสนุนรัฐบาลที่ไม่การเมือง มากกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ความมั่นคงปลอดภัยของรัฐบาลรัฐประหารจะขึ้นอยู่กับความไม่การเมืองมากกว่าความเป็นการเมือง การมีพรรคการเมืองของตนเองหรือของคนอื่นสนับสนุนอย่างออกหน้าเสียอีก จะทำให้ความนิยมลดลง

แต่บัดนี้จะสายเกินไปหรือยัง ที่คณะรัฐประหารจะหันกลับมาสร้างมโนภาพความไม่การเมืองของตน เพื่อเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปมากกว่าที่ผ่านมา