หลังจากสหรัฐใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดปรมาณู 2 ลูก ลงทำลาย 2 เมืองในญี่ปุ่น เพื่อบีบบังคับให้ญี่ปุ่นยอมแพ้ตอนปลายสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว สหรัฐก็เป็นผู้มีระเบิดปรมาณูแต่ผู้เดียว และเป็นอภิมหาอำนาจของโลกไปโดยปริยาย
แต่เมื่อสิ้นสงครามไปไม่นานนัก สหภาพโซเวียตก็เริ่มมีระเบิดปรมาณูด้วยเช่นกัน
แล้วสหรัฐคิดจะทำอย่างไร?
และเมื่อเกาหลีเหนือ ผู้เป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐ กำลังจะมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในปัจจุบัน
สหรัฐจะดำเนินการเช่นไร ซึ่งกรณีนี้พาดพิงถึงไทยด้วย
สงครามโลกครั้งที่สองเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อกองทัพนาซีเยอรมนีรุกเข้ายึดโปแลนด์ ทำให้อังกฤษและฝรั่งเศสยื่นคำขาดในวันที่ 3 กันยายน พ.ศ.2482 ให้เยอรมนีถอนทหารออกจากโปแลนด์และให้ตอบภายในเวลา 11.00 น. ซึ่งเมื่อเยอรมนีไม่ตอบ อังกฤษและฝรั่งเศสก็ประกาศสงครามกับเยอรมนีทันที
กองทัพเรืออังกฤษส่งข่าวสงครามถึงเรือของตนตามฐานทัพทั่วโลกว่า
“…ข้าศึกชักธงนาซีเยอรมัน” The enemy hoist nazi german flag
โดยฝ่ายเยอรมนีได้เปรียบในช่วงต้นการสงคราม สหรัฐได้ช่วยเหลือฝ่ายสัมพันธมิตรตามที่กฎหมายของตนอำนวยให้ เช่น ให้อังกฤษเช่าซื้อเรือพิฆาตหลายสิบลำ เพื่อต่อสู้กับเรือดำน้ำเยอรมนี เป็นต้น
แต่เมื่อกองเรือรบญี่ปุ่นโจมตีฐานทัพเรือเพิรล์ฮาเบอร์ของสหรัฐ ในวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2484 สหรัฐก็ประกาศสงครามกับญี่ปุ่นและเยอรมนีโดยทันที เป็นสงครามโลกอย่างแท้จริง
ในระหว่างการสงคราม ผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตรประชุมกันหลายครั้งในการกำหนดยุทธศาสตร์การสงครามและหนทางสถาปนาสันติภาพภายหลังสงคราม ดังการประชุมที่ไคโรและเตหะราน ใน พ.ศ.2486 ที่ยัลตา ใน พ.ศ.2487
ทั้งสองฝ่ายในการสงครามต่างพยายามค้นคิดอาวุธใหม่เพื่อความได้เปรียบ เช่น
ลูกระเบิดบิน V-1 และ V-2 ของเยอรมนี ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์จรวด บินจากฝรั่งแผ่นดินใหญ่ยุโรปโจมตีเกาะอังกฤษ เป็นต้น
แต่ที่ทั้งสองฝ่ายพยายามผลิตกันอย่างลับๆ อย่างแข่งกับเวลา คือ ระเบิดปรมาณู อันเป็นช่วงเวลาที่กองทัพเยอรมนีกำลังถอยร่นทั้งแนวรบด้านตะวันตก และตะวันออกฝั่งสหภาพโซเวียต
หลังจากฝ่ายเยอรมนียอมแพ้ ในวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2488 แล้ว มีการประชุมสามมหาอำนาจที่ปอตสดัม ในวันที่ 26 กรกฎาคม ปีเดียวกัน
อังกฤษและสหรัฐได้ประกาศยื่นคำขาดให้ญี่ปุ่นยอมแพ้ มิฉะนั้นจะถูกทำลายพินาศ ซึ่งประธานาธิบดีทรูแมนแห่งสหรัฐ ได้รับข่าวจากวอชิงตันระหว่างการประชุมนั้นเองว่า การจุดระเบิดปรมาณูในนิวเม็กซิโก ที่อลาโมกอร์โด ประสบความสำเร็จ และสตาลินแห่งสหภาพโซเวียต ซึ่งอยู่ในที่ประชุมด้วย ก็อาจรู้เรื่องความสำเร็จนี้จากสายลับของตน เพราะหลายฝ่ายต่างคิดค้น ทดสอบการจุดระเบิดทางฟิสิกส์นี้ รวมทั้งเยอรมนี และสหภาพโซเวียต ที่ล้วงความลับซึ่งกันและกันอยู่
นักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมันบอกว่า นาซีทดลองการระเบิดนี้หลายครั้งระหว่าง พ.ศ.2487-2488 โดยเลือกใช้น้ำมวลหนัก (Heavy water) ที่มาจากโรงงานในนอร์เวย์ในการผลิตยูเรเนียมเกรดทำระเบิด แทนที่จะใช้แกรไฟต์ตามวิธีของสหรัฐ
ซึ่งโรงงานในนอร์เวย์ ถูกก่อวินาศกรรมโดยชาวนอร์เวย์ผู้ลี้ภัยอยู่ในอังกฤษเสียอีก ทำให้ทางเยอรมนีล่าช้าและฝ่ายสหรัฐทำได้สำเร็จก่อน
ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์เยอรมันเชื้อสายยิวที่ลี้ภัยนาซีไปอยู่สหรัฐ มีส่วนมากในการคิดค้นประดิษฐ์ลูกระเบิดปรมาณูแก่สหรัฐ เพราะก่อน พ.ศ.2486 ไม่มีข่าวเลยว่า สหภาพโซเวียตคิดค้นวิธีการระเบิดปรมาณู แต่หลังจากเยอรมนียอมแพ้ และภายหลังการประชุมที่ปอตสดัมนั้นแล้ว ท่าทีของสหภาพโซเวียตก็แข็งกร้าวต่อฝ่ายตะวันตกมากยิ่งขึ้น
สุนทรพจน์ของสตาลิน ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2489 ทำให้นายกรัฐมนตรี เชอร์ซิล ของอังกฤษกล่าวในเวลาต่อมาว่า “ม่านเหล็ก” (iron curtain) ได้ปิดคลุมยุโรปตะวันออกแล้ว ทำให้สงสัยในศักยภาพของสหภาพโซเวียต ที่ท้าทายต่ออภิมหาอำนาจหนึ่งเดียวของสหรัฐในตอนนั้น
หลังจากตรวจจับได้ว่า สหภาพโซเวียตได้ทดลองระเบิดปรมาณู 1 ลูก ใน พ.ศ.2492 สภาความมั่นคงสหรัฐได้เสนอเอกสาร NSC-68 ต่อรัฐบาลถึงหนทางที่ควรปฏิบัติต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น (เอกสารมีชั้นความลับ 20 ปี)
สถานการณ์ทั่วไป
สหรัฐยังคงมีกำลังทหารอยู่ในยุโรปหลังสงครามโลก
กำลังทางบกของสหภาพโซเวียตเข้มแข็งกว่าฝ่ายตะวันตกในยุโรป
การรวมกำลังของฝ่ายตะวันตกยังไม่แน่นแฟ้น (ยังไม่มีสนธิสัญญานาโต)
เกาหลีเหนือเริ่มรุกรานเกาหลีใต้ในฤดูร้อน พ.ศ.2493
การสนับสนุนให้อังกฤษมีระเบิดปรมาณูยังไม่สำเร็จ (อังกฤษเริ่มมีในเดือนตุลาคม พ.ศ.2494)
ภายหลังการใช้ระเบิดปรมาณูที่นางาซากิในญี่ปุ่นแล้ว สหรัฐไม่มีระเบิดปรมาณูสำเร็จรูปในมือเลย นอกจากมีส่วนประกอบระเบิดแห่งเดียวที่ ลอสอลามอส นิวเม็กซิโก และเริ่มทดลองระเบิดอีกใน พ.ศ.2553
การปิดล้อมกรุงเบอร์ลินในครอบครองสหภาพโซเวียตตั้งแต่ พ.ศ.2491 ยังคงมีอยู่
เครื่องบินทิ้งระเบิดสหรัฐ สามารถบินจากสหรัฐถึงโซเวียตได้ โดยเทคนิคการเติมน้ำมันกลางอากาศในขณะที่เครื่องบินโซเวียต ยังเป็นที่สงสัย
สถานะและท่าทีทางการเมือง เทคโนโลยี จิตวิทยา และอุตสาหกรรมของสหภาพโซเวียต (ไม่ได้กล่าวถึงเศรษฐกิจ)
ข้อพิจารณา
กองทัพสหภาพโซเวียตสามารถรุกโจมตียุโรปตะวันตกได้คล้ายกรณีเยอรมนีรุกสู่โปแลนด์ก่อนสงครามโลก
สงครามเกาหลีและการแหวกล้อมการปิดล้อมกรุงเบอร์ลินกินแรงฝ่ายตะวันตก
คาดว่าโซเวียตจะผลิตระเบิดได้อีกในไม่ช้า (ทดลองระเบิดอีก 2 ลูก ใน พ.ศ.2493 และคิดค้นระเบิด ไฮโดรเจน H-Bomb ที่อานุภาพสูงกว่าปรมาณู)
มีแนวความคิดผลิตและใช้ระเบิดปรมาณูขนาดเล็กทางยุทธวิธี ในสงครามเกาหลีแต่เกรงจะกระทบต่อจีนและโซเวียตที่สนับสนุนเกาหลีเหนือ
อำนาจการทำลายล้างของระเบิดปรมาณูหากสองฝ่ายใช้ต่อกันจะเสียหายใหญ่หลวงต่อทั้งสองฝ่าย
ช่องทางการเจรจาและการทูตยังมีอยู่
การแข่งขันการสะสมอาวุธได้เริ่มต้นขึ้น อันเป็นอันตรายต่อสันติภาพโลก
พลังอำนาจทางทหารทั้งสองฝ่ายค่อนข้างสมดุลกันอยู่
แนวทางดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์
แนวทางประนีประนอม
การเจรจาลดอาวุธ ยุติการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ควบคุมการผลิตอาวุธ การเปิดน่านฟ้าตรวจสอบ
แนวทางเผชิญหน้า
คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการเมือง เสริมสร้างกำลังเพื่อป้องปราม โจมตีก่อนเพื่อความได้เปรียบ พัฒนาการป้องกันภัยทางอากาศ ตอบโต้อย่างรุนแรงหากถูกโจมตี
ข้อเสนอแนะ
ประสานทั้ง 2 แนวทาง ซึ่งมีการเจรจา การควบคุมการผลิตอาวุธ การเสริมสร้างกำลังเพื่อป้องปรามและการปิดล้อม
สถานการณ์และเหตุการณ์ดำเนินต่อมา ท่ามกลางความไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน ทางโซเวียตมีการทดลองระเบิดไฮโดรเจนก่อนสหรัฐ ทำให้กลาง พ.ศ.2496 มีแผน 3 แผน (Solarium) ในการตอบโต้โซเวียต โดยสภาความมั่นคงได้รวมแผนทั้งสามเป็นเอกสาร NSC-162 ชิ้นเดียวที่เน้นนโยบายปิดล้อม containment อันเกิดสถานะสงครามเย็นในเวลาต่อมา จนกระทั่งสหภาพโซเวียตล่มสลายเป็นสหพันธรัฐรัสเซีย
ระเบิดปรมาณูที่สหรัฐใช้เครื่องบินนำไปทิ้งทำลายเมืองของญี่ปุ่นปลายสงครามโลกนั้น ได้ถูกนำไปคิดที่จะใช้เครื่องยนต์จรวดเหมือนอาวุธ V-1 และ V-2 ของนาซีเยอรมนี มาติดหัวรบบินสู่เป้าแทนที่จะใช้เครื่องบิน
ซึ่งทั้งฝ่ายสหรัฐและรัสเซียได้ทดลองผลิตพาหนะเครื่องยนต์จรวด ที่สามารถส่งดาวเทียมสู่อวกาศได้ดังที่ทราบกันอยู่ ที่เมื่อติดหัวรบนิวเคลียร์ ก็เป็นขีปนาวุธนิวเคลียร์ ที่มีระยะยิงทั้งใกล้และไกลข้ามทวีป
อาวุธนี้มีอำนาจมากที่ใครๆ ก็อยากมีกัน และหลายประเทศที่มีแม้ประเทศเล็กๆ อย่างอิสราเอล ผู้ที่อยากมีอย่าง อิหร่าน เกาหลีเหนือ ก็พยายามจะมีบ้าง แต่ก็ถูกสหประชาชาติและผู้ใหญ่ที่มีอยู่แล้ว กีดกันตลอดมา
อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือผู้ผ่านสงครามเกาหลี เป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐ เกาหลีใต้ และพันธมิตร รู้ดีว่าหากมีขีปนาวุธนิวเคลียร์เพียงลูกสองลูก ก็ทำให้สหรัฐเกรงใจได้จึงพยายามคิดค้นและทดลอง โดยอาศัยเทคโนโลยีจากรัสเซียและจีนดำเนินการ
ภายหลังสงครามเกาหลี ผู้นำเกาหลีเหนือ 3 รุ่น เป็น ปู่ พ่อ และลูกที่สืบต่อโครงการมีอาวุธนิวเคลียร์จนถึงผู้นำปัจจุบัน คือ คิม จอง อึน วัย 34 ปี ผู้สืบทอดการเป็นผู้นำจากพ่อ คิม จอง อิล เมื่อ 6 ปีที่แล้ว
ผู้นำผู้พ่อได้ “ครอบ” ผู้นำผู้ลูก ให้เป็นผู้นำทางการเมืองตั้งแต่ลูกยังเยาว์วัย จึงกล่าวได้ว่า ผู้นำเกาหลีเหนือปัจจุบัน แม้เยาว์วัยแต่ก็มี “ต้นทุน” ในการบริหารประเทศให้อยู่ในอุ้งมือแบบคอมมิวนิสต์ตกขอบ และมีเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างรอบตัว
หากเปรียบเทียบผู้นำเกาหลีกับคู่ปรับสำคัญอย่างผู้นำสหรัฐ ปัจจุบัน โดนัล ทรัมป์ ผู้มีภูมิหลังทางด้านธุรกิจ และเพิ่งเข้าสู่วงการเมืองเป็นประธานาธิบดีมา 6 เดือน ก็จะพะวงหน้าพะวงหลัง
ในขณะที่ผู้นำสหรัฐต้องฟังเสียงรัฐสภา ฟังประชาชน และห่วงคะแนนเสียง คะแนนนิยม ทั้งปัจจุบันและอนาคต ดังนั้น เราจึงได้เห็นเกาหลีเหนือทำอะไรที่ดูบุ่มบ่าม คิดไม่ถึง เขย่าโลก ตลอดมา
เพื่อให้เกาหลีเหนือ เป็น “สมาชิกอาวุธนิวเคลียร์” ของโลก จึงมีการทดลองจรวดที่จะใช้บรรจุอาวุธนิวเคลียร์บินสู่เป้าหมาย ทั้งจรวดระยะใกล้ ระยะไกล อย่างไม่กลัวเปลือง ยังกับยิงบั้งไฟ
สุดยอดของจรวดที่ต้องการก็คือ ระยะไกลหรือข้ามทวีป ที่การทดลองยิงในวันที่ 29 สิงหาคม 2560 จากแท่นยิงใกล้กรุงเปียงยางข้ามเหนือเกาะฮอกไกโดของญี่ปุ่น ตกลงในทะเลทางตะวันออกของฮอกไกโด 1,200 กม. เป็นระยะยิง 2,700 กม.
อันอยู่ในช่วงเวลาการฝึกทางทหารประจำปีระหว่างทหารสหรัฐกับเกาหลีใต้ในพื้นที่ใกล้เกาหลีเหนือ ซึ่งเกาหลีเหนือประท้วงการฝึกอย่างแข็งขันว่า เป็นการคุกคามเกาหลีเหนือ และจะตอบโต้ด้วยการส่งจรวดทดลองเข้าใกล้เกาะกวมของสหรัฐ ที่อยู่ห่างจากเกาหลี 3,500 กม. ในโอกาสต่อไป
หลังจากทดลองยิงจรวด ระยะยิง 2,700 กม. ดังกล่าวแล้วไม่นาน แรงสั่นสะเทือนที่รู้สึกได้ในจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น วัดความแรง 6.3 ริกเตอร์ ในวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ.2560
ซึ่งรู้กันว่าเป็นการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ ครั้งที่ 6 ของเกาหลีเหนือที่คำนวณได้ว่า แรงระเบิดถึง 100 กิโลตัน ประมาณ 5 เท่า หรือมากกว่าระเบิดปรมาณูที่ทางสหรัฐทิ้งที่ฮิโรชิมาใน พ.ศ.2488
การสั่นสะเทือน 2 ครั้งก็เข้าใจว่า ครั้งที่สองเป็นการสั่นสะเทือนจากการถล่มของถ้ำที่ใช้ในการทดลองระเบิด และแล้วผู้ประกาศข่าวสาวของโทรทัศน์เกาหลีเหนือ ก็ยิ้มแย้มประกาศความสำเร็จในการทดลองระเบิดไฮโดรเจน
อันหมายความว่า เมื่อผลิตระเบิดให้มีขนาดและน้ำหนักที่เหมาะกับการติดเป็นหัวรบของจรวดที่มีอยู่เมื่อใด เกาหลีเหนือก็จะมีขีปนาวุธนิวเคลียร์ที่ไปได้ถึงอลาสก้า หรือเกาะกวม ของสหรัฐได้เป็นอย่างน้อย ส่วนการไปถึงเกาหลีใต้หรือญี่ปุ่นนั้นสบายมาก
ไม่นานจากการระเบิดในเกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ ขอยกเลิกข้อจำกัดน้ำหนักหัวรบของขีปนาวุธของตน ที่มีต่อสนธิสัญญากับสหรัฐ ให้มีหัวรบใหญ่ขึ้นตอบโต้ภัยคุกคาม
ญี่ปุ่นวางแผนชิงโจมตีก่อน pre-emptive strike สหรัฐประกาศแนวทางดำเนินการทุกทาง รวมทั้งทางทหาร-อยู่บนโต๊ะแล้ว
สหประชาชาติลงมติคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมากขึ้น และประณามเกาหลีเหนือ ส่วนจีนและรัสเซียว่าควรเจรจากัน ซึ่งรัสเซียบอกว่าการคว่ำบาตรไม่ได้ผล
สหรัฐและเกาหลีจะเพิ่มอาวุธจรวดต่อต้านขีปนาวุธ Thaad จาก 2 ชุดเป็น 6 ชุดในเกาหลีใต้
อย่างไรก็ตาม มีสิ่งบอกเหตุว่า เกาหลีเหนือเตรียมที่จะทดลองยิงขีปนาวุธครั้งใหม่ ที่ดูเหมือนว่ายังไม่หมดแรงแม้จะถูกกดดันรอบข้าง
ไม่มีใครรู้ว่ามูลค่าผลิตภัณฑ์รวม GDP ของเกาหลีเหนือมีเท่าใดและใช้จ่ายด้านการทหารกี่เปอร์เซ็นต์ของ GDP การถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมานานนับสิบปี ก็ไม่ได้เห็นเกาหลีเหนืออ่อนแรง
การคว่ำบาตรอย่างเข้มข้นขึ้น อาจไม่ได้ผลอย่างที่รัสเซียประเมิน แรงงานทั้งชายหญิงเกาหลี ไปทำงานทั่วตะวันออกกลางนับหมื่นคน ที่ส่งเงินสกุลหลักกลับบ้าน สินค้าออกอย่างเสื้อผ้า เหล็ก ฯลฯ ยังขายได้ในอเมริกาใต้และแอฟริกา
โรงงานผลิตเหล็กที่ญี่ปุ่นสร้างไว้ใน พ.ศ.2482 เมื่อครั้งญี่ปุ่นยึดครองเกาหลีเหนือนั้น ปัจจุบันมีคนงานราว 8,000 คน ผลิตเหล็กปีละ 500,000 ตัน ที่ใช้ทั้งภายในและส่งออกนอกประเทศ (เอเอฟพี 27 ก.ค.60)
นอกจากนี้ ยังมีข่าวเกาหลีเหนือผลิตธนบัตรสกุลหลักออกใช้ด้วย ดังนั้น สหรัฐจึงเรียกร้องสหประชาชาติให้คว่ำบาตรเกาหลีเหนือหนักขึ้น ถึงขั้นว่าสหรัฐจะคว่ำบาตรต่อประเทศที่ยังค้าขายอยู่กับเกาหลีเหนือทีเดียว
อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือคงยังเดินหน้าที่จะมีขีปนาวุธนิวเคลียร์ ตามความหวังที่จุดหมายปลายทางอยู่ที่การคงอำนาจของตระกูลผู้นำ การสั่งประหารลุงของตนเองผู้เป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองใน พ.ศ.2556 และการถูกลอบฆาตกรรมของนายคิม จอง นัม ลูกพี่ลูกน้องของ นายคิม จอง อึน ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2556 ที่สนามบินกรุงกัวลาลัมเปอร์ เป็นที่สงสัยในการขจัดเสี้ยนหนามการครองอำนาจที่กรุงเปียงยาง
ซึ่งวันหนึ่งไม่นานนัก เกาหลีเหนือจะเป็น “ประเทศครองอาวุธนิวเคลียร์” ที่เมื่อประธานา ธิบดีฝรั่งเศสเรียกร้องสหประชาชาติและชาติในยุโรปคว่ำบาตรเกาหลีเหนือให้หนักขึ้นตอนต้นเดือนกันยายน พ.ศ.2560 นั้น ทางเกาหลีเหนือก็ตอบโต้ว่า
“หากอาวุธนิวเคลียร์เป็นสิ่งเลวร้าย ฝรั่งเศสก็น่าเลิกมีอาวุธนิวเคลียร์”
ยังไม่มีหลักฐานอย่าง เอกสาร NSC-68 NSC-162 ถึงหนทางปฏิบัติที่สหรัฐจะใช้โต้ตอบการเดินหน้าอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ
แต่ปฏิบัติการที่สหรัฐกระทำแล้วคือ ใช้ “การทูตเรือปืน” (Gun Boat Diplomacy) เช่น การส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าสู่ทะเลคาบสมุทรเกาหลี การบินของเครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่นใหม่จากเกาะกวมไปกลับคาบสมุทรเกาหลี การฝึกร่วมระหว่างเครื่องบินขับไล่เกาหลีใต้กับเครื่องบินทิ้งระเบิดสหรัฐ การฝึกร่วมทางทหารด้วยกระสุนจริงของเกาหลีใต้กับสหรัฐ ใกล้พรมแดนเกาหลีเหนือ การฝึกร่วมทางเรือระหว่างเกาหลีใต้กับสหรัฐ การติดตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธไฮเทค (Thaad) ในเกาหลีใต้
นอกจากนั้นเป็นการทูตในสหประชาชาติ ให้เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเกาหลีอย่างหนักหน่วงที่สุด โน้มน้าวพันธมิตรในยุโรปและเอเชียให้โดดเดี่ยวเกาหลีเหนือ จนกระทั่งหนทางใช้กำลังทหารก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่สหรัฐประกาศออกมา
ทั้งนี้ รัสเซียและจีนปรามสหรัฐอย่าทำ 4 อย่าง “Four nos” (Bloomberg 14 ก.ย.60) คือไม่เปลี่ยนระบอบปกครอง ไม่สลายระบอบปกครอง (ของเกาหลีเหนือ) ไม่เร่งการรวมเกาหลี และไม่ใช้กำลังทหารเหนือเส้นขนาน 38 ที่แบ่งเกาหลี
แต่เกาหลีเหนือดูจะทำทองไม่รู้ร้อน มิหนำซ้ำทูตเกาหลีเหนือที่สหประชาชาติได้แถลงว่า
“สหรัฐจะได้รับชุดของขวัญต่อไปอีกจากประเทศของข้าพเจ้า ต่อการที่กดดันอย่างไม่หยุดหย่อนต่อเกาหลีเหนือ (บางกอกโพสต์, 11 ก.ย.60, Peninsula in Peril)
ดังนั้น บรรยากาศที่คาบสมุทรก็จะยังคงคลุมเครือเหมือนเดิมต่อไป
ต่างฝ่ายยัง “ปะทะคารม” เพราะต่างรู้ว่าหายนะต่อทั้งสองฝ่ายรออยู่ข้างหน้า
มีผู้ประเมินว่า หากเกิดการโจมตีกันที่คาบสมุทรเกาหลี จะมีผู้เสียชีวิตในวันแรกราว 20,000 คนในกรุงโซล (Nuclear Crisis, บางกอกโพสต์ 16 ก.ย.60)
แม้เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐปราศรัยที่สหประชาชาติวันที่ 20 ก.ย.60 ที่แข็งกร้าวต่อเกาหลีเหนือว่า
“…มนุษย์จรวด (Rocket Man) จะกระทำการอย่างฆ่าตัวตายเพราะเกาหลีเหนือจะถูกทำลายล้าง (totally destroyed) หากเกาหลีเหนือคุกคามทางนิวเคลียร์ต่อสหรัฐและพันธมิตร…”
การปะทะคารมกันก็ยังคงดำเนินต่อไปและต่อไป
สําหรับประเทศไทยนั้น มีสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีเหนือ มีบริษัทการค้าเกาหลีเหนือในไทย มูลค่าการค้าระหว่างกัน (ล้านเหรียญสหรัฐ) 126.3, 82.0, 28.6 ในปี พ.ศ.2557, 2558, 2559 ตามลำดับ และใน 6 เดือนแรก พ.ศ.2560 เป็น 950,000 เหรียญ ซึ่งน้อยลงตามลำดับ
ชาวเกาหลีเหนือหลบเข้าไทยราวปีละ 2,000 คน มาจากทางเหนือ ที่คงจำนวนมากยิ่งขึ้น เมื่อครั้งรัฐมนตรีสหรัฐ Rex Tillerson แวะกรุงเทพฯ 5 ชั่วโมง ในโอกาสมาทางเอเชีย ข่าวรอยเตอร์ว่าทางสหรัฐขอให้ทางไทยลดระดับการทูต ปิดบริษัทการค้า และเข้มงวดการเข้าประเทศของชาวเกาหลีเหนือ แต่ทางการไทยปฏิเสธข่าวของรอยเตอร์ และว่า ไม่ได้คุยกับทางสหรัฐถึงเรื่องนั้น (บางกอกโพสต์, 10 ส.ค.60)
อย่างไรก็ตาม เป็นการแน่นอนที่สหรัฐต้องการให้ไทย “เข้าค่าย” ต่อต้านเกาหลีเหนืออยู่แล้ว
การดูเขา “ปะทะคารม” กันอย่างสงบเสงี่ยม น่าจะเป็นกุศโลบายที่ดีที่สุด
พลเรือโท พัน รักษ์แก้ว

