นายกฯ ทักษิณ แก้ปัญหาอย่างไร เพื่อไม่ให้ตัวเองตกเป็น “ทาสแฟ้ม” “ทาสเซ็นแฟ้ม” “ทาสกรอบเวลา” “ทาสระบบราชการ” ?
ข้าพเจ้าไปพบผู้บริหารหน่วยงานหนึ่งมา โดยนั่งรอหน้าห้องยี่สิบนาทีมีเวลาให้พบสี่นาที (อ่านไม่ผิดหรอก) แต่ได้พบโดยเขาเซ็นแฟ้มไปด้วย (บนโต๊ะมีแฟ้มรอให้เซ็น กองอยู่เป็นจำนวนมาก) คุยไปด้วย ฟังไปด้วย (เขาคุยกับข้าพเจ้า โดยบ่นถึงแฟ้มที่รอเซ็นอยู่ และวงประชุมที่รอเข้าร่วม สลับกับตอบข้าพเจ้าเป็นคำคำ) และไม่สบตาเลย ข้าพเจ้านึกถึงสิ่งที่รัฐพยายามขายของช่วงนี้ — 4.0!! เพราะมันสวนทางไม่น้อย
กลับมาบ้าน นึกถึงข้อเขียนสั้นๆ ของ “วิษณุ เครืองาม” ที่เขียนเล่าถึงวิธีการแก้ไขปัญหาของ นายกฯทักษิณ เพื่อไม่ให้ตัวเอง ตกเป็นทาสแฟ้ม
คนเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องเซ็นแฟ้มวันหนึ่ง “รวมกันวันละประมาณ 100 แฟ้ม บางแฟ้มเสนอมา 5-6 เรื่องในแฟ้มเดียวกัน บางแฟ้มมีถึง 10 เรื่อง”
นายกฯ ทักษิณ เอ่ยกับวิษณุ “ผมไม่ยอมเป็นทาสแฟ้มหรอก” “อย่างนี้คนเป็นนายกฯ จะเอาเวลาที่ไหนไปตัดสินใจเรื่องระยะยาว ถ้ามัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการอ่านแฟ้มเซ็นแฟ้ม” … “ถ้าเป็นใหญ่เป็นโตบ้างเมื่อใด จะไม่ยอมให้แฟ้มเป็นนายเรา แย่งเวลาเราไปอย่างนี้เด็ดขาด(ทักษิณ เล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่เห็นลูกน้องขนแฟ้มจำนวนมากขึ้นรถสองคัน ไปให้จอมพลประภาส จารุเสถียร เซ็นที่บ้าน)”
นายกฯ ทักษิณ เสนอวิธีการแก้ไขปัญหานี้กับวิษณุ (เลขา ครม.) ว่า นายกฯจะใช้วิธีกระจายอำนาจ หรือมอบอำนาจให้รองนายกฯ เซ็นแฟ้มเหล่านี้แทนได้ไหม
วิษณุ ตอบว่า สามารถทำได้ ถ้าท่านไว้ใจ “ท่านรีบตอบทันทีว่าเรื่องไว้ใจไม่มีปัญหา เพราะถ้าใครไม่ควรไว้วางใจ ผมก็จะปลดออก กลัวแต่ว่าผิดกฎหมาย ถ้าตามกฎหมายมอบอำนาจได้ กระจายอำนาจได้ ขอมอบอำนาจไปให้หมด คุณไปเขียนคำสั่งมอบอำนาจมา”
วิษณุ อธิบายต่อว่า ต่อจากนั้น นายกฯทักษิณ ก็ลงนามมอบอำนาจไปเกือบหมดสิ้น เหลือไว้เพียงเรื่องสำคัญที่จะอ่านเอง เซ็นเอง เช่น “เหลือที่ท่านเซ็นอยู่ก็แต่แฟ้มเกี่ยวกับราชการของพระมหากษัตริย์และแฟ้มราชการลับหรือข่าวกรองที่ไม่อาจมอบผู้อื่นได้” “ด้วยเหตุนี้จาก 100 แฟ้ม ท่านจะกระจายและมอบหมายให้รองนายกฯคนอื่นๆ รับไปหมด ของท่านเองเหลือแฟ้มสำคัญอยู่ไม่ถึง 10 แฟ้ม ใช้เวลาเซ็นวันละประมาณครึ่งชั่วโมง เป็นที่รู้กันว่าหลังเก้าโมงเช้าท่านไม่เซ็นแฟ้มอีกต่อไป”
นายกฯทักษิณ อธิบายกับวิษณุต่อว่า มอบอำนาจก็จริง แต่ต้องวางระบบติดตามให้ดี
“สงสัยอะไรก็ถามผู้รับมอบอำนาจเห็นเรื่องหายไปนานก็ทวง และกำหนดให้มีการรายงานกลับมา ในที่สุด ยิ่งมอบอำนาจ ยิ่งกระจายอำนาจ ก็จะยิ่งมีอำนาจมากขึ้น เพราะเราไม่เป็นทาสของแฟ้ม ไม่เป็นทาสกรอบเวลา ไม่เป็นทาสของระบบราชการที่ตั้งเรื่องเสนอขึ้นมาจากเด็กซี 3 ซี 4 รายงานขึ้นมาเป็นทอดๆ ว่าโปรดทราบ โปรดพิจารณา พอถึงนายกฯ ก็เซ็นเพียงแค่ว่าทราบ หรือเห็นชอบตามเสนอ….ข้อสำคัญอยู่ที่ว่า เราต้องไว้ใจเพื่อนร่วมงาน ถ้าไม่ไว้ใจก็เปลี่ยนคน ถ้าพบว่าทำผิดต้องเรียกอำนาจคืนหรือลงโทษ”
วิษณุ ขมวดปิดท้ายว่า ในแง่นี้จึงทำให้ นายกฯทักษิณ “มีเวลาคิดนโยบายใหม่ๆ แปลกๆ ออกมาได้ทุกวัน เพราะความที่ว่างมากนั่นเอง”
ทั้งหมดนี้เป็นโจทย์ของระบบราชการในระยะยาว!! จริงอยู่ที่ระบบราชการดำเนินไปทุกขั้นทุกตอน ด้วย “เอกสาร” แต่ถ้าจะก้าวสู่ 4.0 ซึ่งเป็นทั้งนโยบายสำคัญใน ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนชาติฯ ล่าสุด เราอาจต้องหาหนทางในการขับเคลื่อนระบบราชการด้วยวิธีการอื่นๆ มากขึ้น
หนทางที่ว่านี้ ต้องช่วยลดเวลา ช่วยให้เรามีเวลาคิดอะไรใหม่ สร้างสรรค์อะไรใหม่ (ช่วยให้เราไม่ตกเป็นทาสของมัน)
ในอนาคต ข้าพเจ้าจะมีเพื่อนเป็นใหญ่เป็นโตแน่ๆเพราะมีเพื่อนอยู่ในระบบราชการเยอะ ก็หวังแต่ว่า ถ้าเรามีโอกาสพบกัน คุยกัน ข้าพเจ้าไม่หวังมาก ขนาดว่า เพื่อนจะเซ็นแฟ้มน้อยลง (เปลี่ยนระบบราชการได้ถึงขนาดนั้น) เพราะเพื่อนจะเซ็นแฟ้มระหว่างคุยไปด้วยก็ได้ แต่ช่วยสบตากันหน่อย
อ่านละเอียดได้ที่ วิษณุ เครืองาม,เล่าเรื่องผู้นำ, สำนักพิมพ์มติชน (2554)

