กว่า 20 ปีของการทำงานในแวดวงขยะต้องเกี่ยวข้องกับผู้คนและหน่วยงานหลากหลาย ตั้งแต่ชาวบ้าน เจ้าหน้าที่รัฐ/องค์กรปกครองท้องถิ่น นักวิชาการ นักธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีทั้งความสำเร็จ ความล้มเหลว พบกับการมีส่วนร่วมและการต่อต้านคัดค้านแม้กระทั่งการข่มขู่นานารูปแบบ ปัญหาขยะจึงไม่ใช่แค่ปัญหาทางวิชาการหรือปัญหาทางเทคนิค มันรวมเอาปัญหาเงินๆ ทองๆ ผลประโยชน์ ปัญหาสังคม จนถึงปัญหาการเมือง
อีกประเด็นคือการตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการขยะมูลฝอย จังหวัดภูเก็ตเพื่อให้เป็นกลไกขับเคลื่อนการจัดการขยะของท้องถิ่นต่างๆ ในจังหวัดให้ไปในทิศทางเดียวกัน และทำหน้าที่กำหนดค่าธรรมเนียมกำจัดขยะ (การจัดการขยะ จังหวัดภูเก็ต ตอนที่ 2)
เตาเผาขยะชุดแรกขนาด 250 ตันต่อวันที่ได้รับการถ่ายโอนจากกรมโยธาธิการในปี 2542 เป็นเตาเผาแบบตะกรับ หรือ Stoker ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเตาเผาที่นิยมใช้กันมากทั้งในยุโรป ญี่ปุ่น ไต้หวัน หรือจีน เตาเผาแบบตะกรับนี้ขยะจะถูกป้อนเข้าไปในเตาเผาแล้วเคลื่อนตัวไปตามการเคลื่อนที่ของแผงตะกรับโดยมีอากาศที่ใช้ในการเผาไหม้เป่าเข้าทางด้านล่างของตะกรับ ความร้อนที่เกิดจากการเผาไหม้จะไหลขึ้นด้านบนแล้วไปใช้ในการผลิตไฟฟ้า ขยะส่วนที่เผาไหม้แล้วจะเคลื่อนตัวตามตะกรับแล้วตกออกมาจากเตาเผาเป็นขี้เถ้าที่ต้องนำไปกำจัดด้วยการฝังกลบต่อไป
นอกจากนั้นในพื้นที่รับขยะส่วนหน้าของเตาเผาจะมีหลุมขยะขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับขยะได้ประมาณ 7-15 วันในกรณีที่เตาเผาต้องหยุดซ่อมบำรุงหรือมีอุบัติเหตุให้เตาเผาต้องหยุดทำงาน หลุมขยะขนาดใหญ่นี้ยังทำหน้าที่ลดความชื้นออกจากขยะก่อนจะถูก overhead crane หรือปั้นจั่นแบบก้ามปู คีบป้อนลงไปในช่องรับขยะก่อนตกลงไปในห้องเผาด้วยแรงโน้มถ่วงและลงไปบนตะกรับที่เคลื่อนที่ลำเลียงขยะจากจุดเริ่มต้นถึงจุดสุดท้ายของการเผาไหม้ เตาเผาแบบตะกรับจึงมีความเหมาะสมในการกำจัดขยะที่มีองค์ประกอบหลากหลายและมีความชื้นสูง
ด้วยเหตุนี้ ในปี 2551 ครั้งที่เทศบาลนครภูเก็ตตัดสินใจให้เอกชนลงทุนก่อสร้างเตาเผาขยะชุดใหม่ จึงยังคงเลือกใช้เทคโนโลยีเตาเผาแบบตะกรับเช่นเดิม โดยเตาเผาชุดใหม่มีห้องเผา 2 ชุด ขีดความสามารถชุดละ 350 ตันต่อวัน มีขีดความสามารถรวม 700 ตันต่อวัน ปัจจุบันรองรับปริมาณขยะเต็มขีดความสามารถและผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 12 เมกะวัตต์
ดังนั้น เพื่อเตรียมการรองรับปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้น ในปี 2561 เทศบาลนครภูเก็ตจะได้รับงบประมาณจากรัฐบาลเพื่อซ่อมแซมเตาเผาชุดแรกที่หยุดใช้งานรอการซ่อมแซมหลังจากที่ใช้งานต่อเนื่องมากว่า 10 ปีควบคู่ไปกับการรณรงค์เพื่อลดและคัดแยกขยะจากแหล่งกำเนิดร่วมกับท้องถิ่นอื่นๆ
นอกจากเตาเผาแบบตะกรับแล้ว ยังมีเตาเผาแบบอื่นๆ ที่มีระบบลำเลียงขยะเข้าสู่ห้องเผาด้วยวิธีที่แตกต่างกัน เช่น เตาเผาแบบหมุนหรือ Rotary Kiln ขยะจะเคลื่อนตัวไปตามผนังของห้องเผาทรงกระบอกที่หมุนได้รอบแกนซึ่งทำมุมเอียงกับแนวระดับ และเตาเผาแบบฟลูอิดไดซ์เบด Fluidized Bed ซึ่งทำงานโดยอาศัยหลักการที่วัสดุของแข็งในชั้นล่าง หรือ Bed ของเตาเผาแบบนี้ผสมเข้ากับขยะแล้วถูกทำให้ลอยตัวขึ้นโดยอากาศที่เป่าเข้าด้านข้าง มีลักษณะเหมือนของไหล วัสดุของแข็งในชั้นล่างนี้มักเป็นทรายซิลิกา หรือวัสดุเซรามิก
การเผาแบบนี้เหมือนกับการคั่วเกาลัดที่ใช้ทรายเป็นตัวนำความร้อน ส่วนเตาเผาแบบตะกรับก็เหมือนการผัดกับข้าวในกระทะที่มีตะหลิวทำหน้าที่เป็นตะกรับพลิกไปพลิกมานั่นเอง
ที่กล่าวมาแล้วเป็นแบบของการลำเลียงขยะเข้าสู่ห้องเผาที่แตกต่างกัน ยังมีเรื่องที่มักสับสนอีกเรื่องคือวิธีการเผา ได้แก่ การเผาไหม้แบบสมบูรณ์ คือวิธีการเผาที่ใช้อากาศหรือออกซิเจนมาก กับการเผาที่ควบคุมอากาศหรือออกซิเจนในห้องเผา
เตาเผาแบบตะกรับเป็นการเผาที่ใช้อากาศมาก แต่เตาเผาแบบไพโรไลซิส-ก๊าซซิฟิเคชัน Pyrolysis and Gasification เป็นวิธีการเผาที่ควบคุมอากาศหรือการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์เพื่อให้ได้ก๊าซเชื้อเพลิงที่มีองค์ประกอบหลักเป็น คาร์บอนมอนอกไซด์ ไฮโดรเจนและมีเทน จากนั้นจึงนำเอาก๊าซเชื้อเพลิงใช้ในการผลิตพลังงาน
เตาเผาประเภทนี้ต้องมีการปรับคุณภาพของขยะควบคู่ไปด้วยเพื่อลดสิ่งปนเปื้อนและความชื้นของขยะ จึงมีความเหมาะสมกับขยะเชื้อเพลิง RDF หรือขยะอุตสาหกรรมที่ไม่อันตรายซึ่งมีองค์ประกอบของพลาสติกเป็นส่วนใหญ่
การใช้เตาเผาไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย จังหวัดภูเก็ตมีประสบการณ์ในการกำจัดโดยเตาเผามาแล้วเกือบ 20 ปี ใช้เตาเผาแบบตะกรับมาแล้ว 2 ชุด และทั้งสองชุดล้วนสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ตามที่ออกแบบไว้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทยที่ต้องรับช่วงขับเคลื่อนการจัดการขยะของท้องถิ่น หรือแม้แต่กระทรวงพลังงานที่อยากเห็นการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากขยะควรให้ความสำคัญในการถอดบทเรียนการใช้เตาเผาของจังหวัดภูเก็ตและประสบการณ์ของเทศบาลนครภูเก็ตในฐานะผู้รับผิดชอบและกำกับดูแลในการเดินระบบ หรือหากพบว่ายังมีประเด็นใดที่ยังเป็นจุดอ่อน เป็นความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชุมชนที่อาศัยอยู่รายรอบบริเวณเตาเผา ก็ควรให้การสนับสนุนในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น เพื่อให้การจัดการขยะ
จังหวัดภูเก็ตเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของการผลิตพลังงานทดแทนของกระทรวงพลังงาน เป็นตัวอย่างของรูปแบบการจัดการขยะที่ดีที่กระทรวงมหาดไทยสามารถนำไปเผยแพร่ และเป็นตัวอย่างการจัดการขยะจากแหล่งกำเนิดจนถึงระบบกำจัดตามแนวทางของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ประสบการณ์การจัดการขยะและการใช้เตาเผาของจังหวัดภูเก็ตมีคุณค่ามาก โครงสร้างการจัดการของท้องถิ่นที่ร่วมทำงานกันเป็นกลุ่ม เกิดขึ้นก่อนจะมีนโยบายการรวมกลุ่มท้องถิ่น หรือ Cluster การจัดการขยะ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดการขยะระดับจังหวัดก่อนจะมีประกาศกระทรวงให้ทุกจังหวัดแต่งตั้งตามแนวทางของ Roadmap รวมทั้งมีประสบการณ์ในการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม ผ่านประสบการณ์ทั้งสำเร็จและล้มเหลวในการให้เอกชนลงทุนในกิจการที่เกี่ยวกับการจัดการขยะ
หวังว่าจากนี้ไปการเดินทางไปศึกษาดูงานการจัดการขยะที่จังหวัดภูเก็ต จะไม่ใช่แค่ไปดูเตาเผาขยะประเภทหนึ่ง แต่ควรมีโอกาสเรียนรู้พัฒนาการและประสบการณ์การจัดการขยะของเทศบาลนครภูเก็ตและท้องถิ่นอื่นๆ ในจังหวัดภูเก็ตด้วย

