ทุกปีเมื่อถึงเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลปีใหม่ไทยหรือตรุษสงกรานต์ หรือเทศกาลปีใหม่ฝรั่งหรือปีใหม่สากล จะมีการหยุดราชการหรือวันหยุดของบริษัทห้างร้านต่างๆ ผู้คนที่มีถิ่นฐานอยู่ต่างจังหวัดก็มักจะเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อไปฉลองปีใหม่กับญาติพี่น้องบิดามารดาในต่างจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวอีสานและชาวเหนือ แม้แต่ชาวใต้ที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯและจังหวัดใกล้เคียง ที่เป็นเขตอุตสาหกรรม
การเดินทางกลับภูมิลำเนาพร้อมๆ กันโดยพาหนะสาธารณะ เช่น รถไฟ เครื่องบิน รถเมล์ รถทัวร์ และรถยนต์ส่วนตัวทั้งที่เป็นรถยนต์ส่วนบุคคลและรถบรรทุกขนาดเล็กหรือรถปิกอัพ จะมีการรายงานข่าวจำนวนผู้เสียชีวิตบาดเจ็บและอุบัติเหตุจากการเดินทางเป็นจำนวนมากทุกปี ซึ่งสอดคล้องกับสถิติที่บอกว่าคนไทยนั้นมีอัตราการตายจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมากที่สุด มากกว่าการตายเพราะการเจ็บป่วย ไม่ว่าจากโรคมะเร็งหรือโรคหัวใจวายหรือเส้นเลือดอุดตันในสมอง นอกจากนั้นปี 2560 นี้ประเทศไทยได้ขึ้นไปเป็นประเทศที่มีอัตราการเกิดอุบัติเหตุทางถนนมากที่สุดในโลก
การเดินทางโดยรถยนต์ในประเทศไทยจึงเป็นการเดินทางที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บมากที่สุด เมื่อเทียบกับการเดินทางโดยยานพาหนะสาธารณะ ดูเหมือนการเดินทางโดยเครื่องบินจะปลอดภัยที่สุด เพราะมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุและสูญเสียน้อยที่สุด ซึ่งขัดกับความรู้สึกของคนทั่วไป รองลงมาคือ รถไฟและรถโดยสารสาธารณะ ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมากที่สุดคือ รถจักรยานยนต์ รถบรรทุกเล็กหรือรถปิกอัพและรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ไม่ว่าจะแก้ไขหรือทำประชาสัมพันธ์กันอย่างไรก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เพราะส่วนใหญ่ที่เกิดอุบัติเหตุเพราะการฝ่าฝืนกฎจราจร อุบัติเหตุจากผู้ใช้รถใช้ถนนในขณะที่เมาสุรา เพราะมีงานเลี้ยงฉลองงานสงกรานต์และฉลองปีใหม่กัน
การขับรถยนต์บนถนนนั้นอาวุโสหรือฐานันดรของผู้ขับไม่มีความสำคัญ เพราะบนถนนนั้นไม่มีผู้ขับขี่ใดอาวุโสเหนือกว่าใคร แต่อาวุโสบนถนนนั้นจัดกันหรือเรียงไปตามชนิดของยานพาหนะที่ใช้ขับขี่
ฐานันดรสูงสุด ดูเหมือนจะเป็นรถจักรยานยนต์ทั้งบนถนนในกรุงเทพฯ และถนนที่รองลงไปจากทางด่วนและทางหลวงระหว่างจังหวัดซึ่งจักรยานยนต์ก็ไม่สามารถวิ่งได้โดยสบาย แต่นอกจากทางด่วนและทางหลวงจังหวัดแล้วรถจักรยานยนต์เป็นเจ้าถนน แทนที่จะวิ่งชิดซ้ายแต่จะวิ่งซอกแซกไปได้ทุกช่องจราจร เมื่อติดสัญญาณไฟรถจักรยานยนต์จะซอกแซกไปรอสัญญาณไฟเขียวอยู่ข้างหน้าและออกตัวได้ก่อนรถชนิดอื่นๆ ในกรณีที่มีความเร่งด่วนต้องการจะไปให้ทันการประชุมหรือธุรกิจอื่นหรือการนัดหมายอื่นๆ หลายครั้งต้องลงจากรถที่นั่งมาแล้วขึ้นขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างต่อไปอีกทีหนึ่ง ในการส่งจดหมายหรือสิ่งของเร่งด่วนทุกวันนี้ในเขตกรุงเทพฯก็ต้องใช้บริการของรถจักรยานยนต์รับจ้าง ซึ่งน่าจะไม่เหมือนประเทศใดๆ จักรยานยนต์จึงมีอาวุโสสูงสุดที่เราต้องให้ความเคารพเพราะผู้ขับขี่ต้องรีบเร่ง แต่อุบัติเหตุการเสียชีวิตและบาดเจ็บพิการที่มากที่สุดก็เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์
ฐานันดรรองลงไปน่าจะได้แก่รถสามล้อเครื่องรับจ้าง ที่พร้อมจะหยุดรถทันทีที่มีคนเรียกและจะออกรถทันทีเพราะจะรีบไป แต่จะไม่เห็นบนทางด่วนหรือทางหลวง แต่สำหรับถนนและตรอกซอกซอยในกรุงเทพฯ เราต้องเคารพรองลงมา
ฐานันดรที่ 3 น่าจะได้แก่รถบรรทุกสิบล้อบนทางหลวงต่างจังหวัด เคราะห์ดีที่เราจะไม่เห็นบนถนนในกรุงเทพฯ บนทางหลวงคนขับสิบล้อส่วนมากจะมารยาทดี เพราะมักจะถูกตำรวจทางหลวงเรียกให้หยุดตรวจอยู่เสมอ จึงต้องระมัดระวังและพร้อมที่จะต้องหยุดให้ตรวจอยู่เสมอ รถสิบล้อทั้งหมดทั่วประเทศเป็นของตำรวจทางหลวง ทุกคันที่มีสติ๊กเกอร์ติดเป็นการให้สัญญาณที่รู้กันเฉพาะคนขับกับตำรวจ แต่อย่างไรก็ดีถ้าเราขับรถตามหลังรถบรรทุกสินค้า ต้องระวังอย่าแซงขึ้นหน้าเป็นอันขาดถ้าไม่เห็นสัญญาณไฟเลี้ยวกะพริบทางด้านซ้ายของรถ ยิ่งถ้าไฟเลี้ยวกะพริบทางด้านขวา เราต้องทำตามและเชื่อฟัง
ต่อจากรถสิบล้อก็เห็นจะเป็นรถโดยสารสาธารณะและรถทัวร์ ซึ่งตามกฎควรจะวิ่งช้าและอยู่ในช่องจราจรซ้าย แต่รถโดยสารสาธารณะปรับอากาศและรถทัวร์ 2 ชั้นจะวิ่งเร็วและเร็วกว่ารถนั่งส่วนบุคคล ต้องถือว่ามีอาวุโสสูงต่อจากรถสิบล้อและมักจะไม่ต้องหยุดคุยกับตำรวจทางหลวงบ่อยนัก ถ้าจะมีอุบัติเหตุก็มักจะเกิดจากคนขับเร็วต้องเลี้ยวโค้ง ตอนที่จะต้องผ่านทางโค้งไปโค้งมาตามไหล่เขา
รถโดยสารหรือรถเมล์ทั้งที่ปรับอากาศและไม่ปรับอากาศก็อยู่ในฐานันดรที่สูงในเขตกรุงเทพฯ เพราะมักจะจอดและออกรถอย่างรวดเร็ว ผู้ขับขี่อยู่ช่องจราจรข้างๆ ต้องชะลอหรือหยุดให้ทางรถเมล์ในกรุงเทพฯไปก่อน
ต่อจากรถเมล์ทั้งบนทางหลวงและในกรุงเทพฯ ต้องให้ความเคารพต่อรถสปอร์ตหรู ราคาแพง ไม่ว่าจะเป็นลัมโบร์กีนี หรือปอร์เช่ หรือพอร์ช เพราะมาด้วยเสียงอันดังยิ่งบนทางหลวง จะแซงซ้ายแซงขวา รถทุกชนิดต้องชะลอให้ความเคารพ ดูเหมือนที่จะไม่ยอมกันคือ รถโดยสารปรับอากาศและรถทัวร์ 2 ชั้นที่วิ่งแข่งกัน แต่ในที่สุดก็ต้องยอมให้ทางกับรถสปอร์ตหรูราคาแพงอยู่ดี
ที่มีจำนวนมากที่สุดบนท้องถนนก็เห็นจะเป็นรถบรรทุกเล็กหรือรถปิกอัพกับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลหรือรถเก๋ง รถที่เป็นรถของคนชั้นกลางระดับล่าง คงว่าเป็นรถบรรทุกเล็กอเนกประสงค์เพราะใช้เป็นรถครอบครัวสำหรับคนในชนบทและใช้เป็นรถบรรทุกสำหรับประกอบอาชีพในกรณีของคนกรุงเทพฯและคนในเมือง ถ้าจะเทียบกับบุคคลก็น่าจะเป็นฐานันดรที่ 4 ปัจจุบันก็จะมีรถตู้รับจ้างนับรวมเข้ากับรถบรรทุกเล็กนี้ด้วย ที่ต้องให้ความเคารพเพราะสามารถวิ่งได้ทุกช่องทางจราจรและมีความอาวุโสสูง
ระดับต่อไปก็คือรถแท็กซี่หรือรถยนต์นั่งสาธารณะซึ่งมีที่กรุงเทพฯ แต่ถ้าเป็นที่เชียงใหม่ก็เป็นรถแดง รวมทั้งที่เมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ เช่นพัทยาและภูเก็ตด้วย ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ รถสองแถวเล็กเหล่านี้มีความชำนาญสูงในการขับขี่เมื่อแข่งกับเวลาเพราะจะต้องทำมาหากิน เวลาผู้โดยสารข้างทางเรียกก็จะหักรถเข้าข้างทางและหยุดอย่างรวดเร็ว ผู้ที่ขับรถนั่งส่วนบุคคลต้องคอยระวังและให้ทาง แต่อย่างไรก็ตามผู้ขับรถแท็กซี่และรถรับจ้างขนาดเล็กเหล่านี้มีความชำนาญในการหลบหลีกสูงมาก ถ้ารถที่ขับตามหลังมาไม่หลีกทางให้ก็ไม่มีปัญหาเพราะเขาจะหลบหลีกเองเมื่อเข้าใกล้ เป็นการวัดว่าใครจะมีประสาทแข็งกว่ากัน ผู้ที่จะขับแท็กซี่ทำมาหากินได้ต้องมีความชำนาญในการขับทำเวลา และต้องชำนาญในการสังเกตว่ามีตำรวจอยู่ที่จุดใด เพราะเมื่อเข้าใกล้จุดตรวจของตำรวจจะได้ขับด้วยความมีมารยาทเรียบร้อย แต่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องหาเงินให้ได้ เพื่อส่งค่าเช่าและเหลือเงินกลับบ้าน พวกรถยนต์นั่งหรือรถเก๋งต้องให้ความเคารพหลีกทางให้ไปก่อน
ก่อนที่จะมีการเปิดเสรีในกิจการรถแท็กซี่ในปี 2535 กระทรวงคมนาคมจำกัดจำนวนแท็กซี่ไว้ที่ 6,000 คันสำหรับกรุงเทพฯ ทำให้เจ้าของธุรกิจแท็กซี่เช่าอยู่ในมือของกองทุนเอกชน เมื่อการจำกัดจำนวนแท็กซี่ทำให้เกิดการขาดแคลน ราคาป้ายทะเบียนรถแท็กซี่มีราคาแพงมากกว่าล้านบาท การเปิดเสรีจำนวนแท็กซี่ทำให้ป้ายทะเบียนรถแท็กซี่ไม่มีราคา ระยะแรกผู้ขับแท็กซี่สามารถซื้อรถเป็นของตนเอง แต่เนื่องจากความไม่มีวินัยทางการเงินของคนขับแท็กซี่ ทำให้กรรมสิทธิ์ของการเป็นเจ้าของรถตกไปเป็นของเอกชนที่ทำธุรกิจให้เช่าแท็กซี่ตามเดิม แต่จดทะเบียนเป็นสหกรณ์แท็กซี่เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ผู้ขับแท็กซี่ส่วนใหญ่จึงเป็นผู้เช่าแท็กซี่จาก “สหกรณ์” ทำให้ต้องขับรถอย่างแท็กซี่เพื่อให้มีรายได้เพียงพอกับค่าเช่าและเหลือบางส่วนประมาณวันละ 400-500 บาทเป็นรายได้ ปัญหาไม่รับผู้โดยสารที่จะเดินทางนอกเส้นทางหรือนอกเขตให้เช่า จึงเป็นปัญหาที่สถานการณ์บีบบังคับให้ผู้เช่าขับแท็กซี่ต้องทำ เพื่อให้สามารถนำรถไปคืนสหกรณ์ได้ทันเวลา เพื่อส่งมอบให้ผู้เช่ารอบหรือคนต่อไป มิฉะนั้นก็จะถูกปรับหรือเพิ่มค่าเช่า เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ
ฐานันดรที่รองลงไปจากแท็กซี่ก็คือรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ต้องคอยหลบรถจักรยานยนต์ รถสิบล้อ รถเมล์ รถบรรทุกขนาดเล็ก รถสามล้อเครื่อง แม้ไม่ต้องหลบหลีกตำรวจจราจรเหมือนกับรถบรรทุกเล็กหรือรถแท็กซี่ แต่ก็ต้องคอยหลบหลีกรถชนิดต่างๆ ที่มีฐานันดรสูงกว่า
สําหรับฐานันดรต่ำสุดบนท้องถนนในกรุงเทพฯ ที่อากาศร้อนอบอ้าว เต็มไปด้วยมลภาวะทางอากาศ ก็คงได้แก่ รถสามล้อขนของที่เรียกว่า “ซาเล้ง” ทั้งที่ดัดแปลงติดเครื่องยนต์เล็กหรือใช้แรงคนถีบ ซึ่งผู้ใช้ถนนคนอื่นไม่ให้ความนับถือเลย รวมทั้งจักรยาน 2 ล้อ แม้จะมีการทำประชาสัมพันธ์สนับสนุนให้มีการใช้จักรยาน 2 ล้อด้วยการทำช่องทางจราจรสำหรับจักรยาน 2 ล้อ มีการจัดให้มีรถจักรยานให้เช่า แต่ความที่คนกรุงเทพฯและจังหวัดอื่นๆ ในเขตเมืองไม่ได้ให้ความเคารพนับถือ สำหรับผู้ใช้รถ 3 ล้อถีบหรือ “ซาเล้ง” รถจักรยาน 2 ล้อ จึงมีความเสี่ยงสูงที่อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
ฐานันดรต่ำสุดของผู้ใช้ถนนในเขตเมืองก็คือคนเดินถนน เป็นผู้ที่ไม่ได้รับการเอาใจใส่หรือได้รับความเคารพนับถือเลย แม้จะข้ามทางที่ทางการทำเป็นทาง “ม้าลาย” สำหรับคนเดินถนน แต่ก็ไม่พ้นจากอันตรายจากรถจักรยานยนต์และรถยนต์ สะพานลอยที่ทางกรุงเทพมหานครจัดสร้างให้ก็มักจะอยู่ไกล ประกอบกับอุปนิสัย “มักง่าย” ของคนไทย จึงเห็นได้เสมอที่ผู้เดินถนนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายซึ่งมักเกิดอุบัติเหตุ
ฐานันดรของผู้ใช้ถนนหนทางของไทยไม่เหมือนของประเทศอื่นๆ

