การปรับคณะรัฐมนตรีประยุทธ์ 5 เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 ไม่ได้ก่อให้เกิดความตื่นเต้นแก่คนไทยและสังคมไทยสักเท่าใดนัก ทั้งๆ ที่มีรัฐมนตรีหน้าใหม่ที่ชื่อดีและมีฝีมือเข้ามาร่วมหลายคน ซึ่งผมไม่จำเป็นต้องเอ่ยชื่อ เพราะผู้ที่อยู่ในวงการเขารู้กันว่าใครดีทั้งน้ำและเนื้อ และใครดีแต่น้ำส่วนเนื้อนั้นมีกลิ่นบางอย่างแฝงอยู่ ความเงียบเหงาของการปรับ ครม.ชุดใหม่ที่เกิดจากการเลือกเฟ้นและการตัดสินใจอย่างเหนื่อยยากของหัวหน้า คสช.ในฐานะนายกรัฐมนตรี อาจเกิดมาจากหลายปัจจัยในขณะนี้ เช่น ภาวะเศรษฐกิจที่ยังดูเหมือนยังไม่ฟื้นในสายตาของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ชาวไร่ชาวนา ผู้ใช้แรงงานและธุรกิจรายย่อย พร้อมๆ กับการปรับ ครม. ข่าวเรื่องการโงหัวยังไม่ขึ้นของเศรษฐกิจรากหญ้ากลับดังกระหึ่มขึ้นมากกว่าเดิม
ที่แน่ๆ สิ่งที่สังคมออนไลน์ทุกระดับให้ความสนใจกันมากกว่าข่าวการแต่งตั้ง ครม.ชุดใหม่ คือ นาฬิกาสุดหรูและแหวนเพชรเม็ดสุดงาม ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีประวิตรได้สวมใส่ในข้อมือด้านขวา ที่ฉายแสงโต้กับแสงพระอาทิตย์ในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 4 ธันวาคม 2560 อย่างระยิบระยับอลังการ ขณะที่ความสนใจในข่าวนี้ของสังคมออนไลน์กำลังเข้มข้นไม่ถึงสองสัปดาห์ ก็มีข่าวโผล่ออกมาทั่วไปอีกว่านอกจากนาฬิกายี่ห้อริชาร์ด มิลล์ (Richard Mille) มูลค่าประมาณ 4 ล้านบาท กับแหวนเพชรเม็ดสุดงามที่สื่อได้เห็นกันทั่วเมื่อวันที่ 4 ธันวาคมแล้ว ก็มีภาพของท่านรองนายกฯประวิตรกับนาฬิกาหรูอีกเรือนพร้อมแหวนอีกวงที่ท่านเคยสวมใส่ให้เห็นเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปี 2560 นี้ อีกชุดหนึ่ง คราวนี้ข่าวออกมาว่าเป็นนาฬิกายี่ห้อโรเล็กซ์ (Rolex) รุ่นที่หาดูได้ยากอีกเรือน ราคาประมาณ 1.9 ล้านบาท มาถึงขั้นนี้แน่นอนที่สุดคนที่สนใจและชอบนาฬิกาที่เรียกว่า Watch Lover ที่มีอยู่มากมายในโลกนี้ จะต้องคิดเหมือนกันว่าอย่างนี้ต้องมีนาฬิกาที่หรูๆ ยี่ห้อที่ไม่ค่อยจะได้ยินอีกหลายเรือน ไม่ใช่แค่ 2 เรือน บางคนอาจคิดต่อไปว่าอย่างนี้ต้องมีแหวนเพชรสีอื่นงามๆ ที่เข้ากับนาฬิกาต่างเรือนอีกด้วยเป็นแน่
นานาจิตตังเป็นเรื่องธรรมดา มนุษย์ที่เกิดมาแต่ละคนต่างก็มีของชอบคนละอย่างคนละแบบตามวิถีทางดำเนินชีวิต (Lifestyle) ชอบสิ่งใดก็จะสะสมเรื่องนั้นๆ ไว้มากๆ เป็นเรื่องธรรมดา ใครมีเงินมากเหลือใช้ก็จะสะสมของที่มีค่าไว้มาก เราท่านคงเคยอ่านข่าวการประมูลเพชรล้ำค่าที่บางเม็ดราคาเป็นพันล้านบาทมาแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของเศรษฐีที่ยึดหลักเศรษฐกิจเกินพอเพียง
ผมเองฟังเรื่องเหล่านี้แล้วเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาของผู้มีเงินเกินพอทั้งหลาย และไม่เคยมองคนเหล่านี้ในแง่ร้ายใดๆ ทั้งสิ้น แต่ทำไมสังคมออนไลน์จึงสนใจกันมากกับกรณีนี้
คําตอบในเรื่องนี้คงไม่พ้นสถานภาพของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมผู้เป็นเจ้าของเครื่องประดับอันล้ำค่านี้ เพราะท่านเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรีและท่านเป็นคนหัวแถวคนหนึ่งที่ร่วมอยู่ในคณะ คสช. แล้ว คสช.ที่เกิดมาร่วม 3 ปีเศษแล้วนี้ เป็นคณะที่ทำการยึดอำนาจโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนแปลงให้ประเทศไทยที่อยู่ในภาวะที่แย่สุดๆ ในปี 2557 ให้ดีขึ้น ต้องแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นให้ลดน้อยลง ต้องแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนส่วนใหญ่ให้ลืมตาอ้าปากได้โดยเร็ว ต้องลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ต้องปรองดองสังคมที่แตกแยก และต้องปฏิรูปปัญหารากเหง้าของประเทศให้มากที่สุด คำถามของประชาชนคนไทยในเรื่องนี้ก็คือว่า เฮ้ย ขณะนี้ผู้ใหญ่ของ คสช.กำลังทำอะไรกันอยู่
การแสดงออกของคนระดับผู้นำของประเทศเช่นกรณีนี้ไม่ทำให้ประเทศชาติเสียหายหรอกครับ ถ้าจะเสียก็เป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้กระทำเอง ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เสียหายตรงไหน แต่หากจะเสียก็มีอยู่อย่างเดียว คือถ้าท่านนำเอาความคิดที่ชอบสะสมของหรู ชอบสะสมของมีค่าที่แสดงแต่ความหรูที่ไม่กระเทือนถึงปากท้องของท่านเองมาใช้กับประเทศชาติเมื่อไหร่ เมื่อนั้นคนไทยทั้งชาติก็จะเดือดร้อนกันแน่นอน
เราลองมาดูย้อนหลังว่า ในตำแหน่งที่ท่านรองนายกฯ ประวิตรรับผิดชอบในฐานะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านได้นำความคิดชอบสะสมของหรู ซึ่งเป็นบุคลิกส่วนตัวไปซื้อยุทโธปกรณ์หรูให้กับกระทรวงกลาโหมบ้างไหม ถ้าคิดตามหลักเช่นนี้ก็ต้องถือว่าเป็นกรรมอันใหญ่หลวงของคนไทยทั้งประเทศ ขอให้ท่านผู้อ่านลองพิจารณาการจัดซื้อจัดหายุทโธปกรณ์เหล่านี้ของรัฐบาล คสช.เอาเองว่าเป็นการจัดหามาด้วยงบประมาณแผ่นดินแท้ๆ เพื่อประโยชน์อันจำเป็นของประเทศชาติ หรือว่าเพื่อสนองการชอบสะสมของมีค่าของผู้รับผิดชอบ
ลองเริ่มดูมาจากโครงการใหญ่ คือ การจัดซื้อเรือดำน้ำ S26T 3 ลำจากประเทศจีนให้กองทัพเรือ ด้วยมูลค่าประมาณ 36,000 ล้านบาท ส่วนกองทัพบกมีโครงการซื้อรถถังหลัก VT-4 จากจีนในช่วงปี 2558-2560 รวม 38 คัน มูลค่า 7,002 ล้านบาท โครงการซื้อเฮลิคอปเตอร์รัสเซีย 6 ลำ จากสหรัฐอเมริกา 4 ลำ รวม 10 ลำ มูลค่า 8,083 ล้านบาท สำหรับกองทัพอากาศ ในช่วงปี 2558-2560 มีโครงการซื้อเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่เบื้องต้น T-50TH จากประเทศเกาหลีใต้ 12 ลำ มูลค่า 12,747 ล้านบาท และเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2560 ครม.ได้อนุมัติให้กองทัพอากาศซื้อเครื่องบินขับไล่รุ่น T-50TH จากประเทศเกาหลีใต้ 8 ลำ มูลค่า 8,800 ล้านบาท และยังมีโครงการเล็กๆ อีก รวมแล้วในช่วงปี 2558-2560 รัฐบาล คสช.ใช้งบประมาณซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ให้ 3 เหล่าทัพ เป็นเงินทั้งสิ้น 72,714 ล้านบาท คิดว่าใช้เงินซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในช่วง 3 ปีมากกว่ารัฐบาลในยุคไหนๆ
ท่านผู้อ่านก็ลองพิจารณากันเองว่าจะเป็นการสะสมยุทโธปกรณ์มีค่าเกินความจำเป็นเหมือนนาฬิกาหรูบ้างไหม ถ้าเกินความจำเป็น ก็ถือว่าเป็นกรรมของคนไทยเพราะสิ่งที่จำเป็นกว่า เช่น ด้านการศึกษาและสาธารณสุขไม่ได้รับความสนใจเลย
ประเทศชาตินั้นไม่เหมือนบุคคล และยิ่งเป็นประเทศไทยเรา ในแง่การคลังภาครัฐถือได้ว่าเรายังอยู่ในภาวะยากจนตลอด การจะหารายได้เพิ่มจากภาษีอากรนั้น เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ลำบากยากเย็นอย่างที่สุด ตอนนี้ก็รู้กันดีอยู่แล้วว่าไม่ใช่รัฐบาลเลือกตั้งเท่านั้นที่กลัวการขึ้นภาษี รัฐบาลที่มาจากรถถังก็ไม่กล้าขึ้นภาษีเหมือนกัน ยกตัวอย่างเรื่องภาษีแวต หรือ VAT ซึ่งตอนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เมื่อ 20 ปีที่แล้วทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์เศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและยาวของไทยแล้ว เห็นควรเก็บภาษีแวตของไทยที่อัตรา 10% ของมูลค่าสินค้าและบริการ แต่ในตอนต้นภาวะเศรษฐกิจยังแย่หนักมีอัตราการขยายตัวติดลบ ก็มีการขอผ่อนผันลงมาเหลือ 7% โดยจะต้องทำกันปีต่อไป นี่ก็ผ่านมา 20 ปีแล้ว มีรัฐบาลเลือกตั้ง 7-8 ชุด และรัฐบาลที่ไม่มีการเลือกตั้ง 2 ชุด อัตรา
ภาษีแวตก็ยังอยู่แค่ 7% เท่าเดิม ในสมัยรัฐบาล คสช.นี้ เริ่มต้นอย่างขึงขังว่าจะจัดเก็บภาษีมรดก และภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างขึ้นมา แต่แล้วก็ออกมาเฉพาะภาษีมรดก ซึ่งก็ไม่สามารถเก็บภาษีได้เป็นกอบเป็นกำแต่อย่างใด เพราะมีช่องทางเสี่ยงมากมาย ซึ่งก็รู้กันตั้งแต่เริ่มร่างกฎหมายภาษีฉบับนี้แล้ว
สำหรับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น ได้เริ่มทำกันมาตั้งแต่เพิ่งมี คสช. แต่ตอนนี้ยังยักแย่ยักยันกันอยู่ ล่าสุดในช่วงสัปดาห์ที่สามเดือนธันวาคมนี้ มีข่าวออกมาว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เสนอลดเพดานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลงจากเดิมที่กระทรวงการคลังเสนอและ ครม.เห็นชอบแล้ว ลงไปอีก 40% พร้อมบรรเทาภาระภาษี 3 ปีแรก โดยอ้างเพื่อลดผลกระทบกับประชาชน ซึ่งฟังดูการยื้อยุดภาษีนี้มาตลอดของ สนช.
ถ้าจะสรุปให้ตรงไปตรงมากล่าวได้ว่า สนช. ซึ่งประกอบด้วยทหารและข้าราชการเป็นกลุ่มใหญ่ที่ได้รับการแต่งตั้งโดย คสช. คงได้รับการชี้นำจากผู้ใหญ่ใน คสช.ให้ทำเช่นนี้ โดยมีทัศนคติในทางที่กลัวว่าจะกระทบสถานะของตนเองและพวกพ้อง ซึ่งเป็นชนชั้นที่มีทรัพย์สินและที่ดินพอสมควร และอาจนำความเห็นจากผู้ใกล้ชิดรัฐบาล คสช.ที่มีฐานะเป็นเสี่ยทั้งหลายที่นิยมสะสมทรัพย์สินมีค่าเกินความจำเป็น แต่ไม่อยากเสียภาษีมากตามนิสัยของพวกเขา
นี่เป็นที่มาของข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภานิติบัญญัติแห่งชาติยุค คสช.นี้
ตามข้อเท็จจริง ภาษีนี้จะทำให้ชนชั้นกลางที่ไม่เคยมีความพอเพียงและชนชั้นที่ร่ำรวยเกินเหตุ ต้องเสียภาษีมาช่วยชาติมากขึ้น ประชาชนชั้นล่างจะได้ประโยชน์โดยใช้ระบบภาษีเป็นตัวกระจายรายได้บ้าง จะได้มีเงินรายได้มาเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา การสาธารณสุข และสวัสดิการของคนยากจนบ้าง และที่สำคัญจะได้เงินไปเพิ่มให้กับท้องถิ่นทั่วทั้งประเทศให้ได้มีเงินไปพัฒนาตนเองมากขึ้น
แต่นี่ สนช.ที่ตั้งมาโดย คสช.กลับเมินคนจนแต่กลับปกป้องการเสียภาษีของคนชั้นกลางและคนร่ำรวยทั้งหลาย แล้วสังคมไทยแบบนี้จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติไปได้นานอย่างไร
สักวันหนึ่งพวกที่พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียงแต่ปาก ที่ชอบสะสมทรัพย์สินมีค่าเกินตัวจะไม่มีที่ยืนในประเทศนี้ก็ได้

