ในนามของความปรารถนาดีที่ถูกกล่าวอ้างมาทุกยุคทุกสมัย วันนี้ก็เช่นกัน แม่น้ำ 5 สายออกแบบโครงสร้างทางการเมืองด้วยโมเดลประชาธิปไตยครึ่งใบ ประชาธิปไตยในกำกับเพื่อเป็นเครื่องมือรองรับ สานต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การบริหารราชการแผ่นดิน สังคม การศึกษา สิ่งแวดล้อม รวม 13 ด้านของการปฏิรูปทั้งหมด
บนสมมุติฐานที่เชื่อว่า โมเดลทางการเมืองรัฐบาลสายเดิม วุฒิสภามีอำนาจมาก มีกลไกพิเศษติดตามสิ่งที่วางรากฐานไว้ให้ดำเนินต่อไปเท่านั้น ถึงจะทำให้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเป็นจริง
การเมืองระบบเดิมมาจากเลือกตั้ง 100% โดยปราศจากผู้กำกับ อาจไม่นำพาสิ่งที่ปูทางวางกรอบไว้ หรือวางเฉยไม่สนใจทำ หรือยิ่งกว่านั้น ทำตรงกันข้าม ปฏิรูปซ้อนปฏิรูปอีกรอบหนึ่ง
ด้วยความคิดพื้นฐานที่ไม่เชื่อใจคนอื่น ไม่มั่นใจพลังอำนาจประชาชน จึงจำเป็นต้องกำหนด วางกฎ กติกาบังคับ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กฎหมายลูก พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ เป็นต้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งการเมืองและข้าราชการประจำต้องทำตาม หาไม่เช่นนั้นมีทางถูกกล่าวโทษตามกฎหมาย
กระบวนการเพื่อปฏิรูปกำลังดำเนินไปภายใต้บรรยากาศเทศกาลเลือกตั้งกำลังเคลื่อนตัวเข้ามา ด้วยความประหวั่นพรั่นพรึงว่าจะเคลื่อนคล้อยต่อไปอีกหรือไม่ ความสนใจติดตามเรื่องราวสาระการปฏิรูปของผู้คนเริ่มลดลงตามลำดับ
มุ่งเน้นไปสู่การต่อสู้ช่วงชิงอำนาจ ระหว่างประชาธิปไตยตัวแทน นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน กับนายกรัฐมนตรีทางลัด ใครจะก้าวขึ้นสู่เก้าอี้สูงสุดในทำเนียบรัฐบาล
แน่นอนว่า ถ้าการเลือกตั้งเป็นไปตามวันเวลาของโรดแมป บรรยากาศในเวทีปราศรัยหาเสียง คงพูดถึงวิสัยทัศน์ แผนปฏิรูป ทางเลือกเชิงนโยบายระหว่างของเดิมที่วางกรอบไว้ กับของใหม่ที่จะมีผู้เสนอแนวทางต่างออกไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหาทางออกจากข้อจำกัดขัดข้อง การเปลี่ยนแปลงทั้งแผน คน งาน เงินที่ถูกจัดวางไว้อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะต้องผ่านด่านอำนาจวุฒิสมาชิก อาจกลายเป็นความขัดแย้งกระทบต่อเสถียรภาพฝ่ายบริหาร และสถานการณ์การเมืองโดยรวมได้ในที่สุด
ด้วยแนวโน้มสถานการณ์ที่กำลังเคลื่อนตัวไปเช่นนี้ การตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกตั้งปลายปีหน้า 2561 หรือต้นปีโน้น 2562 จึงทรงความหมายยิ่งเมื่อทุกฝ่ายได้สิทธิคืนมาอีกครั้ง จะใช้สิทธิอย่างไร เพื่อนำพาประเทศชาติสังคมไทยไปในทิศทางไหน ปฏิรูปแบบแม่น้ำห้าสาย หรือ มีโมเดลใหม่แก้ไขของเดิม และจะเดินหน้าต่อได้อย่างไร ไม่กลับไปสู่สงครามเสื้อสีอีกครั้ง
แนวคิด ความเชื่อว่า การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม ต้องเป็นตัวนำ จะทำให้เกิดประชาธิปไตยทางการเมืองยิ่งขึ้น จริงหรือไม่
ประเด็นมีว่าต้องทนซื้อเวลากับการทดลอง เพื่อพิสูจน์ความสำเร็จของประชาธิปไตยแบบต้องมีกลไกพิเศษคอยติดตามกำกับไปอีกนานแค่ไหน 5 ปีเท่านั้น หรือจะทอดยาวต่อไป
คำตอบยังอยู่ในสายลม ตราบใดที่สิ่งที่พูดยังไม่เป็นจริง คำสัญญาก็เป็นเพียงคำหวาน
ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งของความคิด เชื่อว่า ประชาธิปไตยทางการเมืองต่างหากควรเป็นตัวนำ เป็นเครื่องมือสร้างความเป็นธรรม แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทั้งหลายทั้งปวง โดยประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจต้องเดินคู่ขนานไปด้วยกัน ไม่ใช่สิ่งหนึ่งเป็นเครื่องมือของอีกสิ่งหนึ่ง แต่เป็นเครื่องมือของกันและกัน
ฉะนั้น ดุลยภาพระหว่างการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ต้องเกิดขึ้นเป็นรูปสามเหลี่ยม ไม่บิดเบี้ยวไปทางใดทางหนึ่ง ถึงจะทำให้สังคมเกิดความสงบ เมื่ออำนาจถ่วงดุลระหว่างภาคส่วนต่างๆ ทัดเทียมหรือใกล้เคียงกัน
หาไม่เช่นนั้น ปี 2561 จะเป็นอีกปีของการซื้อเวลา ที่ต้องแลกด้วยต้นทุนเวลาและอื่นๆ ที่สังคมไทย คนไทย จ่ายให้กับการทดสอบความเชื่อของแม่น้ำห้าสาย ซึ่งยังดำเนินต่อไป
ขณะที่มาตรฐานที่เรียกร้องให้ปฏิบัติอย่างเข้มงวดกับคนอื่นๆ แต่กับตัวเองและพวกพ้องกลับตรงข้าม จะเป็นปัจจัยค่อยๆ บ่อนเซาะตัวเอง จนกระทบต่อความเชื่อมั่นและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา
การเลือกปฏิบัติหรือสองมาตรฐาน ก็คือปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้การเมืองปี 2561 ร้อนแรง เศรษฐกิจที่ว่าจะสดใส กาววาวต่อไป อาจถูกกระทบ จนบั่นทอนได้
สถานการณ์ที่กำลังดำเนินไปนี้จึงยืนยันความเชื่อที่ว่า ประชาธิปไตยที่ล้าหลังเหนี่ยวรั้งเศรษฐกิจ ประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าส่งเสริมความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ การเมือง เศรษฐกิจต้องไปด้วยกัน มิอาจปิดกั้นด้านใดด้านหนึ่งให้ล้าหลังต่อไปได้

