แม้ว่าเหลือเพียงไม่กี่วันก็จะเป็นวันสิ้นปีระกา พ.ศ.2560 แล้ว แต่ความรู้สึกของคนทั่วไปที่เดินดินกินก๋วยเตี๋ยวข้างถนนก็ไม่รู้สึกว่าชีวิตที่ผ่านมาในปีที่กำลังจะสิ้นไปนี้ จะมีความแตกต่างไปจากชีวิตที่ดำเนินไปในปีก่อนหน้านั้น ทั้งๆ ที่ 2 ปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายสำหรับประเทศชาติ เพราะเป็นปีที่ประชาชนคนไทยประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต ที่เรียกกันว่าเป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่าน แต่ทุกอย่างก็ดำเนินไปด้วยความสงบเรียบร้อย หลายคนคิดว่าหลังงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงเมื่อวันที่ 13 ตุลาคมแล้วจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนจะสิ้นปี 2560 อยู่แล้ว
ปีหน้าฟ้าใหม่ที่กำลังจะย่างก้าวเข้ามาเป็นปีจอ พ.ศ.2561 อันเป็นปีสุดท้ายของโรดแมปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ก็น่าจะมีอะไรคึกคักขึ้นบ้าง เพราะจะเป็นปีที่จะมีการเปลี่ยนผ่านจากการเมืองในระบอบเผด็จการทหาร ภายใต้กฎอัยการศึก มาเป็นบรรยากาศแห่งเสรีภาพ บรรยากาศแห่งประชาธิปไตย หมดอายุของกฎอัยการศึกที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้บ่อยที่สุด เป็นเวลายาวนานที่สุด รู้สึกชาชินจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศการเมืองของประเทศไทยไปเสียแล้ว
แม้ว่านักการเมืองจะเริ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการผ่อนคลายและอนุญาตให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมที่จำเป็น ให้ดำเนินการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองฉบับใหม่ ที่ออกตามความในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งก็ไม่แน่ใจนักว่าจะมีอายุยืนยาวไปได้สักกี่ปี
รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ก็ดี กฎหมายลูกที่ออกตามความในรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวก็ดี แม้จะมีการให้ออกเสียงประชามติก็ดี เท่าที่ฟังๆ ดูก็ไม่มีใครรู้สึกตื่นเต้นหรือแตกต่างในความรู้สึกที่ว่าตนกำลังจะเปลี่ยนฐานะจากการเป็นผู้อยู่ใต้การปกครองที่ถือปืนมายึดอำนาจอธิปไตย หรืออำนาจการปกครองไปจากตน มาเป็นผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่ตนสามารถจะเลือกผู้บริหารจัดการประเทศแทนตน “รัฐ” ที่มีอำนาจปกครองมาเป็น “รัฐ” บริการหรือ service state ที่มีหน้าที่ให้บริการแก่ประชาชน โดยการบริหารจัดการแทนประชาชน ไม่ใช่มีไว้ปกครองประชาชน อย่างที่นักรัฐศาสตร์สายประชาธิปไตยหลายคนไม่อยากให้เรียกรัฐบาลว่า government อยากให้เรียกว่า administration มากกว่า
คำว่ารัฐบาลเป็นคำสันสกฤต เขมรเรียกว่า รัฏฐาภิบาล แปลว่า ผู้ปกปักรักษารัฐ ไม่ใช่ผู้รักษาประชาชนหรือราษฎร น่าจะพิจารณาเปลี่ยนเป็นราษฎรบาล น่าจะใกล้เคียงกว่าคำว่า “ฐานราก” ซึ่งเกิดขึ้นจากการรังเกียจคำว่า “รากหญ้า” ที่แปลมาจากภาษาฝรั่งว่า grass root ซึ่งหมายถึงประชาชนระดับล่างที่เป็นฝอยเล็กๆ จำนวนมากที่มีอยู่ทั่วไป เพียงเพราะเป็นคำที่อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกทำรัฐประหารนำเอามาใช้เป็นประจำอยู่เสมอ เพราะพรรคไทยรักไทยสมัยนั้นชนะใจคนเล็กๆ ระดับล่าง แต่มีจำนวนมากทั่วไปทั้งภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง และแม้แต่ในกรุงเทพมหานคร จนเกิดเป็นการเมืองระบบ 2 พรรค คือพรรคประชาธิปัตย์ของคนชั้นสูงในกรุงเทพฯและคนภาคใต้ทุกระดับชั้นของสังคม กับพรรคไทยรักไทยสำหรับคนภาคอีสาน ภาคเหนือและคนระดับล่างในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งเมืองใหญ่ในภาคกลาง ซึ่งมีแนวโน้มจะเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบ 2 พรรค ผลัดกันเป็นรัฐบาลเป็นการเริ่มต้นการพัฒนา
แต่น่าเสียดายพรรคประชาธิปัตย์ที่ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธการเลือกตั้ง คว่ำบาตรการเลือกตั้งและระบอบประชาธิปไตย หันไปร่วมมือกับทหาร ปูทางให้ทหารทำปฏิวัติรัฐประหาร เข้าไปจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร การพัฒนาการเมืองจึงหยุดชะงัก ถอยหลังเข้าคลองไปสู่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อ 60 ปีที่แล้ว
ถ้าจะสนใจรัฐธรรมนูญไทยก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปสนใจตัวรัฐธรรมนูญแท้ๆ แต่ควรจะสนใจบทเฉพาะกาลซึ่งให้อำนาจสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมีจำนวนกึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาร่วมลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีได้ด้วยมากกว่า สมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ก็เป็นที่คาดการณ์กันได้เลยว่า สมาชิกวุฒิสภาลงคะแนนเสียงเลือกให้ตนเป็นนายกรัฐมนตรีได้โดยไม่ยากเย็นอะไร ผู้แต่งตั้งย่อมสามารถกำกับการลงคะแนนเสียงได้ แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะบัญญัติไว้ว่าสมาชิกรัฐสภาย่อมมีอิสระในการลงคะแนนเสียง
บรรยากาศการเมืองปีหน้า 2561 แม้ว่าจะมีบรรยากาศของการเลือกตั้ง แต่จะไม่ใช่บรรยากาศของการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีถูกกำหนดตัวไว้แล้วซึ่งก็คือนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เพราะนายกรัฐมนตรีจะถูกเลือกโดยรัฐสภาที่มีสมาชิกวุฒิสภามาร่วมลงคะแนนเสียงด้วย คะแนนเสียงจากสภาผู้แทนราษฎรไม่จำเป็นต้องเกินครึ่งหนึ่งก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่ใช่บรรยากาศของการเลือกตั้งเพื่อให้พรรคที่ได้เสียงส่วนใหญ่ได้เป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล แต่แกนในการจัดตั้งรัฐบาลคือนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน โดยมีสมาชิกวุฒิสภา 250 คนอยู่ในกำมืออยู่แล้วเป็นผู้เลือกพรรคเข้าร่วมรัฐบาล หัวหน้าพรรคที่ได้รับความเมตตาให้เข้าร่วมรัฐบาลก็จะได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ดูแลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่พรรคได้รับการจัดสรรให้ พรรคที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมรัฐบาลก็ต้องมีวินัยในการลงคะแนนเสียงในสภาผู้แทนราษฎรอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นเมื่อมีการปรับปรุงคณะรัฐมนตรีก็อาจจะไม่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมรัฐบาลอีก
ระบอบนี้จึงไม่มีพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านจริงๆ มีแต่เพียงพรรครัฐบาลและพรรครอร่วมรัฐบาล การอภิปราย การยื่นกระทู้ถาม จึงเป็นการตั้งกระทู้หรือการอภิปรายของพรรครอเข้าร่วมรัฐบาล ไม่ใช่การอภิปรายตรวจสอบอย่างจริงจังโดยพรรคฝ่ายค้าน ระบอบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนก็จะไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด “absolute majority” อยู่แล้ว
พรรคประชาธิปัตย์อาจจะจองเป็นพรรครัฐบาลถาวรอยู่แล้ว ส่วนพรรคการเมืองอื่นรวมทั้งพรรคเพื่อไทยก็คงจะเป็นพรรครอหมุนเวียนเข้าร่วมรัฐบาลต่อไป นอกเสียจากจะได้รับคะแนนเสียงอย่างถล่มทลายแบบการเลือกตั้งทั่วไปครั้งสุดท้าย ซึ่งเป็นไปได้ยากในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้เพราะดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดยังเกินดุล ทุนสำรองระหว่างประเทศยังคงแข็งแรงและมั่นคง ค่าเงินบาทยังมีเสถียรภาพ แม้ว่าเศรษฐกิจยังซบเซาและยังไม่สามารถออกจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ ไม่สามารถออกจากสภาพ “กับดักสภาพคล่อง” ได้
ผู้ที่ได้รับผลกระทบจะเป็นคนชั้นกลางที่เป็นเจ้าของธุรกิจขนาดย่อมและขนาดกลาง แรงงานต่างด้าวที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านที่อาจจะต้องทยอยกลับบ้าน ยิ่งถ้ารัฐบาลทหารเคร่งครัดบังคับในกฎหมายตามที่ข้าราชการกระทรวงแรงงานหลอก เพราะต้องการเอาหน้ากับสหรัฐอเมริกาและยุโรป ก็คงจะมีผลอยู่บ้าง แต่ก็คงยังไม่มีผลต่อรัฐบาลในระยะอันใกล้คือปีหน้า 2561 นี้
การหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ จึงไม่ใช่การหาเสียงเพื่อเป็นรัฐบาล แต่เป็นการหาเสียงขอให้ประชาชนเลือกตนเพื่อเข้าร่วมรัฐบาล ถ้าพรรคการเมืองใดหาเสียงเพื่อหัวหน้าของตนเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคนั้นอาจจะไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล เช่นเดียวกันกับเมื่อครั้งที่พรรคชาติไทย โดย พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร หัวหน้าพรรค ประกาศเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคชาติไทยก็ไม่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมรัฐบาล เป็นต้น
พรรคการเมืองต่างๆ ก็ต้องเปลี่ยนท่าที เตรียมเข้าร่วมรัฐบาลประชาธิปไตยครึ่งใบ ไม่ใช่ประชาธิปไตยเต็มใบ ประชาชนภาคอีสานและภาคเหนือนิยมเลือกพรรคที่จะได้เข้าร่วมรัฐบาล ไม่นิยมเลือกพรรคที่จะเป็นฝ่ายค้าน
บรรยากาศตั้งแต่ต้นปีไปถึงปลายปีจึงเป็นบรรยากาศของการจะเปลี่ยนผ่านกลับไปเป็นการเมืองแบบเลือกตั้ง เป็นบรรยากาศของการเขียนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญแบบย้อนยุคไปสู่ยุครัฐธรรมนูญปี 2511 ที่มีผู้สมัครอิสระไม่สังกัดพรรคมีจำนวนถึง 71 คน พรรคสหประชาไทยของจอมพลถนอม กิตติขจร ได้ 76 เสียง พรรคฝ่ายค้านประชาธิปัตย์ได้เพียง 55 เสียง แต่รัฐบาลก็อยู่ไม่ได้เพราะ ส.ส.อิสระต่างก็เรียกร้องเงินทองในการลงมติในสภาทุกครั้ง ในที่สุดต้องทำรัฐประหารอีกในปี 2514 และเกิดวันมหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516
คสช.ชุดนี้กำลังคิดแบบเดียวกับจอมพลถนอม-ประภาส ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้เพราะเวลาผ่านมา 60 ปีแล้วหรือกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว แม้ว่าจะใช้สูตรของรัฐธรรมนูญปี 2521 นายกฯไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง การเลือกตั้งก็วุ่นวายเป็นเบี้ยหัวแหลกหัวแตก พรรคการเมืองอ่อนแอ สมาชิกวุฒิสภามาร่วมลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย แต่ไม่มีสิทธิมาร่วมลงคะแนนผ่าน พ.ร.บ.ที่เกี่ยวกับการเงิน ก็คงจะเกิดความวุ่นวายขึ้น จากสมาชิกพรรคการเมืองที่หัวหน้าพรรคไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ใครจะเป็นผู้ดูแลควบคุมการออกเสียงลงคะแนนในสภาผู้แทนราษฎรให้นายกรัฐมนตรีคนนอกที่มียศทหารติดมา
แม้ปีหน้าจะยังไม่เกิดเรื่องนี้เพราะกว่าจะมีการเลือกตั้งก็เดือนพฤศจิกายน แต่ก็จะมีการปะทะคารมทางสื่อมวลชนมากขึ้นกว่าปี 2560 ที่กำลังจะผ่านไปนี้
ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจก็ยังอยู่ในลักษณะซบเซา สถาบันการเงินยังมีสภาพเป็นกับดักสภาพคล่องอยู่ แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามใช้วิชา “การตลาด” ทำการโฆษณาว่าเศรษฐกิจของเราฟื้นตัวดีขึ้นแล้ว โดยที่รัฐบาลยังไม่ทันทำอะไร เม็ดเงินจากภาครัฐบาลยังไม่ลงในโครงการใหญ่ใดๆ เลย มีแต่เพียงการประกาศเจตนารมณ์เท่านั้น หลายคนเป็นห่วงว่าโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-หนองคาย จะเป็นโครงการ “ช้างเผือก” หรือ “white elephant project” คือขาดทุนไปเรื่อยๆ ถมไม่เต็ม
ประเด็นที่ กรธ.สภานิติบัญญัติได้รับการบ้านมาว่า ทำอย่างไรนายกรัฐมนตรีจะยังคงดำรงตำแหน่งต่อไปได้เช่นเดียวกับระบอบถนอม-ประภาส น่าจะเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันตลอดปี 2561 ก่อนจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤศจิกายน ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามแผนเดิมหรือโรดแมปที่ประกาศเอาไว้ จะทำให้เกิดพรรคเล็กพรรคน้อยอย่างไร ถ้าไม่ตั้งพรรคทหารอย่างพรรคเสรีมนังคศิลาของจอมพล ป.พิบูลสงคราม พรรคสังคมประชานิยมของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พรรคสหประชาไทยของจอมพลถนอม กิตติขจร หรือพรรคสามัคคีธรรมของณรงค์ วงศ์วรรณ ที่ประกาศสนับสนุน พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี
มองในมุมกลับ ระบอบการปกครองของประเทศไทยก็คือระบอบเผด็จการทหาร-ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ-ระบอบประชาธิปไตยเต็มใบ โดยบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นของที่เกิดขึ้นเป็นปกติอยู่แล้ว
ไม่มีใครว่าอะไร

