สํานักงานสลากกินแบ่งของรัฐบาล พิมพ์ลอตเตอรี่ขายมานานหลายสิบปี รางวัลก็มีรางวัลใหญ่ กลาง เล็ก เลขท้ายสามตัว สองตัว
ตราบจนประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านตั้งเป็นคำถามว่า จำเป็นด้วยหรือที่รางวัลจะมีแค่เลขท้ายสามตัวหน้า? ให้มีรางวัลเลขสามตัวหน้าไม่ได้หรือ?
ต่อข้อถามนี้ ทุกคนทุกฝ่าย สติมาปัญญาเกิด ทุกวันนี้ลอตเตอรี่ที่พิมพ์ขายมีรางวัลเลขสามตัวหน้า 2 รางวัลมานานหลายงวดแล้ว มีคนเดินหาซื้อเลขหน้าสามตัวหน้าก็มีให้เห็น
ง่ายๆ เลย ผู้เขียนเองนี่แหละที่เคยถูกรางวัลเลขหน้าสามตัวหน้ามาแล้ว
ท่านจะเห็นว่าการคิดต่างทำให้เกิดวิวัฒนาการความเจริญก้าวหน้าอยู่เสมอๆ นาโนเทคโนโลยี ดิจิทัล หลอดไฟแอลอีดีมาจากไหน ถ้ามิใช่มีผู้คิดเห็นต่างกัน
ผู้เขียนขอบังอาจตั้งเป็นข้อถามว่าการสั่งไม่ฟ้องเป็นขั้นตอนที่จำเป็นจริงหรือ?
ก็คงพอทราบกันมาแล้วว่าขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยเราตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีว่า
หากพนักงานอัยการพิจารณาสำนวนการสอบสวนแล้วเห็นควรสั่งฟ้องก็ให้ออกคำสั่งฟ้อง ถ้าหากเห็นควรสั่งไม่ฟ้องก็ให้ ออกคำสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งเป็นการที่ทำมานับได้เป็นร้อยกว่าปีแล้ว ไม่มีอะไรเป็นความเปลี่ยนแปลงไปจากที่กล่าวแล้ว
ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจก่อนว่า พนักงานอัยการของประเทศอื่นๆ จะเป็นผู้ทำการสอบสวนคดีอาญาและทำสำนวนการสอบสวนขึ้นมาเองเป็นส่วนใหญ่ อัยการญี่ปุ่นไม่ส่งฟ้องคดีถึงร้อยละ 32 กว่าๆ คดีในชั้นศาลจึงมีผลลงโทษได้ตามฟ้องเกือบเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์
กล่าวสำหรับพนักงานอัยการของไทยที่ไม่ได้ทำการสอบสวนและทำสำนวนการสอบสวนเอง ก็ใช่ว่าไม่มีประเทศอื่นเลียนแบบอย่างพนักงานอัยการไทยเรา
ดูอย่างประเทศอังกฤษ ที่เสด็จในกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย ที่พระองค์เสด็จไปเรียนจบวิชากฎหมายจากประเทศอังกฤษมา
ประเทศอังกฤษก่อตั้งมานานเป็นพันปี เดิมทีเขามีการแต่งตั้งพนักงานอัยการขึ้นเป็นคนๆ ไปเพื่อรับผิดชอบคดีบางคดีเป็นการเฉพาะเจาะจง
ตราบจนถึงปี พ.ศ.2528 (ค.ศ.1985) ประเทศอังกฤษจึงเห็นความจำเป็นว่าต้องมีพนักงานอัยการประจำการไว้รอรับสำนวนคดีจากตำรวจไปดำเนินการต่อในชั้นพิจารณาของศาล
สำนักงานอัยการของอังกฤษเริ่มมีการเก็บสถิติว่าแม้จะมีพนักงานอัยการประจำการในการดำเนินคดีอาญาแล้ว แต่สถิติคดีที่นำส่งฟ้องพิสูจน์ถูกผิดในชั้นพิจารณาของศาลก็ยังถูกศาลยกฟ้องอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งก็คงมากเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในศาลไทย ทั้งนี้ อาจเกิดจากปัญหาตำรวจกับอัยการมีระยะต่อระยะเคียงห่างเหินกันจนเกินควร
ครั้นถึงปี พ.ศ.2545 และ 2546 สำนักงานอัยการอังกฤษโดยความเห็นชอบของรัฐบาล ได้ขอให้มีการทดลองนำร่องเอาคดีในเขตรับผิดชอบของ 7 สถานีตำรวจรอบๆ กรุงลอนดอนเป็นสถานีทดลองนำร่องเพื่อเก็บสถิติ
โดยเมื่อตำรวจจับผู้ร้ายมาจะแจ้งข้อกล่าวหาชั้นจับกุม อย่างไรก็คงเป็นอำนาจหน้าที่ของตำรวจ จะควบคุมตัวคนร้ายมาอยู่ในอำนาจก็ต้องให้เขาได้รู้ว่าเขาทำผิดอะไรถึงต้องถูกจับกุม ซึ่งเป็นสิทธิของผู้ต้องหาที่จะรู้ว่าที่ถูกจับได้ทำผิดกฎหมายข้อหาอะไรมา
ทีนี้ตำรวจทำการสอบสวนรวบรวมข้อเท็จจริงจนรู้เรื่องความผิดแล้วก็จะต้องดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาชั้นสอบสวนให้ผู้ต้องหาได้ทราบ แต่งตั้งทนายความให้ถ้าจำเป็นเพราะอัตราโทษถึงขนาดที่กฎหมายกำหนด
ก่อนอื่นที่ต้องทราบก็คือ การแจ้งข้อกล่าวหาชั้นจับกุมก็เพื่อประโยชน์ในการควบคุมตัวผู้ต้องหามาอยู่ภายใต้อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผิดกับการแจ้งข้อกล่าวหาชั้นสอบสวนที่ต้องทำเพื่อประโยชน์ในการส่งข้อหานั้นฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลเพื่อพิสูจน์ความผิด
ข้อกล่าวหาในชั้นจับกุมกับข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวนไม่มีอะไรที่ผูกพันกันเลย ด้วยเหตุและวัตถุประสงค์ต่างกันดังกล่าว
ดังนั้น ข้อแม้ของ 7 สถานีตำรวจนำร่องก็คือ “ก่อนแจ้งข้อกล่าวหาชั้นสอบสวนให้ขอความเห็นชอบจากพนักงานอัยการเสียก่อน” ทำให้ระยะต่อระยะเคียงตำรวจกับอัยการกระชับเข้ามามากขึ้นกว่าเดิมหน่อย
เมื่อปลายเดือนธันวาคม พ.ศ.2546 ท่านประพันธ์ นัยโกวิท ขณะดำรงตำแหน่งรองอัยการสูงสุด ได้นำพาผู้เขียนและคณะนักเรียนอัยการจังหวัดรุ่นที่ 23 ไปดูงานที่กรุงลอนดอน
อัยการที่นั่นบรรยายให้ความรู้มาว่า ขณะนั้นผลการทดลองนำร่องของ 7 สถานีตำรวจ คดีที่นำขึ้นสู่การฟ้องร้องต่อศาลมีผลยกฟ้องน้อยมาก
ผลการทดลองนำร่องเป็นที่น่าพอใจของรัฐบาลอังกฤษ และตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 เป็นต้นไป รัฐบาลอังกฤษได้ประกาศใช้วิธีการ “ก่อนแจ้งข้อกล่าวหาชั้นสอบสวนแก่ผู้ต้องหาให้ขอความเห็นชอบจากพนักงานอัยการเสียก่อน” กับทุกสถานีตำรวจทั่วเกาะอังกฤษ
จะเห็นว่าวิธีการของอังกฤษ ถึงแม้จะมีพนักงานอัยการช้าล้าหลังกว่าไทยเรานับได้เป็นร้อยปี แต่เขาคิดต่างจึงมีพัฒนาการก้าวหน้ากว่าไทยเราไปอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นขั้นสำคัญของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
อัยการอังกฤษกับการสั่งไม่ฟ้อง จึงเป็นขั้นตอนที่ไม่จำเป็นเสมอไป
ทั้งนี้คงมาจากวิสัยทัศน์ที่ว่า “ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก” ดูอย่างอัยการญี่ปุ่นมีคนร้ายขโมยภาพวาด 3 ภาพมาจากโรงแรมที่พัก ก็ไม่สั่งฟ้อง เขามองว่าแขกผู้เข้าพักเอาของราคาเล็กน้อยไปเป็นที่ระลึกตามประสาคนชาติยังไม่เจริญถึงขีด จึงเป็นเรื่องผิดเล็กน้อย ทำทัณฑ์บนแล้วก็ปล่อยตัวไล่กลับประเทศไป
ส่วนของไทยเราชอบทำเรื่องที่คนอื่นว่าเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่โต ตำรวจทำสำนวนการสอบสวนแบบว่า “เกินดีกว่าขาด” ข้อหาก็ลอกตามบันทึกการจับกุมหรือไม่ก็ตั้งข้อหาตามกระแสสื่อละเมิดสิทธิบุคคลตามรัฐธรรมนูญก็ไม่ใช่เรื่องที่จะใส่ใจ อัยการสั่งฟ้องตามก็ต้องเป็นธุระของศาลที่จะต้อง “ยกฟ้อง” ทำอย่างนี้มาร้อยกว่าปีไม่มีอะไรใหม่เลยก็ว่าได้
ผู้เขียนพบว่า คดี 6 ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส จากที่ฝ่ายทหารทำการซักถามส่งเรื่องมาถึงฝ่ายตำรวจ เป็นเรื่องโทษทัณฑ์ความคดีศาลแขวง ก็แค่ผิดฐาน “แจ้งความเท็จ” กลายเป็นคดีต่อเนื่องล้อมโรงพักตากใบ มีผู้คนเจ็บตายเกือบร้อยคน ไม่มีความสงบเรียบร้อยตราบเท่าทุกวันนี้มาจากอะไร หากมิใช่เราทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ดันไปแจ้งข้อหา “ซ่องโจร” โดยไม่จำเป็น ก็พวกเขาถูกโจรบังคับจึงทำผิดมิใช่หรือ?
หากเราทำตามแบบของอังกฤษได้ กระบวนการยุติธรรมของไทยจะมีพัฒนาการอย่างสำคัญ
การสั่งไม่ฟ้องก็อาจไม่มีความจำเป็นจริงๆ อีกต่อไปในกระบวนการยุติธรรมแบบไทยๆ

