หน้าแรก บทความ ความสุขที่พึง...

ความสุขที่พึงประสงค์ของคนไทย โดย : ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์

12.01.18 | 13:00 น.

แม้ในทางพุทธศาสนา ความสุขและทุกข์เป็นของคู่กัน ความปรารถนาสูงสุดของมนุษย์ก็คือการแสวงหาความสุข กว่าสองพันปีมาแล้ว อริสโตเติลกล่าวไว้ “เหนือสิ่งอื่นใด ชายและหญิง ล้วนแสวงหาความสุข” ลีโอ ตอลสตอย พูดไว้ว่า “I think our first rule in life should be: always be happy and joyful” ที่น่าแปลกใจ คือ ตั้งแต่อริสโตเติลเรื่อยมา แม้ความสุขจะเป็นเป้าหมายสำคัญของมนุษย์ แต่มันก็ยังเป็นเรื่องที่มนุษย์มีความเข้าใจมันน้อยมาก มนุษย์ทั้งโลกอยากมีความสุขด้วยการแสวงหาสัญลักษณ์ที่ตนเองคิดว่าจะนำมาซึ่งความสุขคล้ายๆ กัน เช่น เงินหรือความมั่งคั่ง การมีสถานะทางสังคม หรืออำนาจ เสพติดกับวัตถุนิยมแบบไม่มีที่สิ้นสุด ไม่เคยพอ แต่ถึงแม้โลกเจริญขึ้น ในประเทศทุนนิยมขั้นปลาย คนมีฐานะทางเศรษฐกิจรายได้สูงขึ้น จากการวิจัยด้วยการสอบถามอาจจะพบว่าโดยเฉลี่ย ความสุขของคนในประเทศที่รายได้สูงหรือร่ำรวยจะมีมากกว่าประเทศที่รายได้ต่ำกว่า หรือรายได้ระดับปานกลาง แต่ความแตกต่างนี้ ไม่มากอย่างมีนัยสำคัญ


นอกจากนี้ สิ่งที่พบก็คือ แม้คนจำนวนมากจะมีสิ่งที่ตัวเองเคยใฝ่หาอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะอำนาจหรือเงิน ตำแหน่งหน้าที่การงาน รวมทั้งครอบครัว เพื่อนฝูง สิ่งที่พบจากงานวิจัย ทำกันมานานเป็นช่วงเวลา 20-30 ปี กลับพบว่าคนกลุ่มที่กล่าวถึงยังไม่พอใจชีวิตของตัวเอง ไม่มีความสุข อาการที่แสดงออกมีหลากหลาย เช่น มีความรู้สึกว่าชีวิตขาดความหมาย เบื่อหน่ายชีวิต จำนวนมากมีปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวในรูปแบบต่างๆ มีปัญหาสุขภาพ เป็นต้น ข้อมูลที่น่าสนใจอีกด้านหนึ่งที่พบจากงานวิจัยก็คือ มีการพบว่า แม้การมีเงินหรือความมั่งคั่งเป็นเรื่องที่ไม่มีใครปฏิเสธ อย่างน้อยทำให้คนมีความรู้สึกดีขึ้น แต่การมีเงินจะทำให้คนมีความสุขเพียงไรแค่ไหน ขึ้นอยู่กับมีการใช้เงินไปอย่างไร โดยทั่วไป ปัจจัยของเงินมีลักษณะที่เป็นกลาง ในด้านลบ ชีวิตหรือครอบครัวที่มุ่งแต่การหาเงิน แต่ขาดองค์ประกอบอื่นๆ ซึ่งจริงๆ จะทำให้เขาเหล่านั้นมีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยซ้ำ กลับไม่ได้รับการใส่ใจ ในแง่นี้การหาเงินแบบหลับหูหลับตากลับเป็นปัจจัยลบต่อชีวิต

การวิจัยยังพบว่าปัจจัยเรื่องการเงิน มีผลต่อความสุขค่อนข้างน้อย ทำให้ได้ข้อสรุปว่า เงินไม่สามารถซื้อความสุขได้เสมอไป

ถ้าเป็นเช่นนี้ คำถามที่สำคัญจึงอยู่ที่ว่า เรารู้จากงานวิจัยว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้มนุษย์มีความสุขที่สำคัญที่สุด งานวิจัยพบว่า คนส่วนใหญ่มีความเชื่อหรือความคิด แสวงหาความสุขโดยการมีหรือเข้าถึงสัญลักษณ์ที่คิดว่าเป็นตัวแทนของความสุข เช่น เงิน อำนาจวัตถุ มีสิ่งที่อำนวยความสะดวก ความสบายแก่ชีวิต ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด ในความเป็นจริง จากงานวิจัยหลายพันตัวอย่าง จากหลากหลายอาชีพ จากหลายประเทศที่ต่างวัฒนธรรมกลับพบว่าความสุขที่แท้จริงที่มนุษย์ได้รับส่วนใหญ่นั้นไม่ได้เป็นความสุขที่มาจากการเพียบพร้อมไปด้วยสัญลักษณ์ของความสุขที่กล่าวถึงข้างต้นแต่อย่างใด แต่เป็นความสุขที่เกิดขึ้นโดยตรงจากประสบการณ์ในกิจกรรมต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งจากหน้าที่การงานและหรือการใช้เวลาว่างซึ่งนำมาซึ่งความสุขที่คนจำนวนมากไม่คาดหวังและไม่เคยคิดมาก่อน ความสุขที่กล่าวถึงนี้จะมีลักษณะอย่างไร เราจะได้กล่าวถึงในรายละเอียด

Advertisement

โดยทั่วไปสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการ หรือการเขียนสารบัญของชีวิตขึ้นอยู่กับขั้นตอนของชีวิต ชีวิตขั้นแรกๆ คือ ต้องอยู่รอดไว้ก่อน เน้นผลประโยชน์ของตัวเองค่อนข้างมาก มีอัตตาค่อนข้างสูง มีครอบครัว ต้องมีปัจจัยสี่ให้ครบจึงเป็นเรื่องของการมีสิ่งที่เป็นวัตถุซึ่งต้องการเงินทอง และได้รับความสำคัญมากกว่าเรื่องจิตใจ วัตถุนิยมสำคัญกว่าจิตนิยม มีความต้องการชีวิตที่สะดวกสบาย หรือความสุขเป็นเรื่องเนื้อหนังมังสา รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส กินอาหารอร่อยๆ มีเพศสัมพันธ์ เที่ยวเตร่ เดินทางไปที่แปลกใหม่

ความพอใจที่ได้จากกิจกรรมทั้งหลายข้างต้น ภาษาจิตวิทยาของฝรั่งจะเรียกว่า pleasure ซึ่งจะต่างจากชีวิตหรือกิจกรรมที่ให้ความสุขอีกแบบที่เรียกว่า enjoyment การให้ความหมายของชีวิตในขั้นต่อๆ มาของช่วงชีวิต โดยทั่วไปประเด็นเรื่องจิตใจ หรือจิตวิญญาณ มีความสำคัญมากขึ้น การออกไปจากตัวตนของเรา หรืออัตตาถูกแทนที่ด้วยความสัมพันธ์กับชุมชนภายนอก รวมทั้งคุณค่า หรือ Value ที่ให้ความสำคัญกับความเข้าใจต่อความรู้สึกของผู้อื่น หรือ empathy จนในที่สุดเป็นค่านิยมที่เป็นหนึ่งเดียวกับความเป็นสากล

ความพอใจจากกิจกรรมที่ให้ pleasure ซึ่งให้ความรู้สึกสบายกายสบายใจโดยไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามหรือทักษะอะไรมาก แม้จะเป็นองค์ประกอบหนึ่งของคุณภาพชีวิต แต่พอมันเกิดแล้ว เหมือนมันให้ความพอใจเราชั่วครู่ชั่วยามแล้วก็เลือนหายไป โดยตัวมันเองไม่ได้นำมาซึ่งความสุข ถึงแม้เราจะพูดว่า มีความสุขมากจากการได้นอน ได้พักผ่อน ได้กินอาหารอร่อย มีกิจกรรมทางเพศแต่มันมีลักษณะของการเป็นแค่กลไกหนึ่งในการกำหนดและทำให้เกิดสเถียรภาพและดุลยภาพของร่างกายซึ่งต้องการการบำรุงรักษาหรือ maintenance เหมือนร่างกายต้องมีการพักผ่อนเพื่อให้มีการปรับสภาพ ฟื้นคืน มันไม่เหมือนความสุขหรือกิจกรรมที่ทำให้เกิด enjoyment ซึ่งจะมีผลต่อการพัฒนาด้านปัญญาและจิตใจ การเติบโตของความเป็นตัวตนหรืออัตตา ในกรณีของ pleasure มันไม่ได้ทำให้เกิดจิตสำนึกหรือตัวตนใหม่แก่เรา ซึ่งไม่เหมือนกรณีของ enjoyment ซึ่งจะมีลักษณะการมุ่งไปข้างหน้า มีมิติของความแปลกใหม่ เป็นความรู้สึกหรือประสบการณ์ของการได้ทำอะไร

ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากและท้าทาย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับขีดความสามารถของคนคน นั้น

การประสบความสำเร็จสำหรับกิจกรรมหรือประสบการณ์ที่ให้ enjoyment ในลักษณะนี้มักจะเป็นอะไรที่เราไม่ได้คาดหวังไว้ก่อนหน้า เพราะฉะนั้นมังคงไม่ใช่อะไรที่ธรรมดาๆ ง่ายๆ แม้กระทั่งการกินอาหาร ถ้ามันจะให้อะไรที่มากกว่าเป็นเพียง pleasure ถ้าคนจะได้ enjoyment จากมัน คุณอาจจะต้องการการฝึกฝน มีทักษะ ซึ่งสะสมมาก่อน ด้วยเหตุนี้ ความสุขหรือ enjoyment ที่คุณได้ ไม่ว่าจากกิจกรรมใดๆ คุณมักจะทุ่มเทกายและใจแบบสุดกำลัง อาจจะเหนื่อยยากแสนสาหัส มันจึงจำเป็นต้องมีวัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่ชัดเจน มีโฟกัสด้านสมาธิ ใส่ใจเรื่องรายละเอียด ในขณะที่ความสุขที่มาจากการทำอะไรที่ให้ pleasure นั้น ใครๆ ก็ทำได้ มันมาเองโดยธรรมชาติ และไม่ต้องใช้ความพยายามใดเลยก็ได้ (นึกถึงคนที่ถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้าที่ศูนย์กลางของสมองหรือโดยยาที่ทำให้เกิดการกระตุ้นทางเคมี) แต่ความสุขที่เป็น enjoyment ต้องการการลงทุนที่มีลักษณะเป็นพลังจิตหรือทางด้านจิตใจ ต้องการความเอาใจใส่ ความมุ่งมั่น จึงต้องมีเป้าหมาย ผลที่เกิดขึ้นคือความเป็นตัวตนหรือจิตสำนึกของคุณมีการเติบโต มีการพัฒนา จะเป็นงานหรือกิจกรรมอะไรก็ได้ แต่ enjoyment จากการทำงานนั้นมีการพบว่าเป็นหลักและพลังของชีวิตที่สำคัญ อาจจะมากกว่า enjoyment ที่มาจากการทำงานอดิเรกหรือการใช้เวลาว่างด้วยซ้ำไป คนที่มีประสบการณ์และได้รับความสุขในลักษณะที่กล่าวมาข้างต้นจะมีความรู้สึกที่สุขอิ่มเอิบ เป็นความรู้สึกที่สร้างสรรค์ โดยเฉพาะถ้าเขาตั้งเป้าหมายที่ท้าทายและเอาชนะมันได้ ประสบการณ์ความสุขในลักษณะข้างต้นทำให้บุคคลนั้นมีความแข่งแกร่งและความซับซ้อนของความเป็นตัวตนหรืออัตตา มีชีวิตที่เข้มข้นในการพัฒนาทางด้านปัญญา และเป็นชีวิตที่ต้องเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตลอดชีวิต (ล่าสุดผู้อ่านคงนึกถึงตูน เมื่อเขาวิ่งถึงหลักชัยและระดมเงินได้เกินเป้าหมายสำหรับโรงพยาบาล) ประสบการณ์หรือกิจกรรมที่ให้ความสุขที่เป็น enjoyment ที่กล่าวมาข้างต้น นักจิตวิทยา Mihaly Csikszentmihalyi เรียกว่า Flow ในหนังสือชื่อเดียวกัน ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญโดยสรุป คือ

1.ความสมดุลระหว่างความท้าทายกับทักษะของคนนั้นๆ ซึ่งหมายความว่า แม้โอกาสจะเปิดให้สำหรับบางคน ก็ไม่ใช่ทุกคนจะบรรลุเป้าหมายนั้นได้ บุคคลต้องมีการปลูกฝัง บ่มเพาะ จุดประสงค์ที่ชัดเจน มีความมุ่งมั่นที่จะทำภารกิจให้สำเร็จ งานที่ท้าทายต้องการการพัฒนาทักษะ ความอดทน และความตั้งใจ จะให้ความสุขมากเมื่อประสบความสำเร็จ

2.คนที่มีประสบการณ์ประเภทนี้ ยินดีที่จะทำงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่เบื่อหน่ายเพราะทำด้วยใจรักจริง ๆ ความสุขที่ได้มันมีผลมหาศาลต่ออัตตา บุคคลผู้นั้นลืมอัตตาหรือไม่ใส่ใจ ใครจะคิดอย่างไรกับการเป็นตัวตนของเรา แต่ว่าความเป็นตัวตนของเรามีการเติบโตจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพ

3.ประสบการณ์ที่ให้ enjoyment ลักษณะนี้ ยิ่งจะช่วยทำให้เขาสามารถควบคุมอัตตาหรือจิตสำนึกของเขาได้มากขึ้น ซึ่งหมายความว่าเขาจะมีความสุขด้วยตัวเขาเอง

4.มิติเรื่องเวลามันหมือนถูกบิดเบือนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่น่าเชื่อ คนทำกิจกรรมหรืองานอย่างมีความสุขแทบจะลืมทุกสิ่ง เวลาที่ผ่านไปเป็นชั่วโมงมันเหมือนกับเพิ่งผ่านไปไม่กี่นาทีและที่คล้ายกันทุกๆ คน

ความสุขเกิดจากการได้ค้นพบอะไรที่แปลกใหม่ บุคคลผู้นั้นดื่มด่ำกับงานและความสุขนั้นมาก

ถึงตรงนี้ผู้อ่านคงมีตัวอย่างที่ใกล้และไกลตัวของคนที่มีประสบการณ์ความสุขที่เป็น flow ที่หลากหลาย ตัวอย่างหนึ่งผู้เขียนนึกถึงและอยากให้มองการใช้ชีวิตตลอดชีวิตของ Warren Buffet ที่แม้วันนี้เขาคงเป็น 1 ใน 5 ของคนที่มีสินทรัพย์สุทธิหรือรวยที่สุดในโลก (คาดว่าประมาณ 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท) แต่ความสุขของเขาไม่น่าจะเกิดจากการที่เขาต้องการเงินที่เขาเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 11 เพื่อใช้เงิน มีสิ่งที่หรูหราเหมือนเศรษฐีโลกส่วนใหญ่เขาทำกัน (อันที่จริงเขาคืนเงินให้แก่โลกและสังคมเกือบทั้งหมด ทิ้งไว้ให้ครอบครัวก็ไม่มาก เป็นเรื่องน่าทึ่งมาก) ความสุขของเขาน่าจะมาจากการทำเรื่องที่ท้าทายได้สำเร็จ และเขาก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อน เขาใช้เวลาอ่านหนังสือวันละประมาณ 5-8 ชั่วโมง ปีหนึ่งๆ อ่านหนังสือหลายร้อยเล่ม ใช้ชีวิตเรียบง่ายมากเหมือนที่เขาเคยพูดไว้ “Live simple, think higher”

แม้ไม่มีประสบการณ์ ผู้เขียนคิดเอาเองว่าคนที่มีลูกน่าจะมีประสบการณ์ของชีวิตอย่างน้อยก็ช่วงหนึ่งของการมีความสุขที่เป็น enjoyment จากการเลี้ยงลูก แต่ผู้เขียนนึกถึงเรื่องของแม่ของ Antonio Gramsci นักคิด นักปฏิวัติชาวอิตาเลียน เจ้าของทฤษฎีอำนาจนำที่ลือเลื่อง คนที่เป็นแม่อย่าง Gramsci น่าจะมีความสุขเพราะเธอเลี้ยงลูกคนนี้มาด้วยความเชื่อตั้งแต่เกิดว่า ไม่นานก็คงตาย ซื้อเสื้อแต่งตัวสวยๆ เตรียมตัวเตรียมใจไว้ตลอด แต่ก็รอดตายมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ (แม้ว่า Gramsci จะอายุสั้น ตายในคุก) เข้ามหาวิทยาลัยตูลินได้ด้วยซ้ำ

งานวิจัยในรอบ 30 ปี เกี่ยวกับเรื่องที่มาของความสุขของคนอาชีพต่างๆ มีลักษณะคล้ายๆ กัน ตั้งแต่งานอาชีพทุกอาชีพ คนทำความสะอาด เก็บขยะ ก็มีความสุขแบบ enjoyment ได้ ถ้าเขารักงานและมีเป้าหมายที่จะทำงานนั้นอย่างท้าทาย ถึงประเภทศิลปิน นักเขียน นักประพันธ์ดนตรี นักกีฬา เช่น นักเทนนิส นักฟุตบอล นักวิ่ง นักว่ายน้ำ หมอผ่าตัด นักปีนเขาหรือหน้าผา นักเล่นหมากรุก ไปจนถึงการเป็นพ่อแม่เลี้ยงลูก

การมีบทสนทนาดีๆ ระหว่างบุคคลหรือกลุ่ม การอ่านหนังสือ หรือการฟังดนตรีโดยเฉพาะดนตรีคลาสสิค ถ้าเป็นขั้นสูง จำเป็นต้องมีการฝึกฝนการฟัง มีใจรัก มีความอดทน

ความสอดคล้องและเหมือนกันของลักษณะความสุขที่เป็น enjoyment จากกิจกรรมหรือการงาน ไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไร ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าเป็นงานอะไร แต่อยู่ที่ว่าเราทำมันอย่างไรมากกว่า งานวิจัยของต่างประเทศเรื่องความสุข มีลักษณะเด่นที่ควรบันทึกไว้คือ คนที่มีความสุขหรือมี enjoyment จะต้องเกิดจากความรักที่มีต่องานหรือหน้าที่ที่ต้องทำอย่างแท้จริง หรือที่เรียกว่าฉันทะ เป็นความอยากทำ (ไม่ใช่อยากได้เงินหรือตำแหน่งหรือลาภยศถึงจะทำ ซึ่งใช้การทำงานเป็นเงื่อนไขเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ) เหมือนที่ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) เขียนไว้ใน เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ (หรืองานประเภทเดียวกัน ในหนังสือเศรษฐศาสตร์บนทางสายกลาง ของ ศ.ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์)

คนทั่วไปมักจะมองการทำงานเป็นเรื่องที่ไม่น่าพิสมัยเหมือนเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นที่มองการทำงานเป็นเรื่องที่ต้องให้ผลตอบแทนมาชดเชยกับความพอใจหรืออรรถประโยชน์จากการมีเวลาว่างไม่ต้องทำงาน ไม่มองว่าการทำงานก็ให้ความสุขได้ ด้วยวิธีคิดแบบนี้คนจำนวนมากจะมองความสุขที่มาจากการได้มีเวลาพักผ่อน โดยลืมไปว่า การใช้เวลาว่างเช่น การดูทีวีทั้งวันไม่ได้สาระ ก็เป็นความสูญเปล่าไร้ประโยชน์และอันตรายได้เช่นกัน ในสังคมไทยเช่นในกรุงเทพฯ ถ้าคนใช้เวลาส่วนใหญ่หลังการทำงาน ในกิจกรรมที่ทำไปเพื่อ “การบำรุงรักษา หรือ maintenance” ตั้งแต่เรื่องการกิน การเดินทางไปกลับจากที่ทำงาน (ในรถที่ติดกันเป็นชั่วโมงบนท้องถนน) ซ่อมแซม ซักเสื้อผ้า เป็นต้น มีสถานที่ไม่มาก มีเวลาน้อยสำหรับการพัฒนาตนเอง การเรียนรู้ หรือพัฒนาทักษะอะไรใหม่ ๆ หรือมีวัฒนธรรมชอบฟังอะไรสั้นๆ ง่ายๆ มากกว่าการอ่านที่ต้องครุ่นคิด ต้องสงสัย โอกาสความสุขหรือประสบการณ์แบบ flow ก็จะมีน้อย

ที่โอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะที่หมู่บ้าน Ogimi มีประชากรเพียงสามพันคน คนที่นี่มีสัดส่วนคนอายุร้อยปีสูงสุดในโลก พวกเขามีสุขภาพดี เพราะเขามีชีวิตแบบที่ญี่ปุ่นเรียก Ikigai ซึ่งเป็นการหาความหมายของชีวิตที่รักในการทำงาน คนที่นี่ตั้งแต่ตื่นเช้าแอ๊กทีฟตลอดชีวิตทั้งร่างกายและจิตใจ การทำงานที่เขารักเป็นพลังทำให้เขาเหล่านี้อยากมีชีวิตที่ยืนยาว คนญี่ปุ่นใส่ใจในรายละเอียด ไม่ละเลยรูปแบบหรือ form และกระบวนการ ทุกอย่างที่ทำดูสวยงาม มีความกลมกลืนที่น่าทึ่งมาก

ความสุขปีใหม่มาถึงอีกปีหนึ่งแล้ว เราควรจะเข้าใจที่มาของความสุขซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญมาก คือมีฉันทะและมีความรักในงานอย่างเปี่ยมล้น นอกเหนือจากการมีสุขภาพดี มีครอบครัวดี มีเพื่อนที่ดี หรือมีเงินทอง ความเข้าใจเช่นนี้จะเป็นเข็มทิศนำทางชีวิตให้มีความสุข ไม่ว่าจะมีอายุเท่าไหร่ ความสุขของเราขึ้นอยู่กับการรู้จักตัวเรา ว่าเราเป็นใคร มีหน้าที่อะไร ต้องการอะไรจากชีวิต เราเป็นนายของตัวเรา