หน้าแรก บทความ รับมือกับอากา...

รับมือกับอาการร้อนวูบวาบในหญิงวัยทอง โดย:พญ.ชัญวลี ศรีสุโข ([email protected])

15.01.18 | 12:31 น.

อาการวัยทอง คือ อาการขาดฮอร์โมนเพศในเพศหญิง ตามสถิติพบคนไทยและคนเอเชียเป็นน้อยกว่าชาติตะวันตกทั้งจำนวนคนที่เป็นและความรุนแรง อาการเด่นคืออาการร้อนวูบวาบ โดยพบหญิงวัยทองมีอาการร้อนวูบวาบประมาณ 2 ใน 3 คน ในบรรดาคนที่มีอาการ ครึ่งหนึ่งเป็นปานกลางถึงรุนแรงต้องพบแพทย์ อีกครึ่งหนึ่งเป็นไม่มาก

อาการร้อนวูบวาบจากวัยทองเป็นอาการที่สร้างความทุกข์ทรมาน ความร้อนจะแผ่ซ่านจากหน้าอกใบหน้า กระจายไปหาแขนขา ไม่ได้รู้สึกร้อนอย่างเดียว แต่เห็นเส้นเลือดขยายจนผิวกลายเป็นสีแดง นานประมาณ 2-3 นาที ต่อจากนั้นก็จะเกิดเหงื่อแตก ไหลซิก จนตัวชุ่มโชก ตามมาด้วยตัวสั่นหนาว ร้อนๆ หนาวๆ สลับกันไปมาอย่างนี้ บางคนแค่คืนละครั้งยังทนไม่ไหว เกิดความเครียด ไม่หลับไม่นอน อาการเหมือนคนบ้า บางคนเกิดร้อนวูบวาบคืนละหลายครั้ง ทุกข์ ซึมเศร้า จนเกิดอาการเบื่อชีวิตก็มี

ปัจจัยเสี่ยง ที่ทำให้เกิดอาการร้อนวูบวาบรุนแรง คือ อ้วน สูบบุหรี่ ไม่ออกกำลังกาย ฐานะยากจน การศึกษาน้อย เครียด ซึมเศร้า

สาเหตุของอาการร้อนวูบวาบ เป็นเรื่องของสมอง เมื่อฮอร์โมนเพศหญิงเอสโทรเจนลดลง สมองส่วนที่ควบคุมอุณหภูมิร่างกายเกิดไวกว่าปกติ โดยทั่วไป เมื่อมีอุณหภูมิร่างกายเพิ่ม 0.4 องศาเซลเซียส สมองจึงจะสั่งระบายความร้อน เช่น ทำให้เส้นเลือดขยาย เหงื่อไหลออกมา แต่เมื่อเข้าสู่วัยทอง อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย เช่น 0.1 องศาเซลเซียส สมองก็สั่งให้ระบายความร้อน เส้นเลือดขยาย เหงื่อแตกแต่เมื่ออุณหภูมิไม่ได้ร้อนจนต้องระบายความร้อน ร่างกายจะเกิดอาการหนาวสั่นแทน

แต่อาการร้อนวูบวาบ ไม่ใช่อาการวัยทองทุกคน อาการร้อนวูบวาบจากวัยทอง มักจะเกิด 1-3 ปี ก่อนหมดประจำเดือน คืออายุประมาณ 45 ปีขึ้นไป และเกิดต่อไปหลังหมดประจำเดือนไปได้นานกว่า 10 ปี งานวิจัยในต่างประเทศ พบว่าหญิงอายุ 72 ปี ยังมีอาการร้อนวูบวาบได้ถึงร้อยละ 9 คือเกิดกระทั่ง 20 ปีหลังหมดประจำเดือน ดังนั้น หญิงอายุต่ำกว่า 45 ปี มีอาการร้อนวูบวาบอาจจะไม่ใช่อาการวัยทองก็ได้

Advertisement

สาเหตุของการร้อนวูบวาบ ที่ไม่ได้เกิดจากวัยทองมีดังนี้

1.เป็นไปตามสรีรวิทยาของร่างกาย เช่น เกิดจากความเครียด รับประทานของเผ็ดร้อน อยู่ในอากาศร้อน เกิดการแพ้ (Anaphylaxis) เช่น แพ้อาหาร แพ้ผงชูรส

2.ดื่มเหล้า แอลกฮออล์ทำให้เส้นเลือดขยายเกิดอาการร้อนวูบวาบ ตามด้วยหนาวสั่นได้

3.ฤทธิ์ของยา มียามากกว่า 10 กลุ่มที่ทำให้เกิดอาการร้อนวูบวาบ เช่น กลุ่มยาต้านเศร้า ยาแก้ไข ยาแก้ปวด ยาลดฮอร์โมนเพศ ยาลดน้ำตาลในเลือด ยาเกี่่ยวกับประสาทอัตโนมัติ ยาลดความดันโลหิต ยาที่ทำมาจากฝิ่นและอนุพันธ์ของฝิ่น ยาลดกรด ยาขยายหลอดลม เป็นต้น

4.มะเร็ง มะเร็งหลายชนิดปล่อยฮอร์โมนหรือเกี่ยวข้องกับเส้นเลือดขยาย ทำให้ร้อนวูบวาบได้ เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งต่อมไทรอยด์ มะเร็งรังไข่ มะเร็งไต มะเร็งต่อมลูกหมาก ฯลฯ

5.การติดเชื้อ วัณโรค แบคทีเรีย เชื้อรา เอชไอวี ตับอักเสบ เชื้อไวรัสอื่นๆ

6.เป็นโรคประสาทสมอง เช่น เสื่อม ได้รับบาดเจ็บ อักเสบ เส้นเลือดแตก หรือเส้นเลือดตีบ

7.อื่นๆ เช่น เป็นโรคกรดไหลย้อน โรคแพนิค เป็นคนขี้ร้อน เหงื่อไหลง่าย เป็นต้น

ดังนั้น เมื่อมีอาการร้อนวูบวาบ ที่รบกวนชีวิตประจำวัน ในคนที่อายุไม่มาก ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ อย่าเพิ่งปลงใจว่าเป็นวัยทองอย่างเดียว

การรับมือกับอาการร้อนวูบวาบจากวัยทอง และการเลือกวิธีรักษา

ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ สาเหตุที่ทำให้เป็นมีโรคหรือมีข้อห้ามต่อการใช้ฮอร์โมนหรือไม่ และความชอบส่วนตัว ปัจจุบันประมาณร้อยละ 50-75 ของคนที่มีอาการร้อนวูบวาบจากวัยทอง หันมาเลือกการรักษาแบบแพทย์ทางเลือก ซึ่งได้ผลดีจากผลทางจิตใจ งานวิจัยพบว่าแม้แต่ใช้ยาหลอก แต่คนไข้มีความมั่นใจ ก็ได้ผลไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 แล้ว

อย่างไรก็ตาม อย่าคิดว่า การรักษาแบบแพทย์ทางเลือกจะไม่มีอันตราย เพราะการกินสมุนไพรบางชนิด อาจทำให้เกิดอันตรายต่อ ตับ ไต และหากมีเนื้องอกที่มีสัญญาณรับฮอร์โมน เช่น เนื้องอกมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลู อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ การรักษาอาการร้อนวูบวาบจากวัยทองมีดังนี้

1.การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เช่น ลดความอ้วน คลายเครียด ออกกำลังกาย อยู่ที่เย็นนุ่งเสื้อผ้าที่คลายร้อน อาบน้ำเย็นบ่อยๆ กินน้ำเย็น เป็นต้น หากเป็นน้อยได้ผลดี
2.ยารักษาตามอาการหรือยาที่ไม่ใช่ฮอร์โมน เช่น ยานอนหลับ คลายเครียด ต้านเศร้า แก้ใจสั่น แก้ปวดเมื่อย ยาบำรุง เป็นต้น
3.ฮอร์โมน สำหรับคนที่มีอาการรุนแรง การรักษาด้วยฮอร์โมนเพศหญิงเอสโทรเจนได้ผลดีมาก แต่แนะนำให้กินไม่เกิน 5 ปี เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม

4.แพทย์ทางเลือก แบ่งการรักษาเป็นสามกลุ่ม เป็นการสรุปจากงานวิจัยที่เชื่อถือได้ (Menopausal hot flashes : UpToDate 2016)

1.ได้ผลดี แต่ต้องวิจัยเพิ่มเติม (Promising therapies) ได้แก่ การใช้วิธี ปรับความคิด อารมณ์และพฤติกรรม (Cognitive behavior therapies) การสะกดจิต (Hypnosis) เทคนิคการทำสมาธิเพ่งลมหายใจและจินตนาการ (Mind body based therapy) การบล็อกประสาทอัตโนมัติ (Stellate ganglion block)

2.ได้ผลไม่แน่นอน (Incomsisitent evidence of efficacy) ได้ผลเป็นบางคน เช่น การใช้พืชผักสมุนไพรถั่วเหลือง เต้าหู้ แบล๊กโคฮอช (Black cohosh) ตังกุย เป็นต้น

3.ไม่ได้ผล (Ineffective therapies) ได้แก่ การฝังเข็ม การใช้น้ำมัน อีฟนิ่ง พริมโรส (Evening primrose oil) รับประทานโสม การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า