ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่คิดมานาน ทั้งมีการอธิบายถึงระบบว่ามีความเป็นมาอย่างไร ก่อนจะลงเอยที่ประธานาธิบดีลินคอล์นกล่าวไว้ว่า “ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน”
หมายถึงอำนาจอธิปไตยอันเป็นที่มาของการปกครองระบอบประชาธิปไตย คือ ประชาชนเป็นเจ้าของ
แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 2 ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรา 3 อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ทั้งผู้ร่วมเปลี่ยนแปลง และผู้ที่ต้องการผดุงอำนาจเดิมไว้ มีความพยายามที่จะยึดครองอำนาจการปกครองให้อยู่กับบุคคลผู้นั้น หรือกลุ่มบุคคลนั้น
แต่เมื่ออำนาจการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย นับแต่พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ระบุไว้ชัดเจนว่า
มาตรา 1 อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย
จนบัดนี้ ยังไม่มีใครยึดอำนาจ “อธิปไตย” ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดของประเทศไปเป็นของตน หรือกลุ่มบุคคลได้ตลอดเวลา แม้จะใช้กำลังและอาวุธเข้ายึดอำนาจนั้นถือรัฏฐาธิปัตย์ใช้อำนาจพิเศษปกครองประเทศ
ในที่สุดต้องคลายการถืออำนาจนั้นให้ประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยแท้จริงอีกครั้ง และอีกครั้ง
ในแต่ละห้วงเวลาที่ผ่านมา กลุ่มผู้ยึดอำนาจพยายามลิดรอนอำนาจอธิปไตยของประชาชนลงด้วยการผ่อนปรนให้ประชาชนมีอำนาจบ้าง ให้มีในรูปแบบต่างๆ อาทิ ประชาธิปไตยครึ่งใบ ประชาธิปไตยแบบไทย-ไทย วันนี้มีแนวความคิดให้มีประชาธิปไตยแบบไทยนิยม
แนวความคิดนี้มีมาตลอด ครั้งหลังถึงกับยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยให้เอื้อประโยชน์กับกลุ่มผู้ยึดครองอำนาจทางการเมือง รวมไปถึงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อมิให้ประชาชนมีโอกาสเข้าร่วมทางการเมืองได้เต็มที่
เช่น การกำหนดให้มีพรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมืองต้องเป็นไปตามกำหนด ทั้งที่เรื่องของพรรคการเมืองเป็นเรื่องธรรมชาติ ที่ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งและผู้ประสงค์ลงสมัครรับเลือกตั้ง จัดการตกลงกันเองว่าจะรวมตัวเป็นพรรคการเมืองเดียวกัน เพื่อเลือกผู้สมัครที่ประชาชนร่วมกันคัดเลือก ส่งสมัครรับเลือกตั้งให้ได้รับเลือกตั้งเป็นกลุ่มเป็นก้อน ได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลบริหารงบประมาณแผ่นดินอันเป็นภาษีของประชาชน
หรือแม้เลือกกลุ่มแล้ว กลุ่มนั้นไม่ได้รับเลือกเป็นเสียงข้างมาก กลับมาเป็นฝ่ายค้าน จะได้สอดส่องดูแลไม่ให้รัฐบาลใช้จ่ายงบประมาณสุรุ่ยสุร่าย หรือทุจริต ทั้งยังมีโอกาสเปลี่ยนความคิด เมื่อรัฐบาลมีวาระครบ 4 ปี หรือมีการยุบสภาให้เลือกตั้งใหม่ ประชาชนจะได้มีทางเลือกให้กลุ่มใหม่ชุดใหม่เข้าไปเป็นรัฐบาลได้
การเลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยที่ใช้เสียงข้างมากเป็นประการสำคัญในการตัดสินปัญหา การเลือกตั้งคือการที่ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วนของการเมืองการปกครองประเทศ
เพียงแต่มีผู้อาสาเข้าไปเป็นผู้แทนของประชาชนในรัฐสภาเป็น “ผู้แทนราษฎร” หากปฏิบัติตนปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน ครั้งต่อไปอาจจะไม่ได้รับเลือกตั้งอีกได้ ไม่ว่าจะสังกัดพรรคการเมืองเดิมหรือพรรคการเมืองใหม่ หรือในที่สุดวันหนึ่งไม่ต้องสังกัดพรรคยังได้
ประชาชนในแต่ละประเทศ แต่ละเชื้อชาติ ย่อมมีอุปนิสัยและความคิดเห็นเป็นสัญลักษณ์ของตัวเอง เช่นคนไทยหลายยุคหลายสมัยมาแล้ว นับแต่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปฏิวัติ ใช้อำนาจปฏิวัติปกครองประเทศ
คนไทยยังนิยมชมชอบการใช้อำนาจเช่นนั้น แม้วันนี้ การใช้มาตรา 44 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังมีผู้เห็นดีเห็นงาม
หากเมื่อถึงเวลาหนึ่ง เมื่อประชาชนเกิดความเบื่อหน่ายการใช้อำนาจเช่นนั้น ผู้ใช้อำนาจนั้นเองอาจถูกอำนาจนั้นกลับมาหาตัวเองได้ ดังที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง-ไม่เชื่อหัว “ไอ้เรือง” แล้วจะเชื่อใคร หือ !! ??

