หน้าแรก บทความ ประชากรไทย&#8...

ประชากรไทย…โดย:เฉลิมพล พลมุข

21.01.18 | 13:06 น.

คุณภาพชีวิตที่ดีของคนในประเทศเป็นดัชนีชี้วัดถึงการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองทั้งระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรมความเชื่อความรู้และระบบความคิดของผู้นำหรือรัฐบาลที่เป็นผู้กำหนดให้ประเทศได้เดินไปในทิศทางที่เหมาะสมของประเทศนั้นๆ เป็นความคาดหวังของประชาชนในชาติ

ตัวเลขของประชากรไทยมีข้อมูลหนึ่งจากกรมการปกครองได้ประกาศวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2560 จาก 76 จังหวัด 878 อำเภอ 7,255 ตำบล 75,032 หมู่บ้าน มีประชากรทั่วประเทศ 65,931,550 คน เป็นผู้ชาย 32,357,808 คน เป็นผู้หญิง 33,573,742 คน

จำนวนของประชากรในชาติและคุณภาพชีวิตของคนในชาติก็มีนัยยะสำคัญต่อองคาพยพในการขับเคลื่อนมาตรการนโยบายแผนภาพรวมของประเทศด้วยเช่นกัน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ได้ตราไว้ในรัชกาลปัจจุบันเมื่อ 6 เมษายน พ.ศ.2560 ในหมวดที่ 5 ที่กล่าวถึงหน้าที่ของรัฐ มาตรา 54 รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

เจตนารมณ์ของหลักการในมาตราดังกล่าว รัฐบาลไทยจำต้องสนับสนุนส่งเสริมให้เด็กไทยเข้าศึกษาเล่าเรียนตั้งแต่ชั้นปฐมวัยหรือเด็กอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่าย แต่ในข้อเท็จจริงที่เรารับทราบกันเป็นอย่างดีนั่นก็คือในระบบการศึกษาของรัฐ ซึ่งนายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับรายงานจากระบบการจัดการการศึกษาของ สำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่ามีโรงเรียนมากกว่า 2,000 โรงเรียนที่ได้เปิดสอนระดับอนุบาลมีเด็กนักเรียน 1 คนต่อหนึ่งห้องเรียน…(มติชนรายวัน 14 มกราคม 2561 หน้า 9)

ย้อนกลับไปเมื่อ 7 ปีที่แล้วก็คือในปี พ.ศ.2553 ประชากรไทยมีสัดส่วนเด็กเยาวชนอายุ 0-14 ปี มีจำนวนร้อยละ 19.8 คนไทยในวัยศึกษาเล่าเรียนและแรงงานอายุ 15-59 ปี มีสัดส่วนร้อยละ 67 และคนแก่ชราที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีจำนวนร้อยละ 13.2 และเมื่อ 3 ปีที่แล้วในปี พ.ศ.2558 มีเด็กเยาวชนอายุ 0-14 ปี ร้อยละ 17.7 ผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนและวัยแรงงานมีในตัวเลขร้อยละ 66.5 และคนแก่ชราอายุ 60 ปีขึ้นไป มีจำนวนร้อยละ 15.8 มีการคาดประมาณอีกสี่ปีข้างหน้าคือใน พ.ศ.2565 จะมีจำนวนเด็กและเยาวชนร้อยละ 16.4 คนที่อายุ 15-59 จำนวนร้อยละ 63.1 และจะมีคนแก่ชราผู้สูงอายุประมาณร้อยละ 20.5 ในตัวเลขดังกล่าวสิ่งใดที่เกิดขึ้นกับเมืองไทยที่ผ่านมาแล้วและจะมีสิ่งใดที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของประเทศไทยและคนไทย…

Advertisement

ในตัวเลขดังกล่าวของสามช่วงปีเราท่านจะเห็นว่าจำนวนของเด็กเยาวชนไทยมีจำนวนลดลง นั่นหมายถึงเด็กทารกเล็กๆ ที่เกิดขึ้นแล้วมีชีวิตอยู่รอดมีตัวเลขลดลงตามลำดับ รัฐบาลของ คสช.โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี มีนโยบายให้คุณแม่ที่มีลูกโดยมีเงินมอบให้ทั้งการฝากครรภ์และคลอดบุตร มีนโยบายให้สถานประกอบการที่มีทั่วเมืองไทยกว่า 400,000 แห่งได้มีการตั้งศูนย์รับเลี้ยงเด็ก และนโยบายที่ต้องการให้ผู้ที่ต้องการบริจาคเงินให้โรงพยาบาลของรัฐสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า…

ผู้เขียนและท่านผู้อ่านหลายท่านอาจจะเข้าใจตรงกันที่ว่า ในพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2560 ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 ในมาตรา 5 ซึ่งระบุไว้ว่า ให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ตามหลักธรรมาภิบาลเพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนต่างๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกันอันจะก่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติซึ่งจะต้องไม่น้อยกว่า 20 ปี…

ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีโดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2560-2579 โดยรัฐบาลของ คสช.เป็นผู้กำหนดออกแบบเพื่อให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ยังคงมีสภาพปัญหาทั้งระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและระบบอื่นๆ ที่ยังรอการแก้ไขเพื่อนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าวันวานที่ผ่านมาแล้ว ตัวเลขข้อมูลหนึ่งที่เราท่านรับทราบเป็นอย่างดีนั่นก็คือ ความสามารถในการแข่งขันในภาพรวมทั้งฐานความรู้ สินค้า บริการ การผลิต การใช้องค์ความรู้ชั้นสูงรวมถึงการลงทุนในต่างประเทศ จาก 60 ประเทศชั้นนำ ประเทศสิงคโปร์อยู่ในลำดับที่ 3 ประเทศมาเลเซียอยู่ในลำดับที่ 14 และประเทศไทยเราอยู่ในลำดับที่ 30

ระบบการศึกษาในเมืองไทยเราโดยภาพรวมมีทั้งสถานศึกษาที่เป็นของรัฐหรือมีข้าราชการเป็นผู้บริหารจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัยไปจนกระทั่งถึงระดับบัณฑิตศึกษา หรือระดับปริญญาเอก จำนวนเงินที่ต้องลงทุนไปของผู้ที่ต้องการศึกษาและคาดหวังอนาคตหลังจากสำเร็จการศึกษาในสถานศึกษาของภาครัฐ เอกชน และดำเนินการโดยต่างประเทศก็มีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันทั้งจำนวนเงินและคุณภาพการศึกษา

การวิ่งเต้น เด็กฝาก แป๊ะเจี๊ยะ สินบน เงินใต้โต๊ะ ยังเป็นกระบวนการส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาและระบบอื่นๆ ของสังคมไทยที่ปฏิเสธในข้อเท็จจริงมิได้ เราท่านจะสังเกตและพบเห็นได้ว่าสถานศึกษาของรัฐและเอกชนที่มีชื่อเสียงย่อมเป็นที่คาดหวังต่อพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีพอที่จะส่งเสียบุตรหลานให้เข้ารับการศึกษา การกวดวิชา เรียนพิเศษก็ยังคงเป็นธุรกิจทางการศึกษาที่สร้างจำนวนเม็ดเงินมหาศาล อาจจะมีบางคำถามที่ว่ารัฐบาลหรือผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบทั้งโดยตรงและอ้อม เขาเหล่านั้นได้พึงเห็นแก่ประโยชน์ที่รัฐจะเก็บภาษีเข้าบำรุงประเทศและบริหารจัดการกับกระบวนการดังกล่าวได้อย่างครบถ้วนหรือไม่…

การปฏิรูปประเทศในหมวดที่ 16 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในรัฐบาลปัจจุบันโดยเฉพาะมาตรา 258 จ. ในด้านการศึกษา (3) ให้มีกลไกและระบบการผลิต คัดกรองและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพครูและอาจารย์ให้ได้ผู้มีจิตวิญญาณของความเป็นครู มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับความสามารถและประสิทธิภาพในการสอน รวมทั้งมีกลไกสร้างระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลของผู้ประกอบวิชาชีพครู…

ในหลักการดังกล่าวได้ให้ภาพในระดับกว้างๆ ส่วนข้อเท็จจริงหรือรายละเอียดที่ผู้ปฏิบัติจะพึงนำไปปฏิบัติก็อาจจะสอดคล้องหรือมีช่องว่างของข้อกฎหมายที่อาจจะสร้างปัญหาให้ระบบทั้งระยะสั้นและยาว ดังที่ปรากฏเป็นข่าวที่สื่อได้นำเสนอมาในรอบปีที่ผ่านมา อาทิ ครูอาจารย์จำนวนหนึ่งที่ต้องมีหนี้สินที่ต้องกู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ครูจำนวนหนึ่งต้องเพิ่มศักยภาพของตนเองในการศึกษาระดับสูงขึ้นไป หรือต้องทำผลงานเพื่อให้มีเงินประจำตำแหน่งที่เพียงพอต่อการยังชีพ

ยังมีบุคลากรทางการศึกษาอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องมีการสอนพิเศษนอกเวลาราชการ ขายสินค้าทางสังคมออนไลน์หรือทำธุรกิจอื่นใดเพื่อให้ตนเอง ครอบครัวอยู่รอดในยุคของวัตถุนิยม บริโภคนิยม เงินนิยม หลักการสำคัญยิ่งของผู้ประกอบวิชาชีพดังกล่าวสำหรับบางคนอาจจะถูกละเลย ขณะเดียวกันก็มีข้อมูลสำคัญจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เรื่องครูไทยยุคไทยแลนด์ 4.0 พบว่า ร้อยละ 37.19 ต้องการให้ครูได้สอนนักเรียนให้มีทักษะทางด้านสังคม ด้านคุณธรรม ควบคู่ไปกับเทคโนโลยี ร้อยละ 33.36 ควรปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีการสอนนอกเหนือจากการท่องจำจากตำราและ ร้อยละ 32.64 ครูต้องมีการเพิ่มพูนทักษะ ความรู้ความสามารถของตัวเองให้มากขึ้น…(มติชนรายวัน 17 มกราคม 2561 หน้า 1)

นอกจากนั้นยังมีข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนไทยที่มีผลต่อการศึกษาเล่าเรียนที่ได้พบกลุ่มโรคในปี พ.ศ.2559 ในเด็กนักเรียนอายุ 13-17 ปี คือ โรคสมาธิสั้น โรคออทิสติก ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา เขาเหล่านั้นเข้าถึงบริการไม่ถึงร้อยละ 10 พบความผิดปกติของพฤติกรรมจากสารเสพติดทั้งเหล้า บุหรี่ กัญชาและยาบ้า ระหว่างร้อยละ 0.2-12

ภาพหนึ่งที่เราท่านได้พบเห็นจากเด็ก เยาวชนส่วนหนึ่งที่เขาเหล่านั้นอยู่ในวัยการศึกษาก็คือ พฤติกรรมการสูบบุหรี่ที่ผู้ใหญ่บางคนสูบกันรวมไปถึงการสูบบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งมีการระบาดกันไปทั่วบ้านเมือง เด็กแว้น การท้องของวัยรุ่นวัยใสที่มิได้มีความพร้อมของการเลี้ยงลูกและการมีครอบครัว การนำเด็กทารกไปทิ้งในสถานที่ต่างๆ นักศึกษาวัยเรียนบางคนใช้ชีวิตเงินทองที่ฟุ่มเฟือยจากเงินจากครอบครัวและการกู้ยืมเรียน กยศ. อาจจะมีบางคำถามที่ว่าเขาเหล่านั้นได้กระทำหน้าที่ศึกษาเล่าเรียนเพื่อเตรียมการเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพรับผิดชอบบ้านเมืองได้หรือไม่

ข่าวหรือข้อมูลหนึ่งที่ได้ถูกนำเสนอในสื่อประเภทต่างๆ ก็คือ การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปตรวจจับกุมสถานบริการอาบอบนวดแห่งหนึ่ง ย่านพระรามเก้า ที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์พบผู้หญิงที่ขายบริการทางเพศ จำนวน 113 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างด้าว ทั้งสัญชาติเมียนมา 21 คน ลาว 3 คน จีน 1 คน บางคนถูกหลอกให้ค้าประเวณีหรือขายบริการทางเพศตั้งแต่อายุ 17 ปี เมืองไทยเรามีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงคือ ศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดต่อเด็ก เยาวชน สตรีและการค้ามนุษย์

ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจจะมีความเห็นสอดคล้องกับผู้เขียนที่ว่า หากมีการสำรวจถึงแหล่งที่มีการขายบริการทางเพศในระบบต่างๆ ทั่วเมืองไทยเรามิจำเพาะเจาะจงอาบอบนวดเท่านั้น เมืองไทยเรายังมีชื่อเสียงของประเทศที่ถูกกล่าวถึงไปยังชาวต่างชาติในหลายๆ ประเทศถึงการขายบริการทางเพศที่เข้าถึงง่าย ราคาไม่แพงมากนักในกำลังซื้อของค่าของเงินแต่ละประเทศมีทั้งระดับล่างจนกระทั่งถึงระดับชั้นสูงของประเทศ

การขายบริการทางเพศในสวนสาธารณะ ซ่อง ชายหาด บาร์เกย์ บาร์ผู้ชาย บาร์ผู้หญิง การติดต่อซื้อขายทางสังคมออนไลน์ ย่านแหล่งท่องเที่ยว มีการขายแบบโปรโมชั่นมิได้ต่างไปจากสินค้าทั่วๆ ไป การขายบริการทางเพศในจำนวนที่ตัวเลขมิได้ลดลงและชนชาติ สัญชาติต่างชาติที่เพิ่มขึ้นในเมืองไทยเราได้สะท้อนในสิ่งใดที่เกิดขึ้นในเมืองไทยอาจจะมีข้อกล่าวอ้างว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ มีพระสงฆ์นักบวชกว่า 300,000 รูปมีวัดมากกว่า 30,000 วัด ขณะเดียวกันก็มีผู้กระทำความผิดที่ถูกจองจำในเรือนจำ ทัณฑสถาน สถานพินิจทั่วเมืองไทยหลายแสนคน

จำนวนตัวเลขประชากรไทยที่มีสัดส่วนที่เป็นช่องว่างทั้งของตัวเลขและคุณภาพชีวิตในภาพรวม ได้ส่องให้เห็นในภาพรวมว่าอนาคตอีกสิบปีหรือ 20 ปีตามแผนยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลใหม่ที่มีการคาดหวังจะมาถึงในเร็ววันนี้ จะสามารถช่วยเยียวยา แก้ไขวิกฤตของประเทศในด้านต่างๆ ให้ผ่านไปอย่างราบรื่น เรียบร้อย ให้เมืองไทยเราเดินหน้าไปด้วยหลักสิทธิมนุษยชน ธรรมาภิบาล มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน คนไทยทุกคนคาดหวังไว้ว่าจะเป็นจริง…