ในบทเพลง “เราสู้” เป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่ได้เสด็จสวรรคตสู่สวรรคาลัยแล้ว มีความหมายลึกซึ้งกินใจชาวไทยทุกคนมาก ยกตัวอย่างบางช่วงบางตอนเช่น “บรรพบุรุษของไทยแต่โบราณ ปกบ้านป้องเมืองคุ้มเหย้า เสียเลือดเสียเนื้อมิใช่เบา หน้าที่เรารักษาสืบไป ลูกหลานเหลนโหลนภายหน้า จะได้มีพสุธาอาศัย อนาคตจะต้องมีประเทศไทย มิยอมให้ผู้ใดมาทำลาย” ผู้เขียนจึงอยากจะทบทวนความทรงจำของลูกหลานเหลนโหลนไทยในอนาคตว่ายังจดจำวีรกรรมของทหารตำรวจไทย ในสงครามที่ผ่านมาแล้วหลากหลายสมรภูมิทั้งนอกและในประเทศ ที่ได้ช่วยปกปักรักษาบ้านเมืองให้อยู่รอดปลอดภัย พวกเราอยู่กันอย่างมีความสุขมาจนถึงทุกวันนี้ได้ไหม มาย้อนเวลาตามหาประวัติศาสตร์เพื่อรับทราบกัน พอสังเขปใน 7 กรณีดังต่อไปนี้
1.กรณีสงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2457 (104 ปีแล้ว) คู่กรณีแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายอักษะ ได้แก่ เยอรมัน ออสเตรีย ฮังการี บัลแกเรีย และตุรกี อีกฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายสัมพันธมิตร ได้แก่ รัสเซีย อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และประเทศ อื่นๆ อีกรวม 25 ประเทศ ประเทศไทยในขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้ทรงมีพระปรมาภิไธยเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2460 โดยกระทรวงกลาโหมได้ส่งกองทหารอาสาจำนวน 1,284 นาย ไปร่วมรบที่ประเทศฝรั่งเศส ในสงครามโลกครั้งที่ 1 นี้ได้มีการรบยืดเยื้อเป็นเวลานานถึง 4 ปี ในที่สุดฝ่ายอักษะคือเยอรมันขอเจรจาสงบศึก ณ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2461 จากนั้น กองทหารอาสา ได้เดินทางกลับสู่มาตุภูมิ องค์รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันมีศักดิ์รามาธิบดี ประดับธงชัยเฉลิมพล นอกจากนี้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอนุสาวรีย์ ทหารสงครามโลกครั้งที่ 1 ณ บริเวณทิศตะวันตกของท้องสนามหลวง ให้เป็นที่บรรจุอัฐิของทหารที่เสียชีวิต ในขณะปฏิบัติการรบ จำนวน 19 นาย โดยมีพิธีบรรจุอัฐิ เมื่อ 24 กันยายน 2462
2.กรณีสงครามอินโดจีนกับฝรั่งเศส เมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในทวีปยุโรป ฝรั่งเศสเกิดความห่วงใยต่ออาณานิคมของตนเองในอินโดจีน เพราะเกรงว่าประเทศไทยจะส่งกำลังเข้าไปยึดครองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ที่ฝรั่งเศสยึดครองไว้เมื่อ พ.ศ.2436 และเมื่อ 12 มิถุนายน 2483 จึงได้เสนอขอทำสัญญาไม่รุกรานประเทศไทย ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยก็ได้ยื่นข้อเสนอ ให้ฝรั่งเศสปรับปรุงเส้นเขตแดนตามแบบสากล และคืนดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง ตรงข้ามหลวงพระบางและปากเซให้กับไทย รวมทั้งหากฝรั่งเศสไม่ได้ปกครองอินโดจีนแล้ว ก็ขอให้คืนลาวและกัมพูชาให้ด้วย แต่รัฐบาลฝรั่งเศสปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว และในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2483 ฝรั่งเศสได้ส่งเครื่องบินเข้ามาทิ้งระเบิดในจังหวัดนครพนม กรณีพิพาทอินโดจีนจึงได้เริ่มขึ้น กองทัพบกสนามอันประกอบด้วย กองทัพบูรพา กองทัพอีสาน กองทัพพายัพและตำรวจสนามได้ปฏิบัติการรุกเข้าไปในดินแดนข้าศึก มีแนวรบตั้งแต่พื้นที่สามเหลี่ยมหรือตรงข้ามหลวงพระบาง จรดอ่าวไทย ท้ายสุดได้รับชัยชนะเมื่อ 27 เมษายน 2484 ทำให้ฝ่ายอินโดจีน ฝรั่งเศสต้องคืนดินแดนบางส่วนที่เสียไปคืนมา คือดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงเนื้อที่ประมาณ 79,029 ตารางกิโลเมตร
ผลการรบ กองทัพสนามได้รับชัยชนะทำให้ประเทศไทยมีวัฒนธรรมใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น เพลงปลุกใจวัฒนธรรมไทยนิยม รวมทั้งมีการสร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งยังคงตั้งตระหง่านมาจนถึงทุกวันนี้ในสงครามนี้ไทยสูญเสียทหาร 160 นาย ฝรั่งเศสสูญเสียทหาร 321 นาย
3.กรณีสงครามมหาเอเชียบูรพา เกิดขึ้นหลังจากประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสประกาศสงครามกับประเทศเยอรมัน ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นซึ่งเป็นพันธมิตรกับเยอรมัน จึงได้ส่งกองทัพเข้าไปในอินโดจีน เพื่อใช้เป็นฐานทัพ ในการส่งกำลังเข้าทำลายอิทธิพลของประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ จีน และฝรั่งเศส พร้อมได้ส่งกองทัพเข้ายึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญๆ ในเอเชียอาคเนย์ ในวันที่ 7 ธันวาคม 2484 เป็นการเปิดฉากสงครามมหาเอเชียบูรพา อังกฤษได้ส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่กรุงเทพฯ รัฐบาลไทยจึงประกาศสงครามกับอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2485 โดยเมื่อสงครามยุติลงทหารที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ส่วนหนึ่งได้ถูกปลดประจำการในสนามรบอย่างกะทันหัน ทำให้ทหารได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก
ทหารบางส่วน เช่นในสังกัดกองทัพพายัพ ซึ่งไปยึดเมืองเชียงตง ในรัฐฉาน เมื่อถูกปลดประจำการ ต้องเดินทางกลับบ้านด้วยตนเอง เดินทางด้วยเท้ามาตามทางรางรถไฟ ใช้เวลานานนับเดือน บางคนเสียชีวิตระหว่างเดินทางกลับ ครอบครัวต้องประสบความเดือดร้อนรัฐบาลในสมัยนั้น ซึ่งมีพลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการสร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังทหาร และเสริมความมั่นคงให้กับประเทศชาติ จึงมอบหมายให้กระทรวงกลาโหมโดย พลโท จิระ วิชิตสงคราม เป็นรัฐมนตรีไปพิจารณาหาทางช่วยเหลือ
โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการชื่อว่า “คณะกรรมการพิจารณาหาทางช่วยเหลือทหารกองหนุน” ซึ่งมี พลตรี หลวงศรานุชิต เป็นประธานกรรมการ ต่อมาได้มีการพิจารณาว่าการดำเนินการให้ความช่วยเหลือโดยคณะกรรมการไม่รัดกุม และเหมาะสมกับสถานการณ์
จึงได้จัดตั้งองค์การสงคราะห์ทหารผ่านศึกขึ้น โดยมีการออกพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเมื่อ พ.ศ.2491 และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2491 จึงได้กำหนดให้วันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันทหารผ่านศึกมาถึงทุกวันนี้ องค์การมีอายุก่อตั้งมาแล้ว 70 ปี ในสงครามนี้ ไทยถูกโจมตีทางอากาศถึง 250 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,900 คน บาดเจ็บประมาณ 30,000 คน
4.กรณีสงครามเกาหลี หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง คาบสมุทรเกาหลีถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเทศ คือตั้งแต่เส้นขนานที่ 38 ขึ้นไปเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี หรือเกาหลีเหนือ ภายใต้อิทธิพลและการสนับสนุนของโซเวียตรัสเซีย และจีน มีการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ และตั้งแต่เส้นขนานที่ 38 ลงมา เป็นสาธารณรัฐเกาหลีหรือเกาหลีใต้ มีการปกครองแบบประชาธิปไตย ภายใต้อิทธิพลและการสนับสนุนของสหรัฐอเมริกา เกาหลีเหนือได้ส่งกองทัพเข้ายึดกรุงโซลเมืองหลวงของเกาหลีใต้ได้ในปี พ.ศ.2493 สหประชาชาติได้ขอร้องให้ประเทศสมาชิกส่งกำลังเข้าไปช่วยเหลือประเทศเกาหลีใต้ ประเทศไทยในส่วนของกองทัพบกได้ส่งกรมผสมที่ 21 กองทัพเรือได้ส่งเรือหลวงประแส ท่าจีน บางปะกง และสีชัง กองทัพอากาศได้ส่งหน่วยบินลำเลียงและสภากาชาดไทยได้จัดหน่วยพยาบาล เข้าร่วมรบในสมรภูมิเกาหลีด้วย ทหารไทยเสียชีวิต 136 นาย และบาดเจ็บจำนวนมาก
5.กรณีสงครามเวียดนาม ภายหลังสงครามมหาเอเชียบูรพาได้ยุติลง โฮจิมินห์ ผู้นำฝ่ายคอมมิวนิสต์เวียดนาม ไม่ยอมขึ้นกับประเทศฝรั่งเศส จึงได้นำกำลังเข้าสู้กับฝรั่งเศส เป็นเวลาถึง 9 ปี สุดท้ายได้มีการลงนามใน “อนุสัญญา เจนีวา” พ.ศ.2497 โดยแบ่งเวียดนามออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ เวียดนามเหนือ มีการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ และเวียดนามใต้ มีการปกครองแบบประชาธิปไตย ผู้นำของเวียดนามเหนือได้พยายามที่จะรวมเวียดนามทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน จึงส่งกำลังกองโจร เวียดกง ก่อกวนแทรกซึมเข้าไปในเวียดนามใต้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.2488 เวียดนามใต้ได้ตระหนักดีว่าไม่สามารถต่อสู้กับฝ่ายเวียดนามเหนือได้ตามลำพัง จึงขอความช่วยเหลือจากประเทศฝ่ายโลกเสรี โดยขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลไทย เมื่อ 21 กรกฎาคม 2507 และรัฐบาลไทยได้ส่งกองกำลังโดยกองทัพบกส่งหน่วยจงอางศึก และกองพลเสือดำ กองทัพเรือส่งหน่วยซีฮอร์ส กองทัพอากาศส่งหน่วยบิน วิคตอรี่ มีทหารไทยสูญเสีย 470 นาย บาดเจ็บ 1,114 นาย
แสดงให้เห็นถึงเจตจำนงอันแน่วแน่ในการต่อสู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ ตลอดจนเผยแพร่ให้นานาประเทศได้ประจักษ์ในความกล้าหาญและความสามารถของทหารไทยทั้ง 3 เหล่าทัพ
6.กรณีนักรบนิรนาม 333 เป็นกองกำลังทหารและพลเรือนของไทยในนามเสือพรานที่ออกปฏิบัติการรบในพื้นที่ระวังป้องกันภายนอกประเทศ หรือเรียก “ยุทธศาสตร์การป้องกันในเขตหน้า” เป็นเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านฝั่งตะวันออก (ประเทศลาว) เพื่อป้องกันการไหลบ่าเข้ามาของกองกำลังต่างชาติ ภายใต้การสนับสนุนของลัทธิคอมมิวนิสต์เวียดนามเหนือ เพื่อเข้ายึดครองประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ.2514-2517 นักรบนิรนามที่สมัครใจไปรบจำนวนมาก เป็นผู้ที่ยอมเสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ ทำให้ประเทศไทยดำรงความเป็นชาติ และอยู่ได้อย่างภาคภูมิใจจนถึงปัจจุบัน ได้มีการสร้างอนุสาวรีย์นักรบนิรนามไว้ในพื้นที่ของกองทัพอากาศ ดอนเมือง บริเวณปากทางเข้าสนามกอล์ฟ ธูปะเตมีย์ การสู้รบนานประมาณ 6 ปี ทหารเสือพรานไทยพลีชีพ จำนวน 2,580 นาย บาดเจ็บนับหมื่นนาย ถูกจับเป็นเชลยศึกเกือบสามร้อยนาย หายสาบสูญอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีหลายร้อยศพที่ไม่สามารถนำร่างนักรบนิรนามกลับมาตุภูมิได้ จึงเป็นที่มาของการรวมตัวกันของอดีตทหารเก่า เพื่อเรียกร้องให้สังคมไทยยอมรับ “ภารกิจเพื่อชาติ” ในครั้งนั้น เพราะที่ผ่านมา ไม่มีการบันทึกวีรกรรมใดๆ ของพวกเขาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของกองทัพไทย และได้จัดตั้ง “สมาคมนักรบนิรนาม 333” ขึ้น
7.กรณีการสู้รบภายในประเทศ จากภัยของลัทธิคอมมิวนิสต์ และการก่อการร้ายรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่วันเสียงปืนแตก เมื่อ 7 สิงหาคม 2508 ที่บ้านนาบัว ต.โคกหินแฮ่ อ.เรณูนคร จ.นครพนม ในหลายยุทธการและหลายสมรภูมิการสู้รบ ทั้งภายในและการปกป้องแผ่นดินไทย ตามแนวชายแดนทุกด้านของประเทศจนได้รับชัยชนะ ต่อมามีการก่อการร้ายและแบ่งแยกดินแดนในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยการปล้นปืนในค่ายทหารเมื่อ 4 มกราคม 2547 จนถึงปัจจุบันนี้ที่รัฐบาลชุดปัจจุบันได้เข้ามาแก้ไขปัญหา ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเรื่อยๆ ได้มีเหล่าทหาร ตำรวจ พลเรือน ต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บทุพพลภาพเป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันอธิปไตยของไทยไว้ให้ชนรุ่นหลัง ได้อยู่กันอย่างสุขสบาย
นักรบต้องให้เกียรตินักรบ เมื่อยามสิ้นศึกไม่มีฝ่ายเขาฝ่ายเรา มีแต่ความเป็นเพื่อนที่จะร่วมมือร่วมใจกันถ่ายทอดพิษภัยของสงครามในอดีตแก่เยาวชนของตนได้รับรู้ เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย อนาคตจะใช้การแก้ปัญหาด้วยการเจรจา สร้างความสัมพันธ์ที่ดี มีสันติสุขอย่างถาวร ในระหว่างประเทศเพื่อนบ้านและในภูมิภาคนี้ตลอดกาล เป็นคำกล่าวของ พลอากาศเอก กันต์ พิมานทิพย์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ นายกสมาคมนักรบนิรนาม 333
เพราะฉะนั้นจากเพลง “เราสู้” ในท่อนท้าย “บ้านเมืองเรา เราต้องรักษา อยากทำลายเชิญมาเราสู้ เกียรติศักดิ์ของเรา เราเชิดชู เราสู้ไม่ถอยจนก้าวเดียว” ก็ขอให้ลูกหลานเหลนโหลนของไทยในอนาคต ได้พึงระลึกไว้ในใจอยู่เสมอว่า ชนชาติไทยเป็นชาตินักรบ พวกเราทุกคนต้องช่วยกันปกป้องบ้านเมืองอย่างเต็มที่ และต้องให้เกียรติยกย่อง บรรพบุรุษนักรบทหารผ่านศึกของไทยทุกคนในอดีต ตลอดไปตราบนานเท่านานด้วย
พลโท ทวี แจ่มจำรัส
ข้าราชการบำนาญ

