หน้าแรก บทความ ประชาธิปไตยไท...

ประชาธิปไตยไทยนิยมยั่งยืนกับการเมืองผีดิบ โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

30.01.18 | 13:00 น.

ในโลกของการต่อสู้ทางความคิดเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม เคยมีคนกล่าวไว้ว่า ถ้าอยากจะเปลี่ยนแปลง หรือ เปลี่ยนโลก ก็ต้องเริ่มที่การเปลี่ยนคำเปรียบเปรย (metaphor) เสียก่อน


ในเมืองไทยมีการอธิบายเรื่องของการเมืองแบบผีดิบอยู่บ่อยครั้ง แต่เรียกว่า “ซอมบี้” ผมเองก็เคยเขียนเรื่องนี้เพื่อเข้าใจเรื่องราวของการเมืองสีเสื้อเมื่อหลายปีก่อน งานเขียนรุ่นใหม่กว่านั้นก็มีตัวอย่างของ ท่านอาจารย์สรวิศ ชัยนาม และ คุณกฤดิกร วงศ์สว่างพานิช ที่นำเอาแนวคิดของ Henry Giroux เรื่อง Zombie Politics and Culture in the Age of Casino Capitalism มาเผยแพร่ในบ้านเรา

ใจความสำคัญของการเปรียบเปรยเรื่องของซอมบี้ หรือที่ผมอยากจะแปลว่า “ผีดิบ” นั้นก็คือ “ศพเดินได้ ที่วิ่งเข้าใส่เรา และฆ่าไม่ตาย เพราะมันตายอยู่แล้ว” ตามที่คุณกฤดิกรกล่าวเอาไว้ จากคำว่า living dead นั่นก็คือการที่ปัจเจกบุคคลนั้นไม่สามารถควบคุมสติ ตัวตน หรือความนึกคิดของตัวเองได้เลย และใช้ความรุนแรงเพื่อสนองระบบหรือกลไกอันไร้ความคิดของตนเองล้วนๆ เสมือนฝูงซอมบี้ที่เข้าทำร้ายสิ่งมีชีวิตอย่างไร้ความคิด แต่เป็นไปตามแรงขับของความบ้าคลั่ง หรือ เรากลายเป็นก้อนเนื้อที่เดินได้ ที่ความต้องการของตัวเราถูกแทนที่ด้วยความต้องการของระบบทุน

ในงานเก่าๆ ของผม เคยตั้งข้อสังเกตเล็กๆ เอาไว้ว่า มีความเป็นได้ที่เราจะไม่ตระหนักว่า ตัวเราก็อาจจะเป็นก้อนเนื้อที่เดินได้เช่นกัน ไม่ใช่วิจารณ์แต่ฝ่ายตรงข้ามเราว่า พวกเขาไม่มีความเข้าใจว่าพวกเขาถูกครอบงำอยู่ โดยไม่ตั้งคำถามว่าเราก็ถูกครอบงำเช่นกันไหม

Advertisement

ทีนี้มาตั้งคำถามกับคำว่า zombie กันอีกสักนิด ผมเองก็ยังไม่แน่ใจว่า เราจะแปลคำว่า ซอมบี้ มาเป็นคำไทยได้จริงๆ เพราะคำว่า ผีดิบ ในภาษาของเรานั้นมันคือ ผีที่ยังไม่ได้เผา ซึ่งมันอาจจะไม่ได้เป็นผีที่ใช้ความรุนแรง แต่หัวใจสำคัญอาจจะอยู่ที่การไม่สามารถเป็นตัวของตัวเอง เพราะถูกชักจูงจากคนที่มีอิทธิพลเหนือเรา

แต่มาดูอีกความหมายที่สำคัญของคำว่า ผีดิบ นั่นก็คือ ผีที่ไม่ได้เผา อันนี้ก็เป็นคำแปลที่ดูน่าสนใจไปอีกทาง นั่นหมายความว่าผีดิบคือผีที่ “ยังไปไม่พ้น” อะไรบางอย่าง

ทำให้คิดว่าที่น่าเศร้าใจในบ้านในเมืองเราก็คือว่า ในฐานะประชาชนตาดำๆ นั้น พวกเราถูกฆ่าตายไปในทางการเมืองเมื่อสี่ปีก่อนผ่านการทำรัฐประหาร หลังจากนั้น เรายังต้องเผชิญกับสภาวะที่คณะรัฐประหารในนามของรัฐบาลมาสั่งสอนและสั่งการให้เราต้องมีความคิดทางการเมืองในแบบที่เขาต้องการเข้าไปอีก (แทนที่จะได้เกิดใหม่ ยังขุดเราขึ้นมาสั่งการต่อไปอีก)

และโครงการล่าสุดที่พวกเขาพยายามจะทำในช่วงที่ขยายเวลาการเลือกตั้งออกไปอีกก็คือเรื่องของ ประชาธิปไตยไทยนิยม นี่แหละครับ

สิ่งที่ไม่เคยมีการอธิบายในประชาธิปไตยไทยนิยมก็คือ อะไรคือหลักการสากลที่เราไม่ทิ้ง

แต่สิ่งที่อธิบายกันเป็นวรรคเป็นเวรก็คือ ไทยนิยม คืออะไร ซึ่งผมก็ยังยืนยันว่ามันคือ การพยายามผสมปนเปกันของแนวคิดชาตินิยมและรัฐนิยมเข้าด้วยกัน นั่นคือ การอัดฉีดคุณค่าบางอย่างลงไปในสังคมผ่านการสั่งการของรัฐ เพื่อสร้างชุมชนจินตกรรมแห่งความเป็นไทยขึ้นมา ให้บรรลุภารกิจบางอย่าง

ล่าสุดนี้เอาจริงเอาจังขนาดสั่งการลงไปในเครือข่ายของรัฐโดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย และลงไปถึงตำบลหมู่บ้าน

แต่หากถอดรื้อสิ่งที่พยายามจะอัดฉีดลงไปในหัวของประชาชนนั้น กลับไม่พบการอภิปรายแนวคิดเรื่องของประชาธิปไตยอย่างจริงจังเอาเสียเลย อย่างมากก็มีการใช้คำหลวมๆ ว่าธรรมภิบาล ซึ่งหลักคิดธรรมาภิบาลนั้นก็ไม่ได้จะส่งเสริมคุณค่าประชาธิปไตยมากนักในสังคมไทย

ด้วยว่าหลักธรรมาภิบาลนั้นให้ความสำคัญกับการตรวจสอบรัฐและหน่วยงานรัฐด้วยเงื่อนไขหลายข้อ ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับอำนาจของประชาชนเหนือกลไกรัฐไปเสียทั้งหมด การตรวจสอบอาจเกิดจากเงื่อนไขอื่น เช่น ระเบียบ หรือ ผู้เชี่ยวชาญมากกว่าประชาชนก็อาจเป็นได้

และคำว่า “การมีส่วนร่วม” ในหลักธรรมาภิบาล ก็เป็นคำที่กว้างขวางและคลุมเครือยิ่ง ด้วยว่า การมีส่วนร่วมนั้นมีอยู่หลายประเภท ประเภทที่เรียกไปรับฟัง เรียกไปขอความเห็นก็มี

ไม่ได้หมายความว่าคนที่มีส่วนร่วมจะสามารถตรวจสอบ ควบคุม และทวงถามการปฏิบัติงานของรัฐได้เสมอไป

ความสำคัญของประชาธิปไตยที่เป็นหลักสากลและเป็นหลักที่ต้องมีนั้นไม่เคยถูกขับเน้นในปฏิบัติการไทยนิยมยั่งยืน สิ่งที่ถูกขับเน้นคือคำว่าไทยนิยม แล้วอย่างนี้จะไม่อธิบายว่าไทยนิยมคือการสร้างกระบวนการชาตินิยมโดยกลไกรัฐได้อย่างไร

ถ้าไม่ขับเน้นเรื่องของอำนาจของประชาชนเป็นหลัก สิ่งที่เราจะได้ออกมาจากกระบวนการไทยนิยมก็คือเรื่องของการยอมรับให้รัฐมีอำนาจในการอัดฉีดความคิดความเชื่อลงไปในสังคม และไม่สามารถแปรเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจของประชาชนกับรัฐให้ประชาชนอยู่บนยอดพีระมิดทางอำนาจได้เลย

และถ้าประชาชนไม่ได้อยู่บนยอดพีระมิดทางอำนาจ เราจะมีประชาธิปไตยได้อย่างไร สิ่งที่มีได้ก็คือรัฐนิยมที่พร่ำสอนความเป็นไทยโดยการจัดระเบียบประชาชนต่อไปเรื่อยๆ

ในหลักวิชาทางรัฐศาสตร์นั้น มีสิ่งหนึ่งที่น่าจะนำมาอภิปราย และประยุกต์ใช้ในการพิจารณาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย นั่นก็คือเรื่องของการ “ส่งเสริมประชาธิปไตย” (democracy promotion หรือ democracy promotion)

การส่งเสริมประชาธิปไตยนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวการศึกษาเรื่องของการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย แต่โดยเงื่อนไขเบื้องต้นนั้น การส่งเสริมประชาธิปไตยมักจะเป็นเรื่องของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลังความขัดแย้งในสังคมนั้นปะทุขึ้นมา จนถึงขั้นที่ต้องมีการแทรกแซงจากกองกำลังนานาชาติ ที่จะต้องเข้ามา “รักษาสันติภาพ และความสงบสุข” ในบ้านเมืองนั้น และเตรียมการไปสู่การเลือกตั้ง

การส่งเสริมประชาธิปไตยจึงมักจะเป็นเรื่องที่อภิปรายถกเถียงกันในหมู่ประเทศมหาอำนาจ หรือ ในเวทีนานาชาติว่าจะเข้า ออก หรือ เตรียมการเปลี่ยนผ่านในประเทศที่พังทลายลงด้วยความแตกแยกในสังคมนั้นอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการส่งเสริมประชาธิปไตยนั้นจะต้องเป้นเรื่องที่เกิดจากภายนอกประเทศเท่านั้น ในบางกรณีนั้นมีความเป็นไปได้ว่ารัฐบาลในยุคเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยนั้นก็สามารถเกิดขึ้นได้จากการที่เปิดให้กลุ่มอำนาจในประเทศได้แบ่งปันอำนาจกันและร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลในระยะเปลี่ยนผ่านขึ้นมาเป็นการชั่วคราว อย่างในกรณีแอฟริกาใต้ เป็นต้น

ที่กล่าวมานี้สิ่งที่มีการพิจารณากันก็คือ ความย้อนแย้งของการเปลี่ยนผ่าน ในความหมายที่ว่า รัฐบาลเปลี่ยนผ่านมักจะเป็นรัฐบาลที่สถาปนาอำนาจของตัวเองขึ้นมาโดยไม่ได้ใช้เงื่อนไขและหลักการของประชาธิปไตย ว่าง่ายๆ ก็คือเป็นรัฐบาลเผด็จการ แต่รัฐบาลดังกล่าวกลับมีเงื่อนไขที่จะต้องลงจากอำนาจเพื่อก้าวเข้าสู่ประชาธิปไตย

และบ่อยครั้งที่การเปลี่ยนผ่านนั้นไม่สามารถนำไปสู่ประชาธิปไตยได้จริง ทั้งจากการเตรียมการที่ไม่ดีพอ และจากความไม่จริงใจของผู้ที่ถือครองอำนาจในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สุดท้ายพยายามวางเงื่อนไขมากมายในการสืบทอดและสืบสานอำนาจนำของตัวเองต่อไป

ความสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน และการส่งเสริมประชาธิปไตยเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง ซึ่งหมายถึงว่า นอกจากจะมีการส่งเสริมประชาธิปไตยในหมู่ประชาชนแล้ว ก็จำต้องมีการส่งเสริมความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยในหมู่คนที่ถืออำนาจรัฐไปพร้อมๆ กันด้วย

ไม่เช่นนั้นประชาธิปไตยที่เป็นทั้งหลักสากล และทั้งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยมันจะไม่มีทางเกิด และสิ่งที่ได้มาแทนภายหลังจากการปลุกระดมรอบใหม่ของรัฐก็คือ ผีดิบรัฐนิยม ที่ถูกสั่งการอย่างเป็นระบบโดยกลไกราชการ และไม่ได้นำไปสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน แต่เป็นประชาธิปไตยผีดิบที่ยั่งยืนเสียมากกว่า

สิ่งที่นักส่งเสริมประชาธิปไตย (democratic promoter) จะต้องมีก่อนที่จะไปสอนคนอื่นก็คือ “ความเข้าใจ ที่มีต่อเงื่่อนไขที่ส่งเสริมประชาธิปไตย ที่ไม่ใช่เรื่องเดียวกับ” กลไกรัฐที่ใช้ไปทำอะไรก็ได้ รวมทั้งเชื่อว่า “ใช้สอนประชาธิปไตย” ก็ได้

เงื่อนไขสำคัญที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตย ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะต้อง “เกิดก่อน และเติบโตให้ได้เสียก่อน” เพราะอาจจะสามารถทำไปพร้อมๆ กัน (ไม่เช่นนั้นผู้มีอำนาจอาจอ้างเหตุในการขยายเวลาไปเรื่อยๆ ภายใต้ข้ออ้างความไม่พร้อมของสังคมและประชาชน) ก็คือเรื่องของการมีเศรษฐกิจที่ประชาชนอยู่ได้ การมีเครือข่ายอำนาจของประชาชนที่แข็งแรงจนสามารถตรวจสอบและแบ่งปันอำนาจกับรัฐได้ (นี่คือความหมายของประชาสังคม ที่ไม่ได้หมายถึงองค์กรอะไรก็ได้ที่รัฐสามารถไปต่อรองอำนาจด้วยเพื่อให้เข้ามาเป็นแม่น้ำสายต่างๆ และสืบสานอำนาจเผด็จการต่อไป) การมีสื่อที่อิสระ การมีพรรคการเมืองที่ไม่ถูกห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง และการมีความเข้าใจในเรื่องของคุณค่าและความหมายของคำว่าประชาธิปไตย

เงื่อนไขที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ในการที่จะมีประชาธิปไตยได้นั้น สังคมนั้นจักต้องมีเสรีภาพ และที่สำคัญก็คือ ปัญหาของการใช้เสรีภาพนั้นไม่ได้มีแค่ข้ออ้างในการจำกัดเสรีภาพประชาชนในนามของการป้องกันไม่ให้เกิดการใช้เสรีภาพที่ไปละเมิดเสรีภาพของคนอื่นเท่านั้น

แต่ต้องจำกัดเสรีภาพของรัฐในการละเมิดอำนาจของประชาชนด้วย นั่นหมายความว่า ไม่ใช่รัฐละเมิดเสรีภาพประชาชนไม่ได้ แต่การละเมิดเสรีภาพของรัฐต่อประชาชนนั้นไม่ความทำไปด้วยอำเภอใจของรัฐเอง หรือทำไปตามข้ออ้างที่รัฐสร้างขึ้น

แต่การละเมิดเสรีภาพหรือจำกัดเสรีภาพของประชาชนโดยรัฐนั้นจะต้องถูกตรวจสอบโดยประชาชนอย่างเอาจริงเอาจังและอย่างเป็นระบบ มิเช่นนั้นเราจะไม่มีวันบรรลุถึงประชาธิปไตยที่เป็นประโยชน์กับประชาชน โดยประชาชน และ เพื่อประชาชนเลย เราจะกลายเป็นสังคมที่เชื่อฟังรัฐแบบที่รัฐสั่งอะไรก็ได้ในนามของความเป็นไทย ในนามของความสามัคคี ในนามของการไม่แตกแยก โดยที่เราไม่มีอำนาจใดๆ ในการตรวจสอบรัฐทั้งสิ้น

นอกจากเงื่อนไขข้างต้นที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตยและความสำเร็จในการส่งเสริมประชาธิปไตยแล้ว สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ความเข้าใจการมีความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมืองในแบบประชาธิปไตย (democratic political order) ซึ่งโดยทั่วไปนักรัฐศาสตร์มักจะหล่นไปในกับดักของคำอธิบายเรื่องเสถียรภาพทางการเมือง ในแบบไม่เป็นประชาธิปไตย ที่เสนอโดย Huntington มาโดยตลอด นั่นก็คือให้ความสำคัญกับเรื่องของความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมืองก่อนเรื่องเสรีภาพและประชาธิปไตย

ทั้งที่ในมิติทางประวัติศาสตร์เอง ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยนั้นงานวิจัยใหม่ๆ พบว่าในกรณีของประชาธิปไตยในอเมริกาเองนั้น เสถียรภาพหรือระเบียบทางการเมืองแบบประชาธิปไตยนั้นถูกสร้างขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญนับเนื่องมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1930 เป็นต้นมา โดยเฉพาะในช่วงสิบปีแรกนั้น ความสำคัญอยู่ที่การขยายบทบาทของรัฐในการให้สวัสดิการแก่ประชาชนผ่านรัฐบาลในระดับสหพันธ์รัฐ และการเติบโตขึ้นของขบวนการแรงงาน นอกจากนี้ พัฒนาการในยุคต่อมาของการสร้างระเบียบหรือเสถียรภาพทางการเมืองแบบประชาธิปไตยนั้นเกิดขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของการขยายสิทธิเสรีภาพของพลเมือง (civil rights) ในสังคมอเมริกา

กล่าวง่ายๆ ก็คือ การจะเกิด “ประชาธิปไตยอเมริกานิยม” ที่เข้มแข็งยั่งยืนนั้น เกิดมาจากการที่พลังฝ่ายก้าวหน้า โดยเฉพาะชนชั้นกลางที่ไม่ได้มีลักษณะอนุรักษนิยมทำงานร่วมกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมโดยเฉพาะกับกลุ่มแรงงาน ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมสวัสดิการและยกระดับชีวิตของทุกคน (ไม่ใช่ระบบอนาถาถ้วนหน้า คือต้องประกาศว่าจนแล้วไปร้องขอความช่วยเหลือ แต่เป็นเรื่องของการยอมรับอำนาจและยอมรับสิทธิของประชาชนที่จะได้รับสวัสดิการรัฐ เพราะประชาชนเป็นเจ้าของรัฐ) จากนั้น ก็ขยายตัวไปในพื้นที่ทางสังคมที่กว้างกว่าเรื่องของเศรษฐกิจไปสู่เรื่องของการเมืองในปริมณฑลที่กว้างขึ้น เช่นเรื่องของ ผู้หญิง และ คนผิวสีในยุคต่อๆ มา ซึ่งทำให้เราเห็นว่าในปัจจุบัน แม้ว่าทรัมป์จะได้รับเลือกตั้ง แต่ทรัมป์ก็จะต้องเผชิญกับแรงต้านทานมากมายหากเขาจะพาประเทศออกจากเงื่อนไขประชาธิปไตยที่ยั่งยืนนั่นแหละครับ

ส่วนกรณีบ้านเรา ผมก็ไม่แน่ใจว่า การเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยไทยรอบนี้ จะจบลงด้วยประชาธิปไตยแบบไหน และก็ยังนึกไม่ออกว่าประชาธิปไตยไทยนิยมนี่จะทำให้การเลือกตั้งรอบนี้มีผลลัพธ์ไปในทางไหน

หรือว่าสุดท้ายจะได้ประชาธิปไตยผีดิบแบบไทยๆ มาแทน โดยไม่ได้มีเนื้อหาและหัวใจของประชาธิปไตยอะไรสักอย่าง แต่ประสบผลสำเร็จในแง่ของการเป็นสนามให้ระบบราชการและรัฐอำนาจนิยมได้แสดงแสนยานุภาพของการระดมคนและปลูกฝังอุดมการณ์และการสั่งการได้อีกครั้งหนึ่ง โดยที่ไม่เกิดเงื่อนไขของการติดตาม ตรวจสอบของประชาชนต่อรัฐในฐานะที่ประชาชนเป็นใหญ่แม้แต่น้อย

หมายเหตุ : พิจารณาเพิ่มเติมได้จาก กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช. “Politics of Zombie: ชีวิตฉัน มันของใคร?”. The Matter. 23/10/2017, พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์. “แทกซี่ ซอมบี้ และผีอีกหลายรูปแบบในเมือง: เสี้ยวหนึ่งของการต่อสู้ทางการเมืองของคนเสื้อแดง ก่อนและหลังการกระชับพื้นที่ ที่ผ่านฟ้าฯ และ ราชประสงค์ พ.ศ. 2553. ใน ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา. Red Why: แดงทำไม สังคมไทย ปัญหา และ การมาของคนเสื้อแดง. Openbooks, 2553, S.Huntington. Political Order in Changing Societies. Yale University Press. L.Diamond. Promoting Democracy in Post-Conflict and Failed States: Lesson and Challenges. Paper for the National Policy Forum on Terrorism, Security, and America’s Purpose. Washington C. September 2005. และ D.Plotke. Building a Democratic Political Order. Cambridge University Press, 1996.)