หน้าแรก บทความ รถไฟขบวนสุดท้...

รถไฟขบวนสุดท้าย หนีตายด้วยปฏิวัติการศึกษา : เพชร เหมือนพันธุ์

5.02.18 | 12:00 น.

พ.ศ.2561 หรือปี ค.ศ.2018 เป็นปีที่โลกจะเผชิญกับหายนภัยชนิดใหม่ที่มีชื่อว่า “ดิจิทัลเทคโนโลยีภัย” เกิดจากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล กระแสของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลจะเปลี่ยนโลก เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์บนโลก จะทำให้เกิดการทำลายแบบพลิกผัน (disruption) เป็นภัยคุกคามที่รุนแรงในโลกในต้นศตวรรษที่ 21 นี้

เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก (Disruptive Technologies) เป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มาถึงจุดที่ทำให้รูปแบบการดำเนินชีวิตการประกอบธุรกิจและเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงจนไม่สามารถจะจินตนาการได้ สิ่งใดๆ ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทันก็จะล่มสลายหายไป สิ่งใดที่ปรับตัวทันก็จะคงอยู่และจะเกิดสิ่งใหม่ขึ้นมาแทน ชนิดที่เรียกว่าไม่พัฒนาก็ต้องตาม (Creative or Die)

นวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยีที่กำลังเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงในช่วง 2 ทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 21 นี้ เช่น อินเตอร์เน็ตไร้สาย ยานพาหนะไร้คนขับ พลังงานทางเลือก ( พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมฯ) เทคโนโลยีพันธุกรรมชั้นสูง หรือหุ่นยนต์ต่างๆ เป็นต้น

เรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายที่เป็นภัยคุกคามแบบใหม่ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทุกคนจึงต้องตระหนักถึงหายนภัยที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างมีสติ บัดนี้ “เทคโนโลยีดิจิทัลภัย” เข้ามาถึงห้องนอนแล้ว รถไฟขบวนสุดท้ายที่จะนำประเทศชาติรอดพ้นจากภัยคุกคามครั้งนี้ได้คือ “การศึกษา”

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ผู้บังคับการขบวนรถไฟการศึกษาขบวนสุดท้ายที่จะนำอนาคตของชาติหนีภัยคุกคามครั้งนี้จะพาชาติรอดพ้นจากภัยคุกคามได้เพียงใด รถไฟความเร็วสูงได้สั่งเตรียมพร้อมหรือยัง ถ้ายังจะใช้ขบวนรถไฟรุ่นเก่าที่เริ่มใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 คงพาผู้โดยสารไปตายไม่รอดแน่ ท่านมีเวลาจำกัดนะ เหลือเวลาตามอายุรัฐบาลประมาณ 1 ปี หรือ 12 เดือนเท่านั้น

Advertisement

รถไฟความเร็วสูงทางการศึกษาที่จะพาประเทศชาติหนีตายได้จะต้องมีสมรรถนะและศักยภาพสูงเหมือนกับคำตอบที่การศึกษาเราต้องเป็นระบบการศึกษาที่ทันสมัย มีศักยภาพและสมรรถภาพเช่นกัน

หลักสูตรการศึกษาไทยที่ใช้อยู่ปัจจุบันนี้โบราณแล้ว นำเข้ามาใช้ตั้งแต่ปี 2521 อายุได้ 40 ปี เหมือนรถไฟรุ่นเก่า เทคโนโลยีตกสมัย แม้จะยกเครื่องในปี 2535 ปี 2544 และปี 2552 แต่ก็ยังเป็นโครงสร้างแบบเดิม ขณะที่เทคโนโลยีล้ำหน้าของนานาชาติเขาไปไกลแล้ว

ทราบว่าท่าน นพ.ธีระเกียรติกำลังให้สำนักงานเลขาธิการอาชีวศึกษาจัดทำหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นเพื่อจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นสมรรถนะ หรือ E to E : Education to Employment : Vocational Boot Camp เป็นหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น (Sort Course) จำนวน 3,888 หลักสูตร มีผู้เข้ารับการอบรมกว่า 80,000 คน นับว่าทันยุคทันสมัยที่ทุกคนต้องการเรียนทักษะวิชาชีพระยะสั้นสามารถนำไปใช้ได้เลย ก็ขอชื่นชมและให้กำลังใจครับ แต่ต้องดูแลจัดการให้ถึงเพราะเคยมีหลักสูตรการอาชีพระยะสั้นของกระทรวงศึกษาธิการที่มอบหมายให้ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนทำแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะขาดการติดตามควบคุมกำกับอย่างจริงจัง

หลักสูตรการศึกษาที่จะตอบคำถามหนีภัยคุกคามครั้งนี้ได้ต้องเป็นหลักสูตรที่จับต้องได้ ผู้เรียนสามารถนำไปทำมาหากินได้ทันที ไม่ต้องยัดเยียดเนื้อหาสาระมากเกินไป ศาสตร์ความรู้วิทยาการต่างๆ อยู่ในอินเตอร์เน็ตหมดแล้ว สืบค้นหาได้ ควรเป็นหลักสูตรระยะสั้น เป็น Package Course หรือ Sort Course สอนทฤษฎีให้น้อย ฝึกให้มาก ผู้เรียนได้ลงมือฝึกปฏิบัติจริง เรียนจบแล้วนำไปใช้ทำงานได้เลย เช่น สถาบันปัญญาภิวัฒน์ บริษัทข้ามชาติ เช่น Google, Microsoft กำลังจะเปิดสถาบันสอนผลิตคนทำงานของตนเอง เป็นต้น

น.อ.ผศ.ดร.ศรายุทธ กันหลัง อดีตคณะกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Bangkok Post เขียนเล่าลงในไลน์ว่า … “การล่มสลายของแนวคิด/รูปแบบการศึกษาแบบเดิม มีแนวโน้มจะเป็นจริงแล้ว และเชื่อว่าคนรุ่นใหม่จะมีเฮ เพราะคุณจะหมดสงสัยว่า เรียน 20 ปี ไปรับเงินเดือนไม่พอใช้ เรียนไปทำไม”

ตัวอย่างหลักสูตรระยะสั้นที่ประสบผลสำเร็จในโลกที่กำลังจะเตรียมหนีภัยคุกคาม เช่น Mr.Salman Khan ชาวอเมริกัน ผู้เกิดที่เมือง New Orleans USA ปัจจุบันมีอายุ 35 ปี ผู้ก่อตั้งสถาบัน Khan Academy ในอเมริกา คุณพ่อเป็นชาวบังกลาเทศ คุณแม่เป็นชาวอินเดีย เรียนจบปริญญาตรี 3 ใบ คือ B.S in Mathematics, B.S in Electrics Engineering, B.S in Computer Science จาก Massachusetts Institute of Technology และเรียนจบปริญญาโทจาก Harvard Business School หลังจบแล้ว เขาทำงานเป็น Hedge Fund Manager

หลังจากนั้นเขาได้มาก่อตั้งสถาบัน Khan Academy ขึ้นมาโดยเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลประโยชน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ให้แก่คนทั้งโลก เพื่อให้ผู้ที่มีคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตได้เรียนฟรี ไม่คิดมูลค่าใดๆ ทั้งสิ้น

จุดเริ่มต้นของการก่อตั้งสถาบัน Khan Academy เกิดขึ้นเมื่อปี 2004 Khan ได้ติวความรู้ให้แก่ญาติของเขาชื่อ Nadia ในวิชาคณิตศาสตร์ ต่อมามีญาติและคนอื่นๆ ต้องการเรียนด้วย เขาจึงเริ่มอัดวิดีโอการสอนลงใน Youtube ซึ่งต่อมาได้รับความนิยมมากในหมู่นักเรียน เขาจึงตัดสินใจลาออกจากงาน Hedge Fund Analyst ที่ Capital Management ในปี 2009 มุ่งหน้าสอนบทเรียนต่างๆ จนก่อตั้งเป็นสถาบันขึ้น

เครื่องมือการสอนของเขามีเพียงคอมพิวเตอร์ 1 ตัว Digital Notepad 1 ชุด และกล้องถ่ายวิดีโอ 1 ตัว เขาใช้อินเตอร์เน็ต และ You tube สร้าง Leverage of Education ในการเผยแพร่บทเรียนไปทั่วโลก โดยผู้เรียนมีเพียง computer, Internet ที่สามารถดู Youtube ได้เท่านั้น

บทเรียนต่างๆ เป็นคลิปวิดีโอ บน Youtube คลิปละ 6-8 นาที อธิบายเรื่องยากๆ เช่น ทฤษฎีคณิตศาสตร์ การเงิน เศรษฐศาสตร์ ให้เป็นเรื่องง่าย บทเรียนที่เขาสร้างไว้เมื่อปี 2011 มีประมาณ 3,000 กว่าบทเรียน ทุกวันจะมีคนเข้ามาเรียนผ่านคลิปการสอน มีประมาณ 70,000 คน จากทั่วโลก เนื้อหามีหลากหลายวิชา เช่น เศรษฐศาสตร์, ประวัติศาสตร์, คณิตศาสตร์, เคมี, ฟิสิกส์, ชีวะฯ และอีกมากมาย เขาได้รับการสนับสนุนจากอาสาสมัครจำนวนมากและได้รับความสนับสนุนจาก Youtube และ Bill Gates แห่ง Microsoft ให้เงินสนับสนุนเขาถึงกว่า 300 ล้านบาท และ Bill Gates ยังพูดว่า ผมจะให้ลูกผมเรียนกับ Khan Academy

Khan Academy ได้เข้ามาปฏิวัติแนวคิดการจัดการศึกษาโดยสิ้นเชิง จัดเนื้อหาหลักสูตรสั้นๆ ตัดแบ่งเป็นตอนๆ ด้วยกำลังการผลิตเพียงคนเดียว พร้อมกับอุปกรณ์การสอนคือ คอมพิวเตอร์ที่ต่อเน็ตได้ พร้อม Digital Notepad 1 ชุด และกล้องถ่ายวิดีโอดิจิทัล 1 ตัว ก็สามารถสร้างบทเรียนที่เข้าใจได้ง่ายๆ

Bill Gates มหาเศรษฐีโลก พูดในงาน Aspen Ideas Festival 2020 ว่า ผมใช้ Khan Academy สอนลูกผม … นี้คือ Leverage of Education (การลงทุนทางการศึกษาที่ลงทุนน้อย แต่ได้กำไรมาก) มันจะส่งผลมหาศาลต่อการยกระดับการศึกษาสู่วงกว้าง ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด เท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของโลก

จุดเด่นของ Khan Academy คือ สอนเรื่องยากๆ ให้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ เรียนที่ไหน วันใด เวลาใดก็ได้ เรียนแล้วเรียนอีกก็ได้

ช่องทางการเรียนจาก Khan Academy เรียนผ่าน Youtube ดังนี้ Youtube Chanel Youtube com / khan academy หรือเว็บไซต์หลัก ที่ khanacademy.org ซึ่งแต่ละช่องทางจะมีความแตกต่างกัน หากเข้าไปศึกษาผ่านเว็บไซต์จะมีแบบทดสอบความเข้าใจเรื่องต่างๆ ให้ เช่นเดียวกับเรียนในห้องเรียน

Mr.Salman Khan ได้พยากรณ์ไว้ว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า การรับสมัครคนเข้าทำงานและรับคนเข้าทำงานจะเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ การศึกษาเฉพาะทางจะมาแรง การเรียนแบบจับฉ่ายจะหมดไป ระบบการศึกษาในปัจจุบันยังยึดตามกฎเมื่อ 200 ปีที่แล้ว คือ บังคับเรียนหลายวิชา แต่ละวิชาต้องสอบให้ผ่านตามเกณฑ์ หากสอบไม่ผ่านก็ไปต่อไม่ได้ หรือไม่มีสิทธิลงเรียนวิชาอื่น เทคโนโลยีดิจิทัลจะก่อให้เกิดแพลตฟอร์มทางการศึกษาทางเลือกมากมาย จะทำให้คนสามารถมุ่งไปเรียนสิ่งที่อยากเรียนอยากรู้ได้ทันทีแล้วเอาให้สุดในจุดที่ยืน Google, Microsoft จะกลายเป็นสถาบันการศึกษาเสียเอง ตัวอย่างเช่น Google ประกาศหลักสูตร IT Support Professional Certificate ผู้เข้าเรียนไม่ต้องมีพื้นฐานใดๆ ก็เรียนได้ จบออกใบรับรองใบสมัครงานได้ และยังพยากรณ์ว่าวุฒิการศึกษาในระบบจะหมดราคา เพราะเอกชนจะออกวุฒิบัตรกันเอง จึงมีหลายบริษัทในอเมริกาและบางบริษัทในไทยต้องจัดให้มีการสมัครสอบเข้าทำงานด้วยข้อสอบและวิธีของบริษัทเองเพราะวุฒิการศึกษาไม่สามารถยืนยันความสามารถได้ ในอนาคตคนจะทำงานก่อนแล้วจะเรียนทีหลัง คนที่จบจากระบบการศึกษาแบบเดิมจะตกงานเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง วุฒิการศึกษาอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีประวัติผลงานหรือพอร์ตโฟริโอด้วย

เด็กไทยทุกวันนี้เรียนจบปริญญาตรีมาแล้วสอบบรรจุไม่ได้มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นแทบทุกสาขาวิชาชีพ

ตัวอย่างนักเรียนคนหนึ่งที่ได้เรียนรู้จาก Khan academy ที่เขียนลงใน Dek – D.com เล่าว่า

… “ผมเองก็เพิ่งจะมาค้นพบเว็บไซต์นี้เมื่อไม่นานมานี้เอง ตอนอยู่ ม.6 สายวิทย์แล้วก็ใกล้สอบกลางภาคแล้วด้วย เกรดก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ประมาณ 2.6 (ได้เกรด 4 ภาษาอังกฤษอยู่วิชาเดียว 5555 ที่เหลือ ไม่ 1 ก็ 2.5) พอดีมีบางเรื่องที่เรียนไม่เข้าใจ เลยลองไป search ใน Youtube ก็ไปเจอ khan academy พอลองเปิดดู (โดยส่วนตัวผมฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่องอยู่แล้ว) ผมแทบอึ้ง เขาอธิบายได้รู้เรื่องมากๆ แบบที่เรียนกันในห้อง 2 ชม. ยังได้ไม่เท่าดูวิดีโอเพียงแค่ 10 กว่านาทีเอง… ตั้งแต่นั้นมาผมก็ตั้งหน้าตั้งตาเรียนใน khan academy มันมีทุกเรื่องที่เราเรียนกันในมัธยมเลยทีเดียว มีคนสอนอยู่คนเดียว คือ Salman Khan (คนเดียวสอนได้ทุกวิชาได้ไงเนี่ย!!! O.O) เป็นเว็บเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษทั้งหมด แต่ตอนนี้มีการนำมาแปลเป็น Sub ภาษาต่างๆ มากมาย”

วันนี้เราตระหนักรู้ว่าภัยคุกคามเข้ามาใกล้ตัวแล้ว เห็นทีเราต้องขึ้นต้นไม้ช่วยคาถา ต่างต้องช่วยตัวเองก่อน เรายังไม่มั่นใจว่ารถไฟขบวนสุดท้ายว่าจะเป็นรถไฟความเร็วสูงดังที่หวังไว้ได้หรือไม่ ภาพที่ไม่อยากจะเห็นในอนาคตก็คือ คนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานเป็นเจ้านายของคนไทยในองค์กรทางธุรกิจของประเทศไทย ส่วนคนไทยกลายไปเป็นลูกน้องเขาในบ้านตนเอง ช่างน่าเวทนา

เพชร เหมือนพันธุ์