หน้าแรก บทความ ไทยนิยม&#8230...

ไทยนิยม…ไหนว่าการศึกษาคือทางออก โดย:สมหมาย ปาริจฉัตต์

15.02.18 | 13:25 น.

คณะกรรมการอำนวยการโครงการไทยนิยมยั่งยืนออกตัวเป็นการใหญ่ ประกาศสาระการขับเคลื่อน 10 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.สัญญาประชาคมผูกใจเป็นหนึ่ง 2.คนไทยไม่ทิ้งกัน 3.ชุมชนอยู่ดีมีสุข 4.วิถีไทยวิถีพอเพียง 5.รู้สิทธิ รู้หน้าที่ รู้กฎหมาย

6.รู้กลไกการบริหารราชการ 7.รู้รักประชาธิปไตยไทยนิยม 8.รู้เท่าทันเทคโนโลยี 9.ร่วมแก้ไขปัญหายาเสพติด 10.ตามภารกิจของทุกหน่วยงาน

จะส่งทีมขับเคลื่อนโครงการลงไปถึงระดับตำบล 7663 ทีม ทุกพื้นที่เทศบาล 6052 ชุมชนและทุกเขตใน กทม. 2067 ชุมชน รวม 75,032 หมู่บ้าน

ขอใช้งบประมาณจากงบเพิ่มเติมกลางปี 2561 ไม่มาก ไม่น้อย แค่ 150,000 ล้านบาท แค่นั้นจริงๆ

ใครจะนินทาว่าร้ายว่าหาเสียงล่วงหน้า ไม่สน ล้วนพวกปากหอย ปากปูทั้งนั้น

Advertisement

เหตุผลการออกตัวเร็วไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ยังไม่แน่ว่าจะเลื่อนเวลาออกไปเป็นเมื่อไหร่ แต่เพราะว่าท่านรองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คิดและผลักดันโครงการมากมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจออกไปแล้วรวมหลายแสนล้าน แต่เสียงสะท้อนจากชาวบ้านฐานรากยังบอกว่าไม่ดี ไม่ฟื้นจริง ปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ยังย่ำแย่

เหตุนี้จึงเป็นหน้าที่ของทีมงานไทยนิยมออกไปเคลื่อนไหว ให้ข้อมูลข่าวสาร ทำโครงการกระตุ้น 10 ข้อไปด้วย พร้อมรับฟังปัญหาของชาวบ้านสะท้อนขึ้นมา นั่นเป็นความเคลื่อนไหวหลักที่กำลังขะมักเขม้นเวลานี้

อีกส่วนหนึ่งคณะกรรมการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) กำหนดแนวทางขับเคลื่อนงานกองทุนหมู่บ้านต่อไป ขอเงินงบประมาณเพิ่มเติมกลางปี 2561 อีกเหมือนกัน 20,000 ล้านบาท ต่อ
ยอดจากโครงการปีที่แล้วตามแนวทางประชารัฐ ที่รัฐบาลจัดสรรเงินลงไปให้กองทุนหมู่บ้านละ 2 แสนบาทแล้ว

เอาเงินใหม่ไปทำต่อ เรื่องการท่องเที่ยว เพิ่มรายได้ชุมชน ร้านค้าชุมชน วิสาหกิจชุมชน การผลิต และการแปรรูป อะไรพวกนี้

ทั้งสองงานหลักนี้ ก็หวังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้ลืมตาอ้าปากจริงๆ เสียที

ครับ ผมเอาเรื่องนี้มาสานเสวนาก็ด้วยความเป็นห่วง เพราะมุ่งแต่กระตุ้นเศรษฐกิจ แก้รวยกระจุก จนกระจาย หรืออย่างไรก็แล้วแต่ ความเป็นจริงอีกด้าน สังคม การศึกษา วัฒนธรรม มีโจทย์ให้ทำเยอะไม่แพ้กัน แต่ดูเหมือนว่า กำลังจะถูกละเลย ลืมไปเรื่อยๆ

โดยเฉพาะการศึกษา ที่คุยนักคุยหนาว่าจะเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ต้องลงทุนพัฒนาคน พัฒนาการศึกษาให้เด็กไทยรู้เท่าทันเทคโนโลยี ไทยแลนด์ 4.0 มีความรู้ ความสามารถครบถ้วนตามความจำเป็นในศตวรรษที่ 21 เป็นนักคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง

แต่ความเป็นจริงที่ยังไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไข คือ ทรัพยากรสำคัญที่จะเป็นเครื่องมือส่งเสริมความรู้ ความสามารถของเด็กและเยาวชน กับการพัฒนาครูอาจารย์ซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญในการพัฒนาเด็ก กลับถดถอย ยังไม่มีความชัดเจน

งบประมาณจัดซื้อหนังสือเรียนให้นักเรียนทั้งสายสามัญและสายอาชีวะถูกสำนักงบประมาณตัดเหี้ยนเอาคืนไปตั้งแต่ปี 2560 กว่า 4,000 ล้านบาท มาถึงงบประมาณปีใหม่ 2561 ก็ยังไม่ยอมคายคืนมา

จนกระทรวงศึกษาธิการต้องทำเรื่องของบประมาณกลางปี 2561 เหมือนกัน เอามาทดแทนแค่ 1,500 ล้านบาท ยังไม่มีคำตอบใดๆ ว่าจะได้หรือไม่ ขณะที่งบกระตุ้นเศรษฐกิจประชารัฐ ไทยนิยม เดินหน้าเอา เดินหน้าเอา ไม่หยุด

ไหนปากพร่ำว่าเห็นความสำคัญ ให้ความสำคัญกับการศึกษา มีกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการศึกษาขึ้นมาเป็นพิเศษตามรัฐธรรมนูญทีเดียว แต่งบประมาณจัดซื้อหนังสือเรียนฟรีให้เด็กถูกตัดไป ไม่มีใครออกมาโวยวาย ทั้งๆ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญชัดเจนว่ารัฐต้องทำ
กับอีกโครงการที่มีเค้าว่าจะแห้ว คือการพัฒนาครู จากเดิมให้คูปองครู เลือกหลักสูตรอบรมพัฒนาหัวละหมื่น หลักการดีแต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ติติงเรื่องกระบวนการจัดอบรมพัฒนาควรปรับใหม่ ไม่เป็นการอบรมแบบโฮเตลเบส ออกนอกโรงเรียนไปตามโรงแรม ทำให้ครูทิ้งเด็ก ทิ้งห้องเรียน
คณะผู้รับผิดชอบกำลังจะปรับแนวทางดำเนินการใหม่ให้ได้ผลคุ้มค่าเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ปรากฏว่างบประมาณไม่มีแล้ว ไม่ถูกตั้งไว้ในปี 2561

จะขอใช้งบประมาณกลางปีหรืองบกลางซึ่งตั้งไว้ที่ทำเนียบมาทำต่อ ก็ยังไม่มีใครจะให้คำตอบ ยืนยันว่าเรื่องสำคัญอย่างนี้ต้องเดินหน้า

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งครู ทั้งนักเรียนจะเดินต่อหรือจะเลิก สู้เอาเงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจ เรื่องปากท้อง เห็นผลชัด ได้คะแนนิยมเร็วดี มีรูปธรรมกว่า ใช่หรือไม่ ใกล้เลือกตั้งแล้ว(ฮา)

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ก็เพียงเพราะไม่ต้องการให้ท่านผู้นำทำเป็นลืม ที่เคยพูดไว้หลายวาระ จะคืนความสุขให้ครู จะคืนครูให้นักเรียน จะพัฒนาครูให้ทันสมัย เพื่อตอบโจทย์การศึกษา 4.0 นั่นไง