กัญชากำลังมีความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่ มีประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับกัญชาประเทศในแถบตะวันตก ได้แก่ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี โปรตุเกส รวมถึงอังกฤษ และสหรัฐอเมริกามีนโยบายที่ผ่อนปรน ลดทอนความผิดคดียาเสพติด (Decriminalization) ลดทอนบทลงโทษ เช่น การครอบครองและเสพกัญชาเฉพาะตัวในปริมาณเล็กน้อย อาจเพียงแค่ตักเตือนให้ทำงานบริการสังคม หรือปรับจึงเป็นวิธีการที่อยู่กึ่งกลางระหว่างการห้ามอย่างเด็ดขาด (Prohibition) กับการทำให้การเสพยาเสพติดถูกต้องตามกฎหมาย (Legalization) ในประเทศสหรัฐอเมริกา นโยบายระดับรัฐบาลกลางยังค่อนข้างมีความเข้มข้น แต่ในระดับมลรัฐ ซึ่งเคยเน้นการปราบปรามทั้งผู้ขายและผู้เสพอย่างหนักกลับเริ่มทยอยใช้นโยบายลดทอนความผิดคดียาเสพติด (Decriminalization) มากขึ้น
ในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกามีการจัดตั้งศาลยาเสพติด (Drug Court) หรือศาลเพื่อการบำบัดรักษายาเสพติด (Drug Treatment Court) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเชิงบำบัดฟื้นฟู น่านำมาพิจารณาในประเทศไทยด้วย ในกรณีสมัครใจรับการบำบัดรักษาในญี่ปุ่นจะต้องลงทะเบียนแสดงตน แต่ในประเทศตะวันตกจะไม่มีการลงประวัติ เรียกว่าศูนย์บำบัดยาเสพติดนิรนาม (Narcotics Anonymous-NA) ในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ Drug Addicts Anonymous (DAA) ในประเทศอังกฤษ
โปรตุเกส มีคณะกรรมการยับยั้งการติดยา ประกอบด้วยกรรมการหลายสาขาอันได้แก่ นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา และนักสังคมวิทยา คณะกรรมการสังกัดกระทรวงสาธารณสุข แต่ไม่ใช่กระทรวงยุติธรรม คิดว่าการใช้ยาเสพติดเป็นปัญหาสุขภาพอย่างหนึ่ง ไม่ใช่อาชญากรรม และผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพจิตจะเป็นผู้ที่แก้ปัญหานี้ ซึ่งตำรวจ อัยการ และผู้พิพากษาจะไม่มีบทบาทใดๆ ในคณะกรรมการชุดดังกล่าว ในระยะเวลาประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าจำนวนผู้ติดยาลดลง โดยสังเขปการใช้โปรแกรมแลกเปลี่ยนเข็มฉีดยา การบัญญัติกฎหมายให้แพทย์สามารถออกใบสั่งให้ใช้กัญชารักษาการติดยา การใช้โปรแกรมรักษาการติดยาที่มีคุณภาพ การจัดตั้งศาลยาเสพติด การใช้โปรแกรมยาทดแทนยาเสพติด (เช่น เมธาโดน) การบัญญัติกฎหมายให้ผู้ติดยาที่มีอาการเสพยาเกินขนาดเข้ารักษาในสถานพยาบาลได้ทันทีโดยไม่ต้องมีการซักถามและไม่มีการดำเนินคดีอาญา เป็นทางเลือกที่น่าสนใจเอกสาร (Speaking Out Against Drug Legclization) ของสำนักงานปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐอเมริกา (Drug Enforcement Administration-DEA) ได้ให้ข้อสรุปการดำเนินการที่มีความสมดุลระหว่างการป้องกันตลอดจนการบำบัดรักษาเป็นกุญแจสำคัญ
ปัจจุบันผู้ติดยาเสพติดส่วนใหญ่ที่ไม่มีความรุนแรงจะเข้าสู่ระบบการบำบัดรักษามิได้เข้าเรือนจำ
สรุปลักษณะพิเศษของกฎหมายประเทศต่างๆ ได้พอสังเขป คือประเทศฝรั่งเศส มีนโยบายลดทอนความผิด (decriminalization) ของความผิดที่เกี่ยวกับการใช้กัญชาลง หากเป็นการใช้ส่วนตัว โดยใช้การลงโทษน้อยแต่เพิ่มการบำบัด
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ การปลูกกัญชาไม่เกิน 4 ต้น และใช้กัญชาส่วนบุคคลไม่เป็นความผิดอาญา แต่ยังห้ามการปลูก การผลิตเพื่อการค้า การกระทำความผิดลหุโทษในคดียาเสพติดนั้น เจ้าหน้าที่อาจงดการลงโทษได้ โดยใช้การตักเตือนแทน ไม่มีโทษประหารชีวิต มีการรักษาผู้เสพโดยใช้เมธาโดนและการแลกเปลี่ยนเข็มใหม่ คล้ายนโยบายของประเทศฝรั่งเศส
ประเทศเยอรมนี มีกฎหมายให้อำนาจอัยการที่อาจจะสั่งให้ฟ้องผู้กระทำผิดในคดียาเสพติดที่มีปริมาณเล็กน้อย ไม่เป็นอันตรายต่อผู้อื่น หรือมีไว้เพื่อใช้ส่วนตัวและไม่กระทบต่อความปลอดภัยของสาธารณะโดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากศาล และในกรณีที่อัยการดำเนินการสั่งฟ้องไปแล้ว ศาลอาจยุติกระบวนการได้โดยพิจารณาความยินยอมของอัยการและผู้กระทำความผิด การมีกัญชาต่ำกว่า 10 กรัม ไว้ในครอบครองไม่ต้องถูกดำเนินคดี
ประเทศโปรตุเกส มีมาตรการลดทอนความเป็นอาชญากรรมของคดีอาญาที่เกี่ยวกับการเสพเน้นการรักษาโดยไม่ให้มีอุปสรรคใดๆ ที่จะเป็นมลทินติดตัว โดยไม่ให้มีประวัติอาชญากร ไม่มีโทษจำคุกตลอดชีวิต และประหารในคดีทุกประเภท มีการรักษาโดยการล้างสารพิษในร่างกายผู้เสพ
ประเทศอังกฤษ มีการลดทอนความเป็นอาชญากรรมของคดียาเสพติดของกัญชา หากเป็นการใช้ส่วนตัว ในอังกฤษใช้หนังสือเตือนหรือปรับเป็นเงิน ส่วนในสกอตแลนด์ใช้การตักเตือนและยอมความ (ยุติคดี) โดยไม่ต้องขึ้นศาล การยอมความในที่นี้คือ การชำระเงินให้แก่รัฐแทนการฟ้องร้องเป็นคดี สำหรับกัญชาปริมาณน้อย (10 กรัม หรือน้อยกว่านั้น) หรือเจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจที่จะไม่ดำเนินคดีต่อไป ทางเลือกสุดท้ายนี้จะไม่ปรากฏในสถิติอาชญากรรม เป็นอำนาจดุลพินิจค่อนข้างมาก
ประเทศสหรัฐอเมริกา กฎหมายในระดับรัฐบาลกลางกับระดับมลรัฐมีความแตกต่างกันเพราะแต่ละมลรัฐมีกฎหมายแตกต่างกันไป แต่โดยรวมแล้วหลายมลรัฐ ตั้งแต่ ค.ศ.1930 เป็นต้นมาเริ่มนโยบายผ่อนคลายความเป็นอาชญากรรมลง (Decriminalization) กรณีมีกัญชา มลรัฐส่วนใหญ่จะดำเนินการในแง่ของการผ่อนปรน การใช้กัญชา สำหรับบางมลรัฐ สามารถกระทำได้เพื่อการบำบัดรักษา (medical use) บางรัฐให้ใช้ได้ทั้งบำบัดรักษาและเพื่อนันทนาการ (recreational use) ด้วย ในมลรัฐโคโลราโดยังอนุญาตสำหรับการปลูกกัญชาได้ไม่เกิน 6 ตัน เพื่อใช้เป็นการส่วนตัว ในขณะที่มลรัฐวอชิงตันยังห้ามการปลูก แต่ผู้ต้องการเสพสามารถหาซื้อจากร้านค้าที่ได้รับอนุญาตจากรัฐ แม้ทั้งสองมลรัฐให้การเสพส่วนตัวไม่ผิดกฎหมายแต่กฎหมายรัฐบาลกลางยังให้กัญชาเป็น ยาเสพติดผิดกฎหมาย
สำหรับประเทศไทยนอกจากกัญชาแล้ว ยังมีพืชกระท่อมที่คนบางพื้นที่นิยมชงดื่มกินมานานในทางกฎหมายกระท่อมเป็นยาเสพติด แต่ถ้าถามนักสมุนไพร เขาจะบอกว่ามีคุณสมบัติทางสมุนไพรเดิมกระท่อมใช้เพื่อการทำงานโดยการเคี้ยวใบสดทำให้สามารถทำงานกลางแดดได้นาน เช่น งานของคนขับรถบรรทุก งานเกษตรกรรม ทำไร่ ผู้ใช้กระท่อมจะเคี้ยวใบกระท่อมกินกับน้ำชา กาแฟ บางคนผสมกับน้ำอื่นๆ เช่น เครื่องดื่มบำรุงกำลัง ในเอเชียอาคเนย์รู้จักกระท่อมมานานแล้ว
มีเหตุผลหลายประการในปัจจุบันที่สนับสนุนและให้น้ำหนักกัญชาให้เป็นสมุนไพร เพราะพบว่ากัญชากระตุ้นให้เจริญอาหาร ทางการแพทย์จึงเลือกใช้สารบางอย่างในกัญชามาใช้กับผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องให้รับประทานอาหารได้ดียิ่งขึ้น กัญชายังใช้เป็นยาลดความดันในนัยน์ตาของคนเป็นต้อหิน กัญชาป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ ล่าสุดพบว่ากัญชาลดการอักเสบของสมองและไขสันหลัง
มีงานวิจัยเร็วๆ นี้พบว่าสารบางอย่างในกัญชาที่เรียกว่า THC มีสูตรโครงสร้างทางเคมีชื่อ Dronabinol ยับยั้งอัลไซเมอร์ และกลุ่มสารเคมีในกัญชามีสรรพคุณในการฆ่าเซลล์มะเร็ง นำมาใช้ควบคู่กับการฉายแสงได้ทำให้คนไข้ตอบสนองกับการบำบัดด้วยการฉายรังสีได้ดีขึ้น และในตำราพื้นบ้านล้านนาใช้เม็ดกัญชาผสมกับพริกไทย 3 ผลผสมน้ำกินทุกคืนเป็นยาคุมกำเนิดสำหรับสตรีได้
จะเห็นว่าพืชชนิดนี้อาจมีประโยชน์ต่อมนุษย์มากทีเดียวถ้าได้รับการจัดการที่ดีจากภาครัฐ แต่การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต้องทำด้วยความรัดกุม เพราะการใช้พืชสมุนไพรแม้เป็นสมุนไพรธรรมดาก็ยังต้องปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ
ลองคิดดูว่าสำหรับเมืองไทยจะจัดกัญชาเป็นสมุนไพรหรือยาเสพติดที่เสพได้อย่างผ่อนคลายภายใต้การควบคุมก็อาจจะจำลองแบบ แนวทางและวิธิการได้ตามแผนผัง (ดูแผนผังประกอบ)
โดยสรุปคือ ถ้าให้กัญชาและพืชกระท่อมขยับฐานเป็นสมุนไพร สถานภาพจะดีกว่าบุหรี่แต่ถ้าให้กัญชาและพืชกระท่อมเป็นยาเสพติดที่ผ่อนคลายความเข้มงวด สถานภาพของกัญชาและพืชกระท่อมจะด้อยกว่าบุหรี่ แต่ก็ยังดีกว่าฐานะเดิม การที่ดีกว่าฐานะเดิมนี้เป็นเรื่องน่ากลัว เพราะบางทีเมื่อมีการศึกษาเกี่ยวกับพืชสองชนิดนี้อย่างจริงจังเราอาจจะพบสารประกอบที่มีโทษรุนแรงกว่าที่เคยรับรู้กัน หรืออาจจะพบสารที่ทั้งเป็นคุณและโทษแบบใหม่ ซึ่งก็ต้องมาชั่งน้ำหนักกันอีกทีว่าสมควรใช้อย่างสมุนไพรหรือไม่ เพราะหากค้นพบสารที่มีประโยชน์ในกัญชาแล้ว ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันก็สามารถสกัดสารที่มีประโยชน์จากกระบวนการทางเคมีในห้องแล็บโดยตรงได้ เพียงแค่เรารู้พันธะทางเคมีและสูตรทางเคมีของสารนั้นๆ ก็ไม่ต้องพึ่งพาสารตั้งต้นจากพืชอย่างกัญชาเลย ทุกวันนี้ตัวยาต่างๆ ก็ได้จากห้องแล็บเสียส่วนใหญ่ เพราะการใช้กัญชาอย่างพืชสมุนไพรนั้นได้ไม่คุ้มเสีย อย่าลืมว่ากัญชาคือยาเสพติด ที่ยอมรับกันมาหลายศตวรรษแล้ว
ที่กล่าวอย่างนี้ เพราะการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายในประเทศต่างๆ ที่กล่าวมานั้นอาจจะไม่เกี่ยวกับความรู้ทางการแพทย์ดังที่กล่าวข้างต้นนั้นก็ได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายอาจมีเหตุผลอย่างอื่น เป็นเหตุผลของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องพวกนี้และไม่เปิดเผยมากนัก อีกทั้งทางด้านการค้าผลิตภัณฑ์ยานั้นก็มีความซับซ้อนเกี่ยวโยงด้วยประโยชน์หลายอย่างที่อาจจะคาดไม่ถึงและอาจไม่ได้ให้น้ำหนักทางศีลธรรมเท่าใดนัก

