หน้าแรก บทความ พระราชวังดุสิ...

พระราชวังดุสิต ที่ประทับแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว : โดย ปริญญา ตรีน้อยใส และรัชดา โชติพานิช

14.02.18 | 13:30 น.

แม้พระราชประสงค์เดิมของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะสร้างพระราชวังดุสิต เพียงเพื่อเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานส่วนพระองค์ หากเมื่อการก่อสร้างพระที่นั่งอัมพรสถานแล้วเสร็จ พระองค์ได้ย้ายมาประทับเป็นการถาวร จวบจนสิ้นรัชกาล ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลต่อมา ล้วนเคยเสด็จประทับที่พระราชวังดุสิตเสมอมา จนถึงรัชกาลปัจจุบัน

ย้อนเวลากลับไปในช่วงเวลาปลายรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเล็งเห็นความจำเป็นที่จะต้องขยายเขตพระนคร เพื่อรองรับประชากรที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น จึงโปรดเกล้าฯให้ขุดคลองคูเมืองชั้นนอก คือคลองผดุงกรุงเกษม ในปี พ.ศ.2397 และโปรดเกล้าฯให้สร้างพระราชอุทยาน (ปทุมวัน) ทางทิศตะวันออก เพื่อเป็นราชสถานเสด็จประพาสส่วนพระองค์

ครั้นถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บ้านเมืองได้ขยายไปทางทิศใต้ ต่อเนื่องจากสำเพ็ง ตลาดน้อย ไปจนถึงบางรัก ที่เป็นย่านการค้า ท่าเรือ และถิ่นที่อยู่ของชาวตะวันตก ทางทิศตะวันออก โปรดเกล้าฯให้จัดซื้อที่ดิน ขุดคูคลอง และเป็นสวนหลวง สถานีทดลองทางการเกษตร พร้อมกับก่อสร้างวังใหม่ หรือวังวินด์เซอร์ เพื่อพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังมีพระราชดำริที่จะสร้างที่ประทับนอกพระบรมมหาราชวัง สำหรับผ่อนคลายพระราชอิริยาบถ ตามแบบอย่างพระราชอุทยานหลายแห่งในยุโรป อีกทั้งเป็นพระราโชบายจะให้เป็นแกนนำในการขยายพื้นที่พระนครทางทิศเหนือ ชี้นำพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการผู้ใหญ่ ให้ขยับขยายย้ายที่อยู่อาศัย จากภายในพระนครที่แออัดมาอยู่นอกเมือง

ในระหว่างเสด็จประพาสพื้นที่ทางทิศเหนือของคลองผดุงกรุงเกษม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพอพระราชหฤทัยบริเวณดังกล่าว ด้วยเป็นที่โล่งโปร่งสบาย พื้นที่ส่วนใหญ่ยังเป็นพื้นสวนและทุ่งนา มีเพียงแนวคลองเดิม คือ คลองส้มป่อยและคลองสามเสน และคลองขุดใหม่ คือ คลองสวัสดิเปรมประชากร ที่ขุดแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2416 ส่วนบ้านเรือนราษฎรนั้น ยังมีไม่มาก อีกทั้งอยู่ไม่ห่างจากพระบรมมหาราชวังมากนัก จึงเป็นทำเลที่เหมาะแก่การสร้างอุทยานสถาน ดังที่ปรากฏในพระราชหัตถเลขาพระราชทาน กรมหมื่นนเรศวรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงนครบาล เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ร.ศ.117 (พ.ศ.2441) มีความตอนหนึ่งว่า

Advertisement

…ฉันคิดจะทำบ้านเปนที่ไปเที่ยวเล่น ได้กะตกลงใจว่าจะซื้อที่
ตั้งแต่บ้านประวิตรไปจนถึงคลองสามเสน ตั้งแต่ถนนสามเสน
ยืนขึ้นไปจนถึงทางรถไฟ ได้มอบให้กรมหมื่นมหิศรแลกรมหมื่น
สรรพสาตรเปนผู้จัดซื้อแลวางแปลน มีความประสงค์อยากจะใคร่
ให้ได้เร็วๆ ด้วยไม่มีที่เดินเหิรเที่ยวเล่น สังเกตได้ว่าเมื่ออยู่บางปอิน
สบาย เพราะได้เดินทุกวัน ครั้นกลับลงมานี่
ก็ไม่ใคร่สบายขึ้นทุกวัน
ขอให้เธอสั่งพระยาราชรองเมืองแลอำเภอสามเสนแลบางขุนพรหม
ให้ช่วยกรมหมื่นมหิศรแลกรมหมื่นสรรพสาตร ในการที่จะจัดซื้อที่
เหล่านั้นให้ได้โดยเร็ว อย่าให้เปนที่ขัดข้อง จะมีความขอบใจเปนอันมาก…

เมื่อการจัดซื้อที่ดินดำเนินการแล้วเสร็จตามพระราชประสงค์ อาณาบริเวณของสวนดุสิต จะมีรูปร่างเป็นรูปสี่เหลี่ยมเกือบจัตุรัส กว้างยาวกว่าสองกิโลเมตร พื้นที่รวมกัน 2.65 ตารางกิโลเมตร มีขอบเขตตามแนวถนนชัดเจนทั้ง 4 ด้าน คือ ทิศเหนือ จรดถนนราชวิถี (เดิมชื่อถนนราชวัตร) ทิศใต้ จรดถนนพิษณุโลก (เดิมชื่อถนนคอเสื้อ) ทิศตะวันออก จรดถนนสวรรคโลก (เดิมชื่อถนนขื่อหน้า) ที่ขนานไปกับทางรถไฟสายเหนือ และทิศตะวันตก จรดถนนสามเสน

ในประกาศราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทร์ศก 117 มีความว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสที่ตำบลถนนสามเสน ฝั่งตะวันออก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าทูลละอองธุลีพระบาทที่เป็นนายช่างจะสร้างสถานต่างๆ เข้าเฝ้า และทรงทำพิธีตัดไม้ปรับที่เริ่มงานก่อสร้าง

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้จ่ายซื้อที่ดินจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ มิใช่เงินแผ่นดิน จึงมีพระราชประสงค์ มิให้เรียกขานว่าพระราชวัง หากให้เรียกเพียงแค่สวนดุสิต หรือวังสวนดุสิต เท่านั้น

จากนั้นจึงได้เริ่มงานก่อสร้าง ตั้งแต่ขุดคลอง ก่อสร้างถนนและสะพาน จัดสวนไม้ดอกไม้ผล รวมทั้งปลูกเรือนไม้สักหลังใหญ่ชั้นเดียว ที่จะเป็นพลับพลาที่ประทับชั่วคราวแล้วเสร็จ ก่อนที่พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินไปประทับแรม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีหมายกำหนดการงานเถลิงพลับพลา โดยให้รวมจัดเป็นงานปีสวนดุสิตขึ้น

หลังงานเถลิงพลับพลาสวนดุสิต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานมาประทับ ณ สวนดุสิตบ่อยครั้ง จึงมีพระราชประสงค์ ในปี พ.ศ.2443 ให้สร้างอาคารถาวรขึ้น

โดยโปรดเกล้าฯ ให้พระราชโยธาเทพ (กร หงสกุล) เป็นนายงาน ดำเนินการรื้อพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ จากเกาะสีชังมาประกอบขึ้นใหม่ โดยมีการต่อเติมขยายพื้นที่อาคารเพื่อให้พอเป็นที่ประทับได้ทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระมเหสี พระสนมเอก และพระราชธิดา เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ จึงมีพระราชพิธีเฉลิมพระที่นั่ง เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2444 โดยได้พระราชทานนามว่า พระที่นั่งวิมานเมฆ

เมื่อสวนดุสิตกลายเป็นที่ประทับถาวร พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่ง พระตำหนัก และอาคารอื่นๆ เพิ่มขึ้นอีกมากมาย ได้แก่ พระที่นั่งอภิเษกดุสิต สำหรับใช้เป็นท้องพระโรงในการพระราชพิธีต่างๆ และการประชุมเสนาบดีสภา เรือนต้น พระตำหนักของพระมเหสีเทวี ฯลฯ จนเป็นที่พอพระราชหฤทัยยิ่งนัก ถึงกับมีพระราชประสงค์สร้างที่ประทับที่เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนแบบสมัยใหม่ขึ้นด้วย พระที่นั่งวิมานเมฆ แม้จะเป็นแบบตะวันตก หากยังก่อสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง จึงมีพระบรมราชโองการ ให้นายคาร์ล ซันเดรสกี นายช่างเอกประจำกรมโยธาธิการ ดำเนินการออกแบบพระที่นั่งองค์ใหม่ใน พ.ศ.2445 มีพระสถิตย์นิมานการ (ม.ร.ว.ชิต อิศรศักดิ์) และพระยาสุขุมนัยวินิต (ปั้น สุขุม) ควบคุมการก่อสร้าง พระยาวรพงษ์พิพัฒน์ (ม.ร.ว.เย็น อิศรเสนา) ดูแลการตกแต่งภายใน ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาการออกแบบและก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกำกับดูแลทุกขั้นตอนจนแล้วเสร็จ ด้วยพระองค์เอง ในพระราชพิธีเฉลิมพระที่นั่ง ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2449 นั้น ได้พระราชทานนามพระที่นั่งองค์นี้ว่า พระที่นั่งอัมพรสถาน

อนึ่ง ระหว่างการก่อสร้างพระที่นั่งอัมพรสถาน กำลังดำเนินไปนั้น พระองค์ยังโปรดฯให้สร้างพระที่นั่งขึ้นใหม่อีกองค์คู่กัน สำหรับเป็นท้องพระโรงในการเสด็จออกมหาสมาคมเช่นเดียวกับพระที่นั่งอภิเษกดุสิตที่คู่กับพระที่นั่งวิมานเมฆ และได้พระราชทานนามไว้ว่า พระที่นั่งอนันตสมาคม โดยมีพระราชพิธีวางศิลาพระฤกษ์ในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2451

นอกจากพระที่นั่งอัมพรสถานและพระที่นั่งอนันตสมาคมแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังโปรดฯให้สร้างอาคารสถานที่สิ่งก่อสร้างต่างๆ อื่นอีกมากมาย ได้แก่ พระตำหนักราชฤทธิ์รุ่งโรจน์ ที่ประทับของพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช พระราชโอรสรุ่นเล็กที่ทรงโปรดปรานอย่างยิ่ง พระที่นั่งอุดรภาค ให้เป็นส่วนขยายของพระที่นั่งอัมพรสถานทางทิศเหนือ พื้นที่บริเวณพระราชฐานฝ่ายหน้า คือ สวนอัมพร และสวนกวาง และที่สำคัญคือ พระบรมรูปทรงม้า ในปี พ.ศ.2451

ในส่วนของพระราชฐานฝ่ายในนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริให้พื้นที่ทางทิศตะวันตกไปจนจดถนนสามเสน เป็นพระราชอุทยาน และเป็นที่ประทับของพระมเหสีเทวี พระสนมเอก พระราชธิดา และที่อยู่ของเจ้าจอมมารดา รวมเรียกว่า สวนสุนันทา

นอกจากการก่อสร้างอาคารสถานที่ในเขตพระราชฐานแล้ว ยังโปรดฯให้สร้างวังพระราชทานพระราชโอรสชั้นสมเด็จเจ้าฟ้า ในบริเวณโดยรอบสวนดุสิต ได้แก่ วังบางขุนพรหม ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ พ.ศ.2444 วังปารุสกวัน ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษภูวนารถ พ.ศ.2449 วังลดาวัลย์ ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร พ.ศ.2449 และ วังจันทรเกษม ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร พ.ศ.2453

เมื่อการก่อสร้างต่างๆ แล้วเสร็จไปมากแล้ว วังสวนดุสิตมีสภาพสมบูรณ์มากขึ้น จึงมีพระบรมราชโองการให้เลื่อนฐานะวังสวนดุสิต เป็นพระราชวังสวนดุสิต ในปี พ.ศ.2452 ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ.2453 นอกจากจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้งานก่อสร้างในพระราชวังสวนดุสิต ดำเนินต่อไปให้แล้วเสร็จ ยังมีพระบรมราชโองการให้เรียกพระราชวังสวนดุสิต ว่า พระราชวังดุสิต ในปี พ.ศ.2459

ใน พ.ศ.2455 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างสนามเสือป่า สำหรับใช้หัดแถวและฝึกซ้อมของกองทหารเสือป่า โรงเรียนมหาดเล็กหลวง (วชิราวุธวิทยาลัย) ในปี พ.ศ.2458 และพระราชทานบริเวณสวนนอกให้เป็นที่เลี้ยงเพาะพันธุ์ม้าและแข่งม้าในนาม ราชตณมัยสมาคม

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสนามเทนนิสขึ้นในบริเวณพระที่นั่งอัมพรสถาน และในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หลังจากเสด็จพระราชดำเนินนิวัติพระนครจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในปี พ.ศ.2493 ได้เสด็จฯมาประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ตลอดช่วงเวลาก่อนที่จะเสด็จฯประทับที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานพระที่นั่งอัมพรสถาน ให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร ในปี พ.ศ.2543 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีพระดำริว่า ด้วยพระที่นั่งอัมพรสถานพระราชฐาน ผ่านการใช้งานเป็นเวลายาวนาน ทำให้มีสภาพทรุดโทรมและไม่เหมาะกับกาลสมัย จึงเห็นเป็นการสมควรที่จะดำเนินการอนุรักษ์ปรับปรุง หมู่พระที่นั่งอัมพรสถาน รวมทั้งบริเวณโดยรอบ

ประวัติความเป็นมาของพระราชวังดุสิต ที่เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2441 มาจนถึงปีปัจจุบันคือ พ.ศ. 2561 รวมแล้วยาวนานถึงร้อยยี่สิบปีนั้น เป็นประจักษ์พยานสำคัญแสดงว่า พระราชวังดุสิต มิใช่แค่บ้านที่ไปเที่ยวเล่นธรรมดา หากเป็นที่ประทับอันสง่างามและสมพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ไทย อีกทั้งเป็นต้นทางแห่งการพัฒนาเมือง งานสถาปัตยกรรมและงานตกแต่งภายใน งานภูมิสถาปัตยกรรม งานระบบวิศวกรรมและสาธารณูปโภค รวมทั้งการพัฒนาต่างๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการศึกษา การเกษตร การชลประทาน แม้กระทั่งการทอผ้าไหม

แม้สภาพของพระราชวังดุสิต จะแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและสถานการณ์ของบ้านเมือง แต่ยังธำรงบทบาทสำคัญในฐานะ พระราชฐานแห่งพระมหากษัตริย์ไทยเสมอมา

 

ปริญญา ตรีน้อยใส
และรัชดา โชติพานิช
1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561