หน้าแรก บทความ วงออเคสตรายุค...

วงออเคสตรายุคดิจิทัล:การบรรเลงผ่านลำโพงขนาด2เซนติเมตร โดย:บวรพงศ์ ศุภโสภณ

18.02.18 | 13:00 น.

มีคุณหมอที่ผู้เขียนให้ความเคารพคนหนึ่ง เสนอความเห็นว่า น่าจะลองเขียนถึงเรื่องราวของวงออเคสตราในยุคดิจิทัลดูบ้าง ครั้นพอกลับมาทบทวนดูนับว่ามีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย วงออเคสตราที่ใช้เวลาสั่งสมทางอารยธรรมนานนับร้อยปีในการสร้างศิลปะทางเสียงดนตรี มีวัตถุประสงค์สำหรับใช้บรรเลงกันในสถานที่แสดงขนาดใหญ่จุผู้ชมนับพันที่นั่ง ในยุคที่มนุษย์ยังไม่มีเครื่องมือสื่อสารที่ก้าวหน้าอย่างเช่นทุกวันนี้ เพื่อให้เราต้องเดินทางไปสัมผัสกับความอลังการทางเสียงในสถานที่จริง ครั้นเมื่อเวลาเปลี่ยนไปจนถึงยุคที่เรามีโลกทั้งใบอยู่บนจอโทรศัพท์มือถือ คงเป็นการดีไม่น้อยหากเราจะได้มาลองทบทวนในสิ่งที่เกิดขึ้นที่จะส่งผลกระทบอะไรต่อวัฒนธรรมดนตรีคลาสสิกหรือไม่,อย่างไร

หากจะว่ากันไปแล้วทุกวันนี้วงออเคสตราชั้นนำของโลกทั้งหลาย ทั้งที่มีแฟนๆ ประจำและสาวกเยอะแยะมากมายอยู่แล้ว ก็กำลังปรับตัวขนานใหญ่ในเรื่องการใช้สื่อที่ทันสมัยในทุกวันนี้ มาตอบสนอง “การเข้าถึงดนตรีคลาสสิก” อย่างสะดวกสบายที่สุดเท่าที่เครื่องไม้เครื่องมือจะเอื้ออำนวย

ด้วยแนวคิดที่ว่าดนตรีคลาสสิกเองก็จะต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป และเมื่อเราได้ประมวลดูในแก่นแห่งหลักความคิดนี้แท้จริงมันก็คือแนวคิดในการ “ส่งเสียงดนตรีผ่านเครื่องมือสื่อสาร” ในรูปแบบต่างๆ ที่มีมานานกว่าร้อยปีนับแต่การผลิตกระบอกบันทึกเสียงเอดิสันในปลายศตวรรษที่19 การกรอกเสียงลงไปในลำโพง เก็บร่องเสียงไว้ในกระบอกขี้ผึ้ง นั่นดูจะเป็นปาฏิหาริย์แรกสุดที่น่าอัศจรรย์สำหรับมนุษยชาติ สามารถเก็บรักษาเสียงที่เกิดขึ้นให้สามารถนำมันกลับมาฟังได้บ่อยครั้งตามความต้องการ ซึ่งโดยธรรมชาติของเสียงนั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้วมันก็จะแตกดับลงไปทันทีที่ปัจจัยกำเนิดสิ้นสุดลง เปรียบเสมือนฟองน้ำที่ไม่สามารถเก็บรักษาไว้เป็นถาวรวัตถุได้ (นี่จึงเป็นที่มาของการตั้งชื่อวงดนตรี “ฟองน้ำ” โดย อาจารย์บรูซ แกสตัน=การเกิด-ดับในทันที)

คุณูปการของการเก็บเสียงเอาไว้ได้ประดุจถาวรวัตถุ ทำให้เราสามารถเก็บเสียงของปรมาจารยทางดนตรีในอดีตในระดับตำนานในสมัยปลายศตวรรษที่19-ต้นศตวรรษที่ 20 เอาไว้ฟังเพื่อการศึกษาถึงวิธีคิด-วิธีตีความทางดนตรีที่มีอะไรๆ แตกต่างจากวิธีการบรรเลงและรสนิยมการบรรเลงของศิลปินดนตรีในยุคปัจจุบันนี้มาก (หากได้ฟังงานบันทึกเสียงวิธีการบรรเลงของนักไวโอลินผู้ยิ่งใหญ่ในปลายศตวรรษที่ 19 จะเปรียบเทียบได้ชัดเจน ถึงความคิด-รสนิยมทางดนตรีหลายประการที่เปลี่ยนไป)

สิ่งเหล่านี้ทิ้งไว้เป็นมรดกทางการศึกษาเปรียบเทียบในรูปของ “ร่องเสียง” (Track) แห่งความทรงจำ

Advertisement

วิ
วัฒนาการของเทคโนโลยีในการบันทึกเสียงที่ก้าวหน้ามากขึ้นช่วยให้เราเก็บเสียงดนตรีไว้ได้เสมือนจริงมากยิ่งขึ้น ในยุค “ไฮไฟ”(High Fidelity)ยุคทอง(ปลายทศวรรษ50-ทศวรรษ60) ความลงตัวของเทคโนโลยีที่พัฒนาการบันทึกเสียงด้วยปรัชญาที่เสมือนจริง “ตามธรรมชาติ”ที่สุด ศิลปินที่มีชีวิตสืบเนื่องจากปลายศตวรรษที่19-ต้นศตวรรษที่20 ที่สูงด้วยอัตลักษณ์(Individulity)ทางดนตรี ทิ้งมรดกทางการตีความดนตรีเอาไว้ให้เราเป็นจำนวนมาก ฝีมือการบรรเลงที่ยอดเยี่ยมและแต่ละคนมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ผนวกเข้ากับระบบการบันทึกเสียงที่ “สูงด้วยความซื่อตรง” (Hifi Stereo) ยังคงเป็นที่ปรารถนาสำหรับผู้รักดนตรีทุกรุ่น รวมถึงผู้ศึกษาดนตรีรุ่นใหม่ๆ ที่ปรารถนาจะศึกษาถึง “อัตลักษณ์ทางดนตรี” สิ่งที่นักดนตรียุคปัจจุบันที่ร่ำเรียนกันมาเป็นระบบอย่างดีพากันโหยหา

การฟังดนตรีผ่านสื่อบันทึกเสียงกับปรัชญาความเชื่อที่ว่าดนตรีเป็นศิลปะทางเสียงที่ต้องไปชม-ไปฟังกันสดๆ ในโรงคอนเสิร์ตจริงๆ มีความขัดแย้งกันเรื่อยมาอย่างหาข้อยุติไม่ได้ เสียงดนตรีที่ฟังผ่านสื่ออื่นๆ ในรูปแบบต่างๆชดเชยกันได้แน่หรือกับการไปชมไปฟังการแสดงจริง ความก้าวหน้าทางการบันทึกเสียงที่ใกล้เคียงกับเสียงจริงๆ ตามธรรมชาติทำให้เราผู้รักดนตรีเคลิบเคลิ้มหลงใหลไปกับความงามของเสียงดนตรีที่ผ่านชุดเครื่องเสียงลำโพงชั้นดี จนทำให้เราเริ่มรับไม่ได้กับความจริงพื้นฐานตามธรรมชาติ ผู้ฟังดนตรีคาดหวังการบรรเลงดนตรีจริงๆ ที่สมบูรณ์แบบเสมือนที่เคยฟังจากแผ่นเสียงอยู่ในห้องส่วนตัวที่บ้านทุกวัน จนลืมหลักความจริงไปว่าความผิดพลาดในการบรรเลงดนตรีที่สูงด้วยเทคนิคเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้บ้างเป็นธรรมดากับศิลปินดนตรีที่ต่างก็เป็นมนุษย์นั่นเอง

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีบันทึกเสียงเริ่มสำแดงอีกด้านหนึ่งของคมดาบ แทนที่จะช่วยทำหน้าที่เป็นเพียง “สื่อ”เพื่อชดเชยความด้อยโอกาสในการสัมผัสของจริง กลับกลายเป็นมาตรฐานใหม่ทางการฟังดนตรีที่แข็งกร้าว ปราศจากการรับรู้ความจริงในธรรมชาติของมนุษย์

สุดท้ายมันจึงนำไปสู่สิ่งที่ เซอร์เนวิลล์ คาร์ดุส (Sir Neville Cardus) นักวิจารณ์ดนตรีชั้นครูที่บรรดาศิลปินดนตรีให้การยอมรับอย่างสูง

ท่านอธิบายมันว่ามันทำให้คนฟังดนตรีด้วยการผูกพัน-ยึดมั่นในเทคนิคที่สมบูรณ์พร้อมเสมือนการฟังจากแผ่นเสียง สุดท้ายก็ตกอยู่กับหลุมพรางของคำว่า “เทคนิค” จนก้าวไปไม่ถึงคำว่า “ดนตรี” ท่านอธิบายไว้ในทำนองนี้ และท่านก็สรุปเป็นวลีอมตะที่ควรค่าแก่การจดจำว่า “Tenic contra aesthetic freedom” (เทคนิคศัตรูแห่งเสรีภาพทางสุนทรีย์) ช่างเป็นแนวคิดที่คงคุณค่าแห่งความจริงข้ามยุคสมัยอย่างแท้จริง

คู่ขนานบนความขัดแย้งระหว่างการฟังดนตรีผ่าน “สื่อ”ในรูปแบบต่างๆ กับการชม-การฟังจากของจริงดูจะไม่เคยห่างหายไปไหน โลกในช่วงต้นทศวรรษ 1920 มีความเฟื่องฟูจากสื่อวิทยุที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น สถานีวิทยุที่ส่งกระจายเสียงกลายเป็น “สื่อ” ที่ทรงคุณค่าในการเผยแพร่เสียงดนตรีคลาสสิก (รวมถึงดนตรีในชนิดอื่นๆ) แก่ผู้ที่เข้าไม่ถึงการชมการแสดงจริง มีการก่อตั้งวงซิมโฟนีออเคสตราเพื่อใช้บรรเลงถ่ายทอดเสียงทางสถานีวิทยุโดยเฉพาะขึ้นมามากมายทั่วยุโรป-อเมริกา และก็กลายเป็นวงออเคสตราชั้นนำที่แข็งแกร่งหลายวงมาจนถึงทุกวันนี้ สถานีวิทยุที่ทำหน้าที่ทั้งในการเป็นสื่อเผยแพร่เสียงดนตรีชั้นดีทั้งในรูปแบบของการถ่ายทอดเสียงจากการบรรเลงจริงและการเปิดจากสื่อบันทึกเสียงออกอากาศ ทั้งสถานีวิทยุและอุตสาหกรรมบันทึกเสียงทำหน้าที่เผยแพร่ดนตรีคลาสสิกให้กับมหาชนในวงกว้าง

เสียงดนตรีจากวงดนตรีชั้นยอดถ่ายทอดเผยแพร่ไปสู่คนทั่วโลก เรารู้จักสัมผัสเสียงดนตรีชั้นดีได้โดยผ่านสื่อทั้งหลายเหล่านี้

ผู้
เขียนเท้าความย้อนกลับไปไกลก็ด้วยความปรารถนาให้ทุกท่านได้เห็นถึงต้นตอที่มาของ “การฟังดนตรีผ่านสื่อ” ที่ได้ก้าวไกลมาจนถึงยุคดิจิตอลในทุกวันนี้ ว่ามันก็มีพัฒนาการเป็นลำดับขั้นเรื่อยมา และก็มีข้อพึงสังวรในการเสพดนตรีผ่านสื่อจนยึดติดเกิดเป็นมาตรฐานรสนิยมอันแข็งกร้าวผิดธรรมชาติมนุษย์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว นอกจากประเด็นนี้แล้ว เรื่องคำว่า “การปรับตัวเพื่ออยู่รอด” ของดนตรีคลาสสิกในยุคดิจิตอลก็เป็นเรื่องที่เราน่าจะหยุดคิดทบทวนอะไรบางอย่างกับปัญหา “คู่ขนานบนความขัดแย้ง” นี้ให้มากขึ้น

อย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นว่า วงซิมโฟนีออเคสตราขนาดเต็มอัตราแบบ 120 คน อันโก้หรูอลังการนั้น ใช้เวลาในการพัฒนาทางดนตรีที่สะสมสืบเนื่องกันมานับร้อยๆ ปี มันคืออารยธรรมแห่งศิลปะทางเสียงของมนุษยชาติที่ต้องการจะสร้างสรรค์ศิลปะเพื่อสุนทรีย์แห่งโสตประสาทโดยเฉพาะอย่างถกเถียงไม่ได้เลย

วงออเคสตราขนาดใหญ่มิได้สร้างขึ้นมาเพื่อไว้ดูด้วยตา มันถูกสร้างขึ้นมานับร้อยปีเพื่อความทะเยอทะยานแห่งศิลปะสำหรับหู นักดนตรีแต่ละคนในวงออเคสตราต้องทุ่มเทฝึกฝนทั้งชีวิตก็เพื่อความเป็นเลิศทางเสียง (มิใช่ทางสายตา) งานซิมโฟนิ (Symphonic) อันอลังการสำหรับบรรเลงด้วยวงออเคสตราขนาดใหญ่แบบของ ชเตราส์ (R.Strauss),มาห์เลอร์(G.Mahler),สตราวินสกี (I.Stravinsky) ผ่านการพัฒนาเทคนิคการประพันธ์มานับร้อยปีก็เพื่อการสร้างความน่าอัศจรรย์ทางเสียงล้วนๆ การฟัง-ชมดนตรีคลาสสิกผ่านสื่อดูจะสร้างคู่ขนานบนความขัดแย้งนี้ให้แหลมคมมากขึ้นไปอีกด้วยแนวคิดที่ว่าการต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกสมัยใหม่

เริ่มมีคำท้วงติงจากนักวิจารณ์-ผู้รู้ในยุคก่อนๆ ว่าเราต้องตัดสินคุณภาพของดนตรีผ่านเสียงเท่านั้นอย่านำ “ภาพ” เข้ามาปะปนในการตัดสินมาตรฐานทาง “เสียง” เช่นความนิยมในตัววาทยกรที่มีลีลาการโบกไม้บาตอง (Baton) อย่างสง่างาม-ลื่นไหล จนเราเผลอยกย่องว่านั่นคือวาทยกรที่สูงด้วยความสามารถ (วาทยกรที่ “รำสวย”) ท่าทางที่สง่างามจนทำให้เราเคลิ้มไปจนถึงกับลืมใช้หูฟังดนตรีให้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เรื่อยไปจนถึงกับบางยุคสมัยที่นิยมวาทยกรรูปหล่อ-หุ่นดีบุคลิกภาพดี ในราวกลางศตวรรษที่ 20 ถึงกับมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า คนในสมัยศตวรรษที่ 19 คลั่งใคล้นักร้องอุปรากรเสียงโซปราโน (ที่เรียกกันว่า “Prima donna”) แต่ต่อมาผู้คนหันมาชอบ “ดู”วาทยกรรูปหล่อและ “รำสวย”

ทิศทางในการสร้างกุศโลบาย เพื่อสร้างดนตรีคลาสสิกให้เป็นที่นิยมและปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในยุคดิจิทัลนี้ ทวีความเข้มข้นขึ้นด้วยการสร้างความน่าตื่นเต้นทางสายตาให้มากขึ้นไปอีก วงออเคสตราชั้นนำทั้งหลายในยุคปัจจุบันแข่งขันกันเพื่อชิงพื้นที่ในโลกดิจิตอลอย่างเข้มข้น เทคโนโลยีทางเสียงที่ล้ำยุค มาผนวกกับเทคโนโลยีทางภาพที่เสริมความเข้มข้นเข้าไปอีก หลายๆ วงมีหน่วยงานทางสื่อดิจิทัลที่ทันสมัย ด้วยแฟชั่นถ่ายทอดสดการบรรเลงผ่านสมาร์ทโฟน,แท็บเล็ต “ของเล่นใหม่” ที่ทำกันก็คือ สร้างบรรยากาศเสมือนท่าน (ผู้ชม) กำลังนั่งอยู่กลางวงออเคสตรานั้นๆ ขณะกำลังบรรเลง ด้วยการติดตั้งกล้องไว้ตามตำแหน่งสำคัญๆ ทั่วโรงคอนเสิร์ต และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือการติดตั้งกล้องขนาดจิ๋วไว้ที่ปลายตัวไวโอลิน,ปลายคันชักแตรทรอมโบน…ฯลฯ เพื่อให้เห็นนิ้วของนักไวโอลิน หรือหน้าของนักทรอมโบน ในระยะประชิดตัว ช่างน่าตื่นเต้นไม่ต่างไปจากการเล่นวีดิโอเกมเลย

นี่คือการสร้างผลกระทบ (Effect) ทางสายตาล้วนๆ

ความต้องการ “ดู” วงออเคสตราในโลกแห่งความทันสมัย มันเบี่ยงเบนความสนใจในการรับรู้วิจิตรศิลป์ทางเสียงหรือไม่หนอ มันเบี่ยงเบนวัตถุประสงค์หลักอันแท้จริงของดนตรีคลาสสิกหรือไม่? มนุษย์ทุ่มเทความพยายามเพื่อสร้างศิลปะนี้ขึ้นมาเพื่อให้เราทุ่มเทการรับรู้และสมาธิทั้งหมดไปที่การฟังใช่หรือไม่ นี่เรากำลังทำให้การฟังดนตรีคลาสสิกสนุกและทันสมัยเสมือนการเล่นวีดีโอเกม ด้วยเหตุผลที่ว่าปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและทันยุคสมัย
พวกเรากำลังเดินไปในทิศทางนั้นกันทั้งหมดหรือ? ความทันสมัยนี้กำลังย้อนกลับมากัดกินตัวเองอยู่หรือเปล่า เสมือนความทันสมัยที่เรายอมรับกันอย่างมั่นใจในทุกวันนี้ว่า “โอย…เดี๋ยวนี้เขาอ่านกันไม่เกิน 7 บรรทัดหรอก!”

ข้อกล่าวหาที่ถูกตราหน้าว่า “ล้าสมัย” รุนแรงมากในปัจจุบันนี้ไม่มีใครอยากเป็นเช่นนั้น (รวมถึงตัวผู้เขียนเองด้วย)


ราจะมีบทสรุปอย่างไรดีหนอในเรื่อง “วงออเคสตราในยุคดิจิทัล” ยุคที่เราฟัง (ดู) ซิมโฟนีของมาห์เลอร์ที่บรรเลงด้วยวงขนาด 120 ชิ้นผ่านลำโพงสมาร์ทโฟนขนาด 2 เซนติเมตร และเลือกสลับกล้องดูไปทั่วโรงอย่างสนุกสนานไม่หยุดนิ่งในขณะที่ดนตรีก็กำลังบรรเลงไป (เสมือนคุณกำลังวิ่งเล่นไปได้ทั่วโรง) ผู้เขียนเองยังไม่กล้าสรุปตอนนี้แน่นอนเพราะในทุกวันนี้ก็ยังต้องพึ่งพาความก้าวหน้าเหล่านี้อยู่อย่างขาดไม่ได้ สิ่งที่ทำให้หาข้อสรุปไม่ได้อย่างหนึ่งก็คือ วงออเคสตรา (ชั้นนำระดับโลก) ที่ถ่ายทอดสดอย่างน่าสนุกสนานนี้ สามารถดำรงความเป็นเลิศเอาไว้ได้และ แม้จะถ่ายทอดสดผ่านสื่อออนไลน์ไปทั่วโลก แต่เขายังมีผู้ชมจริงๆ ตัวเป็นๆ นั่งกันอยู่เต็มโรงคอนเสิร์ตในขณะนั้นด้วย

นั่นแสดงว่าปรัชญาศิลปะทางเสียงดั้งเดิม ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้คนเดินทางไปสัมผัสกับการบรรเลงสดๆ จริงๆ ยังคงอยู่ และสามารถเดินควบคู่ไปกับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้ แต่ถ้าหากวันหนึ่งข้างหน้ามันเกิด “การพัฒนา” ไปจนถึงขั้น ทุกคนนั่งฟัง-นั่งดูวงออเคสตราผ่านจอมือถือ (และลำโพงเสียงขนาด 2 เซนติเมตร) กันหมด จนไม่เหลือผู้ชมตัวจริงในโรงอยู่เลย

นั่นคงเป็นบทสรุปแห่งหายนะหรือความย้อนแย้งอันเป็นที่สุดแห่งความทันสมัยอย่างแท้จริง