สาธารณรัฐมัลดีฟส์ เป็นประเทศที่มีพื้นที่ประกอบด้วยหมู่เกาะปะการังจำนวนมากในมหาสมุทรอินเดีย และตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอินเดียและประเทศศรีลังกา ภูมิประเทศ พื้นที่ความยาวจากเหนือจรดใต้ 821 กิโลเมตร จากตะวันออกจรดตะวันตก 120 กิโลเมตร แต่เป็นพื้นที่ดินรวมเพียง 300 ตารางกิโลเมตร มีจุดสูงสุดเพียง 2.3 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ประกอบด้วยหมู่เกาะปะการัง 26 กลุ่ม (atoll) รวม 1,190 เกาะ มีประชากรประมาณ 350,000 คน อาศัยอยู่เพียงประมาณ 200 เกาะ และได้รับการพัฒนาเป็นโรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยว 74 เกาะ เมืองหลวงของมัลดีฟส์ คือ กรุงมาเล จัดว่าเป็นเมืองหลวงที่เล็กที่สุดในโลกความพิเศษสุดของมัลดีฟส์ ที่ชื่อเสียงโด่งดังมากก็คือ ความสวยของท้องทะเลเพราะน้ำใสสีฟ้ามาก หาดทรายตามเกาะน้อยใหญ่ก็ขาวสะอาดสวยงามมาก จึงนิยมนำมาทำเป็นที่พักรีสอร์ตกันเป็นเกาะ เกาะ 1 เกาะต่อ 1 รีสอร์ต ซึ่งก็ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกไปเยือนกันอย่างมากมายอันเป็นรายได้หลักของประเทศมัลดีฟส์
มัลดีฟส์ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษถึง 79 ปี โดยได้เอกราชเมื่อ พ.ศ.2491 ในฐานะเป็นประเทศที่มีสุลต่านปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ต่อมาใน พ.ศ.2511มัลดีฟส์ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ โดยมีนายอิบบราฮิม นาซีร์ เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของมัลดีฟส์และบริหารประเทศจนถึง พ.ศ.2521 ต่อมานายเมามูน อับดุล กายูม ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสืบแทนจนกระทั่งปัจจุบัน
โดยได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีติดต่อกันถึง 5 สมัย (สมัยละ 5 ปี) นับเป็นประมุขฝ่ายบริหารที่บริหารประเทศนานที่สุดคนหนึ่งในภูมิภาคนี้ซึ่งในช่วงที่ยาวนานนี้มีความพยายามที่จะยึดอำนาจหลายครั้งแต่ทางการประเทศอินเดียส่งทหารมาช่วยปราบปรามทุกครั้งไป
เริ่มมีขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปฏิรูปการเมือง นำนายโมฮาเหม็ด นาชีด นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมชาวมัลดีฟส์เป็นผู้นำในการปฏิรูปการเมืองครั้งนี้ต้องติดคุกถึง 16 ครั้ง ตลอดชีวิตทางการเมืองของเขา มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใน พ.ศ.2546 จนกระทั่งมีการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอย่างประชาธิปไตยเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 25511


ซึ่ง นายโมฮาเหม็ด นาชีด เป็นคนแรกที่เตือนให้ชาวโลกรู้ว่าภาวะโลกร้อนนั้นกำลังทำให้ประเทศมัลดีฟส์จมลงสู่ใต้ท้องทะเลเนื่องจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจากการที่ภูเขาน้ำแข็งในขั้วโลกใต้ละลายลงอย่างรวดเร็ว
นายโมฮาเหม็ด นาชีด ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิ บดีจนถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555 เขาก็ถูกบังคับให้ลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี โดยถูกจ่อศีรษะด้วยปืนหลังจากเกิดการกบฏโดยตำรวจและทหารที่เคยสนับสนุนพวกของนายเมามูน อับดุล กายูม
เมื่อ โมฮาเหม็ด นาชีด ถูกบังคับให้ลาออกแล้วเขาก็รณรงค์ให้วงการเมืองระหว่างประเทศบีบให้มัลดีฟส์จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่ได้สำเร็จในเดือนกันยายน พ.ศ.2556 ปีถัดไปนั่นเองซึ่งไม่มีผู้สมัครคนใดได้คะแนนเสียงข้างมากจึงต้องมีการเลือกตั้งรอบสองโดยคัดผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด 2 คนมาแข่งขันกันอีกรอบซึ่งมีนายอับดุลลา ยามีน น้องชายต่างมารดาของนายเมามูน อับดุล กายูม คนหนึ่ง และโมฮาเหม็ด นาชีด อีกคนหนึ่ง ปรากฏว่านายอับดุลลา ยามีน ได้รับชัยชนะได้เป็นประธานาธิบดีและนายโมฮาเหม็ด นาชีด ก็ถูกจับในข้อหาแปลกๆ จนถูกพิพากษาจำคุก 13 ปี แต่เขาก็สามารถลี้ภัยการเมืองไปอยู่ที่อังกฤษได้ในที่สุด
ประธานาธิบดีอับดุลลา ยามีน มีนโยบายอิงจีนและเอนเอียงไปในทางต่อต้านตะวันตกและอินเดีย และนำศาสนาอิสลามมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองและใช้หลักของอิสลามสาขาวาฮาบีจากซาอุดีอาระเบีย (แนวความคิดและความเชื่อในวาฮาบีได้หลั่งไหลมาจากซาอุดีอาระเบียภายหลังเหตุการณ์สึนามิ พ.ศ.2547
ซึ่งมาพร้อมกับความช่วยเหลือของซาอุดีอาระเบีย) เป็นเครื่องปลุกระดมชาวมัลดีฟส์ให้ต่อต้านกลุ่มประเทศทางตะวันตกและอินเดียว่าได้ละเมิดอำนาจอธิปไตยของ มัลดีฟส์เสมอมา
วิกฤตการเมืองของมัลดีฟส์ที่กระทบต่ออำนาจตุลาการ เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 นี้ เมื่อประธานาธิบดีอับดุลลา ยามีน ปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลฎีกา ที่ตัดสินให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองระดับสูง 8 คน และเพิกถอนโทษจำคุกในข้อหาก่อการร้ายของอดีตประธานาธิบดีนาชีด ซึ่งขณะนี้ลี้ภัยอยู่ในประเทศอังกฤษ และอดีตประธานาธิบดีนาชีดเคยประกาศไว้ว่า เขาต้องการกลับมาลงเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในปีนี้ เพื่อแข่งกับอับดุลลา ยามีน
ในช่วงรุ่งเช้าวันอังคารที่ 6 กุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่ความมั่นคงบุกเข้าไปในบริเวณเขตที่ตั้งศาลในกรุงมาเล และจับกุมตัวประธานศาลฎีกาอับดุลลา ชาอิด และผู้พิพากษาอีกหนึ่งคน อีกหลายชั่วโมงต่อมาประธานาธิบดียามีนออกแถลงการณ์ทางโทรทัศน์ว่า ผู้พิพากษาที่โดนจับนั้นอยู่ในกลุ่มผู้ที่ต้องการโค่นอำนาจเขา และเขาจำเป็นต้องประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อนำตัวผู้พิพากษามาสอบสวน ก่อนหน้านั้นราวเที่ยงคืนของวันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่ก็เพิ่งจับกุมอดีตประธานาธิบดีเมามูน อับดุล กายูม วัย 80 ปี ที่บ้านพักของเขา
ต่อมาในช่วงค่ำวันอังคารที่ 6 กุมภาพันธ์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา 3 คนที่ไม่ได้ถูกจับ แถลงกลับคำพิพากษาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยให้ยืนตามคำพิพากษาเดิม ที่ตัดสินลงโทษจำคุกนาชีดในข้อหาก่อการร้ายเมื่อปี 2558 และกลับคำพิพากษาที่ให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง 8 คน
โดยคณะผู้พิพากษากล่าวว่า ปฏิบัติตามความกังวลที่ประธานาธิบดีร้องขอ
วิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองในมัลดีฟส์ ส่งผล
กระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักเข้าประเทศมัลดิฟส์ โดยรัฐบาลประเทศต่างๆ ประกาศเตือนพลเมืองของตนที่กำลังท่องเที่ยวอยู่หรือต้องการเดินทางมาเที่ยวมัลดีฟส์ในช่วงไฮซีซั่นนี้
อดีตประธานาธิบดีโมฮาเหม็ด นาชีด แห่งมัลดีฟส์ กล่าวให้สัมภาษณ์ต่อสื่อนิคเคอิเอเซียนรีวิวว่า
ในเมื่อมัลดีฟส์จัดเก็บรายได้น้อยกว่า 100 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน ทำให้แทบไม่พอใช้จ่ายในรายจ่ายประจำของประเทศและหมดทางที่จะผ่อนชำระหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาลราว 1,500-2,000 ล้านดอลลาร์
ของมัลดีฟส์ได้
อาจจะทำให้มัลดีฟส์ต้องสูญเสียดินแดนให้กับจีนภายในปีหน้าคือ พ.ศ.2562 โดยอดีตประธานาธิบดีโมฮาเหม็ด นาชีด ประเมินความเป็นไปได้ว่าถ้าหากการเลือกตั้งประธานาธิบดีมัลดีฟส์ในปี 2561 เกิดปัญหา จีนก็อาจจะยึดครองประเทศมัลดีฟส์ได้
จากข้อมูลช่วงเดือนมกราคมปีนี้ ระบุว่า
มัลดีฟส์ติดหนี้จีนคิดเป็นเกือบร้อยละ 80 ของหนี้ต่างชาติทั้งหมด โดยที่เงินส่วนใหญ่ไปอยู่ในโครงการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน สนามบิน หรือสะพาน
แต่นาชีดก็บอกว่าโครงการเหล่านี้เป็นแค่โครงการในเชิง “ผักชีโรยหน้า” ไม่ได้มีประโยชน์จริง ทำให้เกิดสนามบินว่างเปล่า ถนนที่ไม่ได้นำทางไปที่ใดเลย ทำให้เกิดแต่ภาระหนี้สิน และถ้าหนี้สินเหล่านี้จ่ายคืนจีนไม่ได้ จีนก็จะอ้างเรื่อง “กรรมสิทธิ์หุ้นส่วน” ในการขอยึดพื้นที่จากมัลดีฟส์ไปได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายตามแบบที่จีนทำกับศรีลังกามาแล้ว
อดีตประธานาธิบดีโมฮาเหม็ด นาชีด กล่าวว่า “การรุกคืบยึดครองพื้นที่เช่นนี้ทำให้อธิปไตยของพวกเรากลวงเปล่าจากข้างใน” โดยบอกอีกว่าวิธีการของจีนเป็นวิธีการอาศัยอำนาจทางเศรษฐกิจในการแผ่อิทธิพลโดยไม่ต้องใช้กำลังอาวุธใดๆ เขากล่าวหาว่าในช่วงสมัยประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือนายอับดุลลา ยามีน จีนได้ “ยึดไปแล้ว 16 เกาะ” แต่นายนาชีดก็ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่ามีเกาะใดบ้าง
การยึดครองดังกล่าวนายนาชีดเผยในรายละเอียดว่ามาจากการที่จีนเข้าไปสร้างท่าเรือพาณิชย์ แต่สามารถเปลี่ยนท่าเรือเป็นฐานทัพเรือสำหรับการทหารได้อย่างง่ายดาย และกรณีเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับประเทศจิบูตีในทวีปแอฟริกาที่มีจีนไปตั้งฐานทัพเรือเมื่อปีที่แล้วหลังจากการสร้างให้เป็นท่าเรือพาณิชย์ นอกจากนี้ รัฐบาลของนายอับดุลลา ยามีน ที่มีจีนหนุนหลังยังคอยลิดรอนเสรีภาพของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลมัลดีฟส์มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว เช่น กรณีที่รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและสั่งจำคุกผู้พิพากษาศาลสูงสุด หลังจากที่ผู้พิพากษาเหล่านี้ยกเลิกความผิดของนายโมฮาเหม็ด นาชีด และสั่งให้มีการปล่อยตัวและคืนตำแหน่งให้นักโทษการเมืองฝ่ายค้านในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
คิดถึงเมืองไทยนะ !

