คณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน 4 ระดับ ระดับชาติ คณะกรรมการอำนวยการ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ระดับจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ระดับอำเภอ มีนายอำเภอเป็นประธาน ระดับตำบล มีข้าราชการและหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ปราชญ์ชาวบ้าน และจิตอาสา เป็นคณะทำงาน ส่วนเมืองหลวงมีคณะกรรมการขับเคลื่อนระดับกรุงเทพมหานคร เขต และชุมชน
กำหนดโรดแมปส่งทีมขับเคลื่อนปูพรมลงไปถึงระดับตำบล 7,663 ทีม ทุกพื้นที่เทศบาล 6,052 ชุมชน และทุกเขตใน กทม. 2,067 ชุมชน รวม 75,032 หมู่บ้าน รอบแรกวันที่ 21 กุมภาพันธ์ – 20 มีนาคม ครั้งที่ 2 วันที่ 21 มีนาคม – 10 เมษายน ครั้งที่ 3 วันที่ 11-30 เมษายน ครั้งที่ 4 วันที่ 21-20 พฤษภาคม 2561
ตั้งเป้าขับเคลื่อน 10 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.สัญญาประชาคมผูกใจเป็นหนึ่ง 2.คนไทยไม่ทิ้งกัน 3.ชุมชนอยู่ดีมีสุข 4.วิถีไทยวิถีพอเพียง 5.รู้สิทธิ รู้หน้าที่ รู้กฎหมาย 6.รู้กลไกการบริหารราชการ 7.รู้รักประชาธิปไตยไทยนิยม 8.รู้เท่าทันเทคโนโลยี 9.ร่วมแก้ไขปัญหายาเสพติด 10.ตามภารกิจของทุกหน่วยงาน
พิจารณาแล้วครอบคลุมทุกมิติ เก็บหมดทั้งด้านความมั่นคง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การท่องเที่ยว เทคโนโลยีฯ
กระนั้นก็ตาม คำถามมีว่าเจตนาที่แท้จริงของโครงการนี้เป็นไปเพื่อเป้าหมายอะไรแน่
ระหว่างกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น แก้ปัญหาปากท้อง ราคาสินค้าค่าครองชีพสูง กับเพื่อบอกกล่าวข่าวสารโครงการและสรรพสิ่งทั้งหลายที่รัฐบาลแม่น้ำห้าสายทำมาทั้งหมดมีอะไรบ้าง แต่ชาวบ้านไม่รู้สึกรู้สาว่าชีวิตดีขึ้น ขณะเดียวกันก็กระตุ้นเตือนความทรงจำว่าต่อไปถ้าจะมีการเลือกตั้งก็ขอให้เลือกคนดีเข้าไปทำหน้าที่แทน
เป้าหมายประการแรกเป็นการขับเคลื่อนเพื่อเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ เป้าหมายประการต่อมาเพื่อเหตุผลทางการเมือง
แต่ไม่ว่าเจตนารมณ์ของโครงการจะเป็นไปตามเป้าหมายแรกหรือเป้าหมายหลังก็ตาม หากวิเคราะห์ถึงเนื้องานกันจริงๆ แล้ว สิ่งที่กลไก กรรมการแต่ละระดับลงไปปฏิบัติ คืออะไรแน่
เป็นการทำโครงการต่างๆ ทั้ง 10 ด้าน ซึ่งก็มีหน่วยงานราชการประจำแต่ละกระทรวง ทบวง กรม ทำอยุู่แล้ว หรือไม่ก็โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลดำเนินการไปแล้วหลายต่อหลายโครงการโดยเฉพาะเติมเงินให้กับกองทุนหมุู่บ้าน ธุรกิจเอสเอ็มอี
หากเป็นการส่งทีมงานกว่า 7,600 ทีมลงไป รวมแล้วไม่รุู้ใช้กำลังคนเท่าไหร่ เงินที่ใช้ไปกับคนทั้งหมดนี้เป็นสัดส่วนเท่าไหร่ของงบทั้งก้อน เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาลที่ผ่านมาเท่านั้นเอง
ยิ่งประการหลังนี้เป็นภาพสะท้อนถึงความไร้ประสิทธิภาพของการสื่อสารภาครัฐ องค์กรรัฐซึ่งทำหน้าที่นี้อย่างชัดเจน และตอกย้ำว่ารายการทีวีช่วงเย็นทุกวันและทุกค่ำวันศุกร์นั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ดู ถึงไม่รุู้ว่ารัฐบาลทำอะไรไปบ้าง ทำให้ต้องลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาล ส่งทีมไปสร้างการรับรู้ เพิ่มความเชื่อมั่นกับแนวทางของแม่น้ำห้าสาย
นอกจากเนื้องานที่เป็นรูปธรรมคืออะไรแล้ว ประเด็นต่อมา คือโครงการนี้รวมแล้วต้องใช้เงินเท่าไหร่ เสียไปกับค่าบริหารจัดการคนกี่เปอร์เซ็นต์ และเงินมาจากไหน ข่าวก่อนหน้านี้แจ้งว่าจะใช้งบประมาณเพิ่มเติมกลางปี 2561 ถึง 150,000 ล้าน ว่าไปแล้วเป็นเงินไม่น้อย
โครงการใหญ่โตกว้างขวาง ใช้เงินมากขนาดนี้เกิดขึ้นจากดำริความต้องการของผู้นำรัฐบาลเป็นหลัก เพื่อผลักดันความเชื่อเรื่องไทยนิยมให้เกิดขึ้นทำนองเดียวกับรัฐนิยมครั้งอดีต หวังเป็นแนวทางสร้างเอกลัษณ์ไทยให้ผู้คนในสังคมเกิดความความสามัคคีปรองดอง
ความเป็นจริงในทางปฏิบัติจะเกิดเช่นนั้นหรือไม่ก็ตาม ในแง่เศรษฐกิจสิ่งที่ต้องคิดก็คือความคุ้มค่ากับต้นทุนมหาศาลที่ลงไป ทั้งเงินและคน ความซ้ำซ้อนกับภารกิจประจำเดิมของทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
ที่สำคัญหน่วยงานด้านการวางแผนพัฒนา การปฏิรูปทุกด้านของรัฐ คือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง มีส่วนวิเคราะห์ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ของโครงการขนาดใหญ่นี้บ้างหรือไม่ พิจารณากลั่นกรอง และให้ความเห็นก่อนการขับเคลื่อนโครงการว่าอย่างไร
หากมีการวิเคราะห์ความคุ้มค่า ช่างน้ำหนัก ระหว่างเหตุผลทางเศรษฐกิจกับเหตุผลทางการเมืองอย่างเป็นระบบ เป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่เพราะ “เป็นเรื่องนโยบาย” ต้องตอบสนองดำริของผู้นำ
ประเด็นที่ต้องตอบยังมีอีกว่า การดำเนินโครงการขนาดนี้อาจเข้าข่ายตามรัฐธรรมนูญหมวดหน้าที่ของรัฐ มาตรา 62 รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพและมั่นคงยั่งยืน
กับหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา 76 รัฐพึงใช้จ่ายเงินงบประมาณมีประสิทธิภาพสูงสุดหรือไม่
เรื่องทำนองนี้ ภายใต้การเมืองตามระบบปกติ คงมีการอภิปรายในสภากันหลายยก อย่างน้อยก็ช่วยทำหน้าที่แทนสภาพัฒน์ในการตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า วินัยทางการเงินการคลัง ได้อีกทางหนึ่ง

