หน้าแรก บทความ ทำไมคนจึงไม่ท...

ทำไมคนจึงไม่ทำตามกฎหมาย? ตอนที่ 2 : เพราะทำแล้วมันคุ้ม โดย กล้า สมุทวณิช

28.02.18 | 12:00 น.

ข่าว “คุณป้าทุบรถ” ที่ชิงพื้นที่กระแสตลอดสัปดาห์ที่แล้ว เป็นตัวอย่างที่ดีและเข้ากันพอดีกับปัญหาที่กำลังนำเสนอเพื่อชวนให้คิด ว่า “ทำไมคนจึงไม่ทำตามกฎหมาย?” ด้วยสาเหตุที่น่าสนใจที่สุดอย่างหนึ่ง อันอยู่ในกลุ่มของการจงใจไม่ทำตามกฎหมายด้วยเจตจำนงของตัวเอง

เราไม่ต้องสงสัยเจตนาของคุณเจ้าของบ้าน ที่ลากขวานออกมาจามทุบรถปิกอัพที่จอดอยู่หน้าบ้าน ว่าเธอรู้ตัวเต็มที่ว่ากำลังจะกระทำการที่ละเมิดต่อกฎหมายบ้านเมือง อันเป็นกฎหมายที่สอดคล้องกับสำนึกทางศีลธรรมของมนุษย์ด้วย นั่นคือการทำลายทรัพย์สินของผู้อื่น โดยไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ว่าเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358

และยิ่งเมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงภูมิหลังของคุณเจ้าของบ้านซึ่งต่อสู้ตามกฎหมายทุกวิถีทางมาแล้วก่อนหน้านี้ จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย ที่เธอจะไม่รู้ว่าการกระทำของเธอนั้นกำลังละเมิดกฎหมายบ้านเมืองอยู่

แต่เธอก็เลือกที่จะลากขวานออกมากระทำการลือลั่นไปทั่วโลกโซเชียล สะเทือนไปถึงอำนาจรัฐ และการบังคับใช้กฎหมาย

เป็นรูปแบบของการละเมิดกฎหมายจากความตั้งใจ โดยเจตจำนงของผู้กระทำ ในอันที่จะ “เลือก” กระทำการเพราะชั่งน้ำหนักแล้ว เห็นว่า ผลร้ายของการละเมิดกฎหมายนั้น ในที่สุดแล้วจะคุ้มค่ากับประโยชน์ที่น่าจะได้รับ

Advertisement

เพราะมนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญา ที่การตัดสินใจจะกระทำหรือไม่กระทำอะไร ก็ด้วยพื้นฐานของผลประโยชน์หรือทางได้เสีย เป็นสัญชาตญาณพื้นฐานมาตั้งแต่ไม่รู้ความ เช่นที่ทารกรู้ตัวว่า หากตนเองส่งเสียงร้องไห้ จะได้รับประโยชน์คือมีนมหรืออาหารมาป้อนให้ถึงปาก โตขึ้นมาหน่อยก็ได้รู้ว่า ถ้าทำตัวเป็นเด็กดี เชื่อฟังพ่อแม่ผู้ปกครอง ก็จะได้รับรางวัลเป็นการพาไปเที่ยวเล่น หรือของเล่น ในทางกลับกันถ้าดื้อหรือฝ่าฝืนคำสั่งของผู้ปกครองก็จะโดนลงโทษ ทั้งโดนลงโทษทางกายภาพได้แก่การเฆี่ยนตี ไปจนถึงการลงโทษด้วยการตัดสิทธิ อันเป็นวิธีพื้นฐานในการสั่งสอนเด็กแบบลงโทษหรือรางวัล (the Carrot or the Stick)

และเมื่อเติบใหญ่ มนุษย์เราก็คงใช้กลไกการชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์และโทษที่ได้รับในเรื่องต่างๆ รวมถึงการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายด้วย

นั่นคือถ้าการฝ่าฝืนกฎหมายนั้น มีราคา “ถูก” กว่าประโยชน์หากละเมิดต่อกฎหมาย คนบางคนก็จะเลือกที่จะละเมิดต่อกฎหมาย ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ถ้าจอดรถในที่ห้ามจอด ถ้ามีโทษคือปรับ 500 บาท ในกรณีที่รีบจริงๆ และหากประโยชน์ที่เราได้รับ จากการจอดรถในที่ห้ามจอดนั้นมีราคาสูงกว่าค่าปรับ เช่น จะไปพบลูกค้าทำสัญญาที่มีมูลค่าหลักล้าน การเสียค่าปรับในการจอดรถในที่ห้ามจอด 500 บาท อย่างไรเสียก็คุ้มค่า ที่อาจจะตีว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการทำสัญญาหรือได้ประโยชน์นั้นก็ยังได้

แต่หากประโยชน์จากการละเมิดกฎหมายนั้นมีน้อยกว่าโทษตามกฎหมาย เราก็จะไม่เลือกการฝ่าฝืนกฎหมายนั้น ดังนั้น กฎหมายที่ดีจึงจะต้องระวางโทษ หรือมาตรการบังคับตามกฎหมายให้สอดคล้องกับประโยชน์หากละเมิดกฎหมายด้วย เช่นตัวอย่างเรื่องจอดรถในที่ห้ามจอด แทนที่จะมีโทษปรับอย่างเดียว ก็จะมีมาตรการที่ทำให้เสียเวลาหรือยุ่งยากเพิ่มขึ้นด้วย เช่นการล็อกล้อหรือลากไปเก็บที่โรงพัก นั่นเพราะเราสันนิษฐานว่า “ประโยชน์” ของการละเมิดกฎหมายนี้ คือ “ความสะดวก”

ดังนั้น “ราคา” ของการละเมิดกฎหมายนี้ ก็จะต้องเป็น “ความไม่สะดวก” ในระดับที่มากกว่าความสะดวกที่ได้รับหากละเมิดกฎหมาย

ตัวอย่างของเรื่อง “ราคา” ที่คุ้มค่าต่อการละเมิดกฎหมาย ครั้งหนึ่ง เคยมีการปิดสี่แยกไฟแดงกลางเมือง เพื่อถ่ายทำละครเรื่องหนึ่งโดยไม่ได้ขออนุญาตหรือแจ้งต่อทางการล่วงหน้า ส่งผลให้รถติดยาวเหยียด โดยที่ผู้จัดการถ่ายทำนั้นต้องรับผิดชอบทางกฎหมายด้วยการเสียค่าปรับเพียง 500 บาท ในความผิดฐานกีดขวางการจราจรเท่านั้น

นี่คือตัวอย่างของราคาการละเมิดกฎหมายที่ถูกมาก เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับ

 

หากเราจะมองในภาพกว้าง โดยตัดเหตุผลเบื้องหลังยกไว้ก่อนแล้ว การกระทำของคุณเจ้าของบ้านในเรื่องนี้ คือการตัดสินใจที่จะใช้การละเมิดกฎหมาย เพื่อให้ตนเองได้รับประโยชน์ในรูปแบบหนึ่ง ในที่นี้คือการแก้ปัญหาที่ตนเองถูกละเมิดสิทธิตามกฎหมาย

และพร้อมกับเหตุการณ์ดราม่า “คุณป้าทุบรถ” ก็เป็นวาระที่ละครเรื่อง “ล่า” ฉบับสร้างใหม่ ได้ฉายเป็นตอนอวสานพอดี และถ้าใครมีความคิดเชื่อมโยง ก็จะเห็นได้ว่า เรื่องจริง กับเรื่องแต่งสองเรื่องนี้ ตั้งอยู่บนแกนมูลเหตุเดียวกัน

คือ การที่ประชาชนตัดสินใจชำระความด้วยตัวเอง เนื่องจากกระบวนยุติธรรมหรือการจัดการของรัฐนั้นไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมหรือรักษาสิทธิให้ได้

ด้วยตามหลักการที่ควรจะเป็นเมื่อมีรัฐมีกฎหมายแล้ว ราษฎรทั้งหลายพึงสละอำนาจในการชำระความเมื่อเกิดความขัดแย้งขัดข้อง ให้เป็นหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ตัดสินและชำระความให้ ตามกลไกของกระบวนการตุลาการและกระบวนการทางบริหารหรือทางปกครอง เช่นนี้แม้คู่กรณีซึ่งเป็นราษฎรฝ่ายใด เชื่อว่าตัวเองมีสิทธิดีกว่า แต่ก็ไม่มีสิทธิที่จะชำระความหรือบังคับคดีได้เองโดยพลการ การฝ่าฝืนบังคับคดีหรือชำระความด้วยตนเองนั้นถือเป็นความผิดตามกฎหมาย หลักการนี้ได้รับการรับรองผ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในยุคหลังๆ หลายฉบับ

หลักการที่ศาลไทยยอมรับว่าการกระทำของบุคคลที่ละเมิดต่อกฎหมายจะถือว่าเป็นไปโดยบันดาลโทสะนั้นได้แก่ การนั้นจะต้องเป็นการกระทำเพื่อโต้ตอบการละเมิดข่มเหง ต่อผู้ที่มาข่มเหงนั้นโดยฉับพลันทันที ต่อเนื่องกับการกระทำที่มาข่มเหงนั้น เก็บไปคิดแล้วแค้นแล้ว
กลับมาแก้แค้นภายหลังไม่ได้ และการละเมิดหรือข่มเหงนั้นตนเองจะต้องไม่มีส่วนในการก่อเหตุนั้นด้วย ดังนั้น การทะเลาะวิวาทจึงอ้างบันดาลโทสะไม่ได้ และการกระทำความผิดเพราะบันดาลโทสะนั้น จะต้องกระทำโดยตรงต่อผู้มาละเมิดข่มเหงโดยตรงด้วย

หากนำหลักเรื่อง “บันดาลโทสะ” มาพิจารณากับเรื่อง “ป้าทุบรถ” ก็อาจจะพอปรับเข้าได้บ้างว่า การที่มีผู้มาจอดรถปิดทางเข้าบ้านนั้น ถือเป็นการ “ข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม”

และจากนั้นคุณเจ้าของบ้านก็ได้ “กระทำความผิดต่อผู้ข่มเหง (คือรถยนต์ของเขา) ในขณะนั้น” ได้อยู่บ้าง แต่ก็ต้องอาศัยดุลพินิจของศาลแหละว่าจะมองว่าการจอดรถขวางบ้านในลักษณะนี้ จะถือเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์นี้ เป็นความผิดอาญาอันยอมความได้ ดังนั้นด้วยเหตุผลที่เจ้าของรถเองก็น่าจะต้องยอมรับ ประกอบกับกระแสสังคม เรื่องก็มีแนวโน้มสูงว่าไม่น่าจะต้องไปเดือดร้อนถึงโรงศาล

 

ทั้งเรื่อง “ป้าทุบรถ” และละครเรื่อง “ล่า” ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องแต่ง แต่ความนิยมและกระแสของเรื่องนี้ ก็สามารถบ่งชี้ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของการบังคับใช้กฎหมายของไทยได้ว่า ประชาชนนั้นเกิดความรู้สึกว่า กระบวนยุติธรรม รวมถึงกระบวนการก่อนหรือหลังจากนั้น ไม่สามารถให้ความเป็นธรรม หรือเยียวยาแก้ปัญหาให้ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงเป็นความชอบธรรมแล้ว ที่จะเลือกละเมิดต่อกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาหรือเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเอง

สำหรับละครและนิยายเรื่อง “ล่า” นั้น เป็นการแสดงภาพอันสุดโต่งของการแก้ปัญหาหรือเรียกร้องความเป็นธรรมด้วยวิธีนี้ ซึ่งความสุดโต่งของมัน ก็ทำให้เกิดความรู้สึกถ่วงดุลในหมู่ผู้อ่านผู้ชมได้บ้าง ว่าการกระทำของมธุสรตัวเอกในเรื่องนั้น ก็ไม่ได้มีความชอบธรรมเสียเต็มที่ทีเดียวนัก

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เรื่อง “ล่า” นี้ก็เป็นนิยายมายา แต่เรื่อง “ป้าฯ” นี้สิเป็นของจริง และเป็นเรื่องจริงแบบที่ไม่ไปสุดโต่ง และเข้าใจหรือมีความรู้สึกร่วมได้ง่ายกว่าด้วย ก็เลยออกจะเป็นเรื่องกำกวมกว่า และพูดได้ไม่เต็มที่ ว่าเรื่องของ “ป้าทุบรถ” นั้นเป็นเรื่องที่ “ผิด”

เพราะฝ่ายที่ผิดจริงๆ นั้น คือฝ่ายรัฐ ได้แก่ฝ่ายปกครอง ที่ปล่อยปละละเลยซึ่งการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดหรือมีประโยชน์ใดแอบแฝงหรือไม่ก็ตาม จนก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่พยายามที่จะแก้ปัญหาของตัวเอง ด้วยช่องทางที่ถูกต้องตาม “กฎหมาย” อันเป็นวิถีทางที่ชอบอยู่แล้วทุกประการ ให้รู้สึกเหลืออดและสิ้นหวัง จนใช้วิธีการละเมิดกฎหมาย

ทั้งการกระทำผิดของทางคุณเจ้าของบ้านนั้น ก็ยังพอจะมองว่าได้สัดส่วนกับการกระทำที่ถูกละเมิดสิทธิด้วย คือ การละเมิดต่อ “ทรัพย์สิน” (รถยนต์) ตอบโต้กับการถูกละเมิดสิทธิในการใช้ “ทรัพย์สิน” (บ้าน) ของตนเอง ซึ่งเป็นความผิดต่อบุคคล ระหว่างราษฎรด้วยกันอีกต่างหาก ไม่ใช่ความผิดต่อความปลอดภัยหรือสงบเรียบร้อยโดยรวมของสังคม

คือถ้าคุณเจ้าของบ้าน เอาขวานไปจามหัวเจ้าของรถจนตายคาที่ น้ำหนักของเรื่องนี้จะเปลี่ยนไปทันที และ “ราคา” ของการกระทำความผิดเพื่อ “แก้ปัญหา” นี้ จะสูงขึ้นจนไม่น่าจะคุ้มค่าด้วย

และเพราะความที่น้ำหนักของการฝ่าฝืนกฎหมาย ต่อความเสียหายที่ได้รับนี้มันก้ำกึ่งกันนี่เอง ทำให้สังคมส่วนใหญ่ ค่อนไปในทางที่ยอมรับการกระทำของคุณเจ้าของบ้าน แม้ว่าการกระทำนั้นจะเป็นการละเมิด และฝ่าฝืนต่อกฎหมายบ้านเมืองก็ตาม

ทำให้น้ำหนักของความรับผิดชอบในเรื่องนี้ จึงมาตกเอาแก่ “ฝ่ายรัฐ” นั่นเอง ว่าปล่อยให้เกิดกรณีที่ประชาชนจะต้องละเมิดกฎหมาย จัดการระงับข้อพิพาทกันเอง เพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทของตนได้อย่างไร ทั้งหนำซ้ำว่า การละเมิดกฎหมายเช่นนั้น กลับเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาให้ตนด้วย เพราะในที่สุด การดังกล่าวก็ทำให้ทางภาครัฐฝ่ายปกครองลุกตื่นขึ้นมาจริงจังเข้มงวดกับการบังคับใช้กฎหมายอันเป็นหน้าที่อันควรกระทำมาตั้งนานแล้วเพื่อป้องกันหรือระงับยับยั้งปัญหา

เป็นคำถามว่า จะเป็นอย่างไรถ้าเรื่องนี้กลายเป็น “กรณีศึกษา” หรือ “โมเดล” ของการที่ประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิ จะใช้เป็นช่องทางในการแก้ไขปัญหา หรือเรียกร้องให้อำนาจรัฐหันมามองปัญหาของตน

สังคมที่กลไกการ “บังคับใช้กฎหมาย” ของรัฐจะถูกกระตุ้นขึ้นมาได้ เพราะต้องให้ฝ่ายที่เรียกร้องนั้นทำการ “ฝ่าฝืนกฎหมาย” ในราคาที่สมน้ำสมเนื้อเสียก่อน จึงจะได้รับการคุ้มครองแล้ว ในที่สุด เราทั้งหลายจะอยู่กันอย่างไร?