หน้าแรก บทความ พอเถอะ เสียสั...

พอเถอะ เสียสัตย์เพื่อชาติ โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

8.03.18 | 12:23 น.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ส่งสัญญาณล่าสุดว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดขึ้นไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์ 2562 จะถือว่าเป็นสัญญาประชาคมได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเชื่อถือของแต่ละท่านที่มีต่อท่านผู้นำ

ความชัดเจนที่มีมากขึ้นกำลังจะตามมาด้วย โฉมหน้าที่แท้จริงของคนเสียสัตย์เพื่อชาติทีละรายสองราย เคยสาบทสาบานไว้อย่างไร เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตาม

แม้กระทั่งคนดีที่ประกาศยึดแนวทางตั้งพรรคปฏิรูป ยังเผยตัวเองออกมาอย่างล่อนจ้อน ไม่อายผู้คน ว่าจะร่วมมือกับ ส.ว.250 คน ในการเลือกนายกรัฐมนตรีคนนอก

ส.ว.250 คน ที่มาจากการเสนอแต่งตั้งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีโควต้าพิเศษ 6 ตำแหน่งจากผู้นำเหล่าทัพ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 นี่แหละครับ

ขนาดพรรคคนดียังจำเป็นต้องใช้บริการนั่งร้านเป็นไม้ค้ำยันเพื่อดันคนที่ต้องการเข้าสู่อำนาจ โดยใช้สิทธิพิเศษจากจำนวนมือของวุฒิสภา อย่างนี้นี่หรือคือแนวทางปฏิรูป

Advertisement

ที่เนื้อแท้ก็คือความได้เปรียบ การเอาเปรียบคู่แข่งขัน ลักลั่น ไม่เป็นธรรมโดยแท้

อย่างไรก็ตาม เมื่อการเลือกตั้งจะเกิดขึ้น ผลออกมาเป็นเช่นไรก็แล้วแต่ สิ่งที่ได้มากับการเลือกตั้งไม่ใช่แค่ผลของมันที่นักลากตั้งชอบเสียดสีกันนักว่าประชาธิปไตยแค่ 4 นาทีในคูหาลงคะแนนเท่านั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้งต่างหากที่มีคุณค่าและความหมาย

นั่นคือ บรรยากาศ เนื้อหาสาระ ความเป็นประชาธิปไตย ศักดิ์ศรีความเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก การตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ ทวงถามหาความเป็นจริงทั้งหลาย โดยไม่ตกอยู่ภายใต้ความรู้สึกสะพรึงกลัว ไม่ปลอดภัยจากอำนาจนิยม ข่มขู่ คุกคาม ละเมิดสิทธิ ดำเนินคดีภายใต้ข้อหาบ่อนทำลายความมั่นคง

ในเวทีการปราศรัยหาเสียงจะเกิดคำถามต่างๆ ต่อผู้อาสาเข้ามารับใช้ประชาชน แม้กระทั่งคนมีอำนาจที่จากไปแล้ว ต้องตอบทั้งเรื่องการดำเนินนโยบายและเรื่องส่วนตัวจะถูกยกขึ้นมา อาทิว่า นาฬิกาหรูทำไมไม่มีในบัญชีทรัพย์สิน ไหนว่าจะไม่เล่นการเมืองแล้วไง ทำไมถึงกลับใจเสียล่ะ ใครคนไหนในพรรคต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียของส่วนรวมที่เกิดขึ้นจากการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมสุดซอย ไหนบอกว่าเชิดชูหลักการประชาธิปไตยแต่ทำไมยอมยกพรรคไปร่วมกับคนนอกเพื่อหวังได้เป็นรัฐบาลแค่นั้น ฯลฯ

คำถามอื่นๆ อีกมากมาย รวมเลยไปถึงองค์กรตรวจสอบทั้งหลายก็ไม่วายที่จะถูกถามหาในเวทีปราศรัยหาเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรป้องกันและปราบปรามการทุจริต ท่านทำหน้าที่มีมาตรฐานเดียวจริงหรือไม่ เป็นต้น

ภายหลังการเลือกตั้ง เมื่อเกิดมีรัฐสภา การติดตามตรวจสอบ ถ่วงดุลซึ่งกันและกันก็จะเกิดขึ้น ภายใต้ระยะเวลาการดำรงอยู่ที่แน่นอน มากที่สุด 4 ปี ต้องไปเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่ระบบลากยาวตามใจฉัน จบเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ ไร้หลักประกัน

จะเป็นการพิสูจน์กฎกติกาที่ยกร่างขึ้นมาภายใต้ข้ออ้างผ่านการลงประชามติมาแล้ว ว่าเนื้อหาสาระที่เขียนไว้ในที่สุดแล้วเป็นคุณหรือเป็นโทษกับเสถียรภาพของฝ่ายบริหารนิติบัญญัติ การเมืองและสังคมไทยมากกว่ากัน
จะทำให้เกิดความร่วมไม้ร่วมมือ หรือความขัดแย้ง ไร้เสถียรภาพระหว่างสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้ง กับวุฒิสภาจากการแต่งตั้ง เพราะฝ่ายหนึ่งได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่งตลอดเวลา

ห้วงเวลาอีกไม่กี่เดือน หากการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริงจะเป็นคำตอบว่ารัฐธรรมนูญที่ยกร่างภายใต้ความหวาดระแวง ไม่ไว้ใจใคร ไม่เชื่อมั่นการตัดสินใจของประชาชน ไม่ยอมให้โอกาสประชาชนสรุปบทเรียนด้วยตัวเอง สุดท้ายแล้วส่งผลเป็นเช่นไร

ภายใต้สถานการณ์ที่กำลังดำเนินไปและเต็มไปด้วยคำถามต่างๆ เหล่านี้ ทางเลือกของผู้นำแม่น้ำห้าสายควรไปทางไหน ระหว่างยืนยันความคิดเดินหน้าต่อ กับหยุดและเพียงพอ มาทำหน้าที่เป็นผู้ติดตาม เฝ้าดู กำกับ ตรวจสอบ ไว้วางใจผู้อื่นบ้าง คิดบวกว่าคนส่วนใหญ่ล้วนหวังดีต่อส่วนรวมเช่นกัน

ข้อเสนอของผมก็คือ พอ หยุดเถอะ รับฟังและทำตาม ปัญญาชนคนกลางๆ อย่าง รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เขียนถึงหัวหน้า คสช. ให้ปรับยุทธศาสตร์การเมืองจากยุทธศาสตร์การสืบทอดอำนาจบริหารไปสู่ยุทธศาสตร์การตรวจสอบทางการเมือง ดำรงบทบาทในฐานะเป็นผู้ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ผ่านกลไกวุฒิสภา เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

ปัญหาอยู่ที่ว่าจะเชื่อใคร ระหว่างคนแวดล้อม หรือผู้หวังดีที่ไม่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง