หน้าแรก บทความ ไข้หวัดใหญ่ :...

ไข้หวัดใหญ่ : โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

25.03.18 | 13:00 น.

โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย พบได้เกือบทั้งปี แต่จะเป็นมากในช่วงฤดูฝน บางปีอาจพบมีการระบาด พบเป็นสาเหตุอันดับแรกๆ ของอาการไข้ที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน แพทย์มักจะให้การวินิจฉัยผู้ใหญ่ที่มีอาการตัวร้อนมา 2-3 วัน โดยไม่มีอาการอย่างอื่นชัดเจนว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ ซึ่งบางครั้งก็อาจผิดพลาดได้

สาเหตุ : เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นไวรัสที่มีชื่อว่าไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza virus) เชื้อนี้จะอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วย ติดต่อโดยการไอ จาม หรือหายใจรดกัน หรือโดยการสัมผัสถูกมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่แปดเปื้อนเชื้อแบบเดียวกับไข้หวัด (ธรรมดา)

ระยะฟักตัว : 1-4 วัน จะเริ่มมีอาการหลังรับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย เชื้อไข้หวัดใหญ่มีอยู่ 3 ชนิดใหญ่ๆ เรียกว่า ชนิด เอ บี และซี ซึ่งแต่ละชนิดยังแบ่งเป็นพันธุ์ย่อยๆ ออกไปอีกมากมาย โดยการเกิดโรคแต่ละครั้งจะเกิดจากเชื้อเพียงอย่างเดียว เมื่อเป็นแล้วก็จะมีภูมิคุ้มกันต่อพันธุ์นั้นๆ แต่ไม่สามารถคุ้มกันต่อพันธุ์อื่นๆ ได้ จึงอาจติดเชื้อจากพันธุ์ใหม่ได้อีก เชื้อไข้หวัดใหญ่บางพันธุ์อาจผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำให้เกิดการระบาดใหญ่ และมีการเรียกเชื้อโรคที่ระบาดแต่ละครั้งตามชื่อของประเทศที่เป็นแหล่งต้นกำเนิด เช่น ไข้หวัดใหญ่ฮ่องกง เรียกสั้นๆ ว่า ไข้หวัดฮ่องกง หรือหวัดฮ่องกง ไข้หวัดรัสเซีย ไข้หวัดสิงคโปร์ เป็นต้น

อาการ : มักจะมีอาการเกิดขึ้นทันทีทันใด อาการไข้สูงๆ หนาวๆ ร้อนๆ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะที่บริเวณกระเบนเหน็บ ต้นแขนต้นขา ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย มีอาการขมในคอ อาจมีอาการเจ็บในคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอแห้งๆ จุกแน่นท้อง แต่บางรายก็อาจไม่มีอาการคัดจมูกหรือเป็นหวัดเลยก็ได้ มีข้อสังเกตว่าไข้หวัดใหญ่มักเป็นหวัดน้อยแต่ไข้หวัดน้อยมักเป็นหวัดมาก ไข้มักเป็นอยู่ 2-4 วัน แล้วค่อยๆ ลดลง แล้วอาจมีอาการวิงเวียนศีรษะเหมือนเมารถ เมาเรือ เนื่องมาจากการอักเสบของอวัยวะการทรงตัวในหูชั้นใน ซึ่งมักจะหายเองภายใน 3-5 วัน

สิ่งตรวจพบ : มักจะมีไข้สูง 38.5-40 องศาเซลเซียส หน้าแดง เปลือกตาแดง อาจมีน้ำมูกใส คอแดงเล็กน้อย หรือไม่แดงเลยทั้งๆ ที่ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บคอ ส่วนมากแล้วมักตรวจไม่พบอาการผิดปกติอื่นๆ

Advertisement

อาการแทรกซ้อน : ส่วนมากเป็นไข้หวัดใหญ่มักจะหายได้เอง โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน ส่วนน้อยอาจจะมีภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย ได้แก่ ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หูชั้นในอักเสบ หลอดลมอักเสบ
ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ คือ ปอดอักเสบ ซึ่งมักจะเกิดจากแบคทีเรีย พวกนิวโมค็อกคัส หรือสแตฟฟิโลค็อกคัส เชื้อชนิดหลังนี้มักจะทำให้เป็นปอดอักเสบชนิดร้ายแรงถึงตายได้ ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงมักจะเกิดขึ้นในเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่สูบบุหรี่จัด หรือผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังทางปอดหรือหัวใจ หรือภาวะไตวาย แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่จะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนถึงตายได้นั้นนับว่า “น้อยมาก” มักเกิดในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยเรื้อรังที่ร่างกายอ่อนแออยู่ก่อนแล้ว

การรักษา : 1.ให้การดูแลปฏิบัติตัวและรักษาตามอาการเหมือนไข้หวัด คือ การนอนพักผ่อนมากๆ ห้ามตรากตรำงานหนักๆ ห้ามอาบน้ำเย็น ใช้ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัวเวลามีไข้สูง กินอาหารอ่อน ข้าวต้ม โจ๊ก ดื่มน้ำและน้ำหวาน หรือน้ำผลไม้มากๆ ให้ยาลดไข้แก้ปวด ในเด็กและผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาพวก Aspirin เพราะอาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรค “เรย์ซินโดรม” ได้ ถ้าไอให้จิบน้ำผึ้งผสมมะนาวหรือยาแก้ไอ เป็นต้น 2.ยาปฏิชีวนะ: ไม่จำเป็นต้องให้ เพราะเป็นโรคเกิดจากเชื้อไวรัส จะให้ต่อเมื่อมีภาวะแทรกซ้อนจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น มีน้ำมูกหรือเสลดสีเหลืองหรือสีเขียว ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หรืออิริโทรไมซิน 3.ถ้ามีอาการหอบ หรือสงสัยปอดอักเสบ โดยเฉพาะถ้าพบในผู้สูงอายุหรือในเด็ก ควรส่งโรงพยาบาลด่วน อาจจะต้องเอกซเรย์ปอด ตรวจเลือด ตรวจเสมหะ ฯลฯ ถ้าพบว่าเป็น “ปอดอักเสบ” ก็ให้ยา “ปฏิชีวนะ” ตามชนิดของเชื้อที่ตรวจพบ

ข้อแนะนำ : 1.โรคนี้ถือว่าไม่ใช่โรคร้ายแรง ส่วนมากให้การดูแลรักษาตามอาการก็หายได้เองภายใน 3-5 วัน ข้อสำคัญต้องนอนพักผ่อน ดื่มน้ำมากๆ และห้ามอาบน้ำเย็น ถ้าไข้ลดลงแล้วควรอาบน้ำอุ่นอีก 3-5 วัน ในรายที่ไม่ได้พักผ่อนหรือตรากตรำทำงานหนัก อาจหายช้าหรือมีภาวะแทรกซ้อนได้ ต้องระวังให้มาก 2.อาการไข้สูงและปวดเมื่อยโดยไม่มีอาการอื่นๆ ชัดเจน อาจมีสาเหตุมาจากโรคอื่นในระยะเริ่มแรก เช่น ไทฟอยด์ ไซนัสตับอักเสบจากไวรัส ไข้เลือดออก หัด มาลาเรีย เลปโตสไปโรซิส เป็นต้น จึงควรสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดถ้ามีอาการอื่นๆ ปรากฏให้เห็น ก็ควรให้การรักษาตามโรคที่สงสัย
หากผู้ป่วยรายใดมีไข้เกิน 7 วัน มักจะไม่ใช่ไข้หวัดใหญ่แต่คงมีสาเหตุอื่นๆ เช่น ไทฟอยด์ ไทฟัส มาลาเรีย วัณโรคปอด เป็นต้น ผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดใหญ่ มักจะมีไข้ไม่เกิน 7 วัน 3.ไซนัสและไข้หวัดใหญ่ บางครั้งอาจจะมีอาการคล้ายกันมาก แต่ไข้หวัดใหญ่มักมีไข้สูงกว่าปวดเมื่อยมากกว่า อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะแยกกันไม่ออก แต่ก็ให้การดูแลรักษาเหมือนๆ กัน

การป้องกัน : การป้องกันให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับไข้หวัด ส่วนวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ มักจะฉีดในช่วงที่มีการระบาดใหญ่ ซึ่งจะป้องกันได้นานประมาน 12 เดือน ถ้ามีการระบาดในปีต่อไป ก็ต้องฉีดใหม่อีก โดยทั่วไปถ้าไม่มีการระบาดจะไม่ฉีดวัคซีนให้แก่คนทั่วไป ทั้งนี้ เชื้อไข้หวัดใหญ่มีอยู่หลายพันธุ์ เราไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าการระบาดครั้งต่อไปจะเกิดเชื้อชนิดใด ในแง่ปฏิบัติจึงไม่นิยมฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่กัน ยกเว้นกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ผู้ที่มีอายุสูงเกิน 65 ปี ผู้ป่วยเบาหวาน โรคเรื้อรังทางปอดหรือหัวใจ หรือภาวะไตวาย บุคลากรทางการแพทย์สาธารณสุข ผู้ที่จะเดินทางไปในถิ่นที่มีการระบาดของโรค ผู้ที่มีกิจกรรมจำเป็น เช่น ตำรวจ นักแสดง นักศึกษา นักเดินทาง ที่ไม่อาจหยุดงานได้

ข้อสังเกต : ไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ มีอาการคล้ายกันและให้การรักษาแบบเดียวกัน แต่ไข้หวัดใหญ่ถ้ามีไข้สูงในผู้อายุมากกว่า 65 ปี และเด็กๆ ให้ระวังการเกิดโรคแทรกซ้อนปอดอักเสบได้

โรคส่าไข้ : Roseola Infantum ส่าไข้โบราณ หมายถึง อาการผื่นตุ่มขึ้นร่วมอาการตัวร้อนในที่นี้ หมายถึงโรค Roseola Infantum หรือ Exanthema subitum หรือ Sixth Disease ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งเป็นโรคที่พบในเด็กเล็ก โดยเฉพาะช่วงอายุต่ำกว่า 2 ปี พบมากในช่วงอายุ 5-9 เดือน มักไม่พบในเด็กหรือผู้ใหญ่

สาเหตุ : เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งชื่อ Human herpesvirus type 6 ซึ่งอยู่ในน้ำลายของผู้ป่วย ติดต่อโดยการไอ จาม หรือหายใจรดกัน ระยะฟักตัว : 5-7 วัน หลังจากติดเชื้อจะเริ่มมีอาการภายใน 5-7 วัน

อาการ : ผู้ป่วยเด็กจะมีไข้สูงทันทีทันใด และมักจะมีไข้สูงตลอดเวลา กระสับกระส่าย เบื่ออาหาร แต่ไม่มีน้ำมูกหรืออาการที่ร้ายแรงอื่นๆ จะมีไข้อยู่นาน 1-5 วัน (โดยเฉลี่ย 3 วัน) แล้วอยู่ดีๆ ไข้จะลดลงเป็นปกติ หลังจากไข้ลดลงไม่กี่ชั่วโมงก็จะปรากฏผื่นแดงเล็กๆ ขึ้นตามตัวคล้ายๆ ผื่นของหัด เมื่อผื่นขึ้นเด็กจะกลับแข็งแรงเป็นปกติทุกอย่าง ผื่นจะเป็นอยู่ 1-3 วัน ก็จะจางหายไปเอง อาการของโรคนี้จะต่างจากหัด ซึ่งหัดเมื่อผื่นขึ้นจะยังมีไข้สูงอยู่และมีอาการรุนแรงกว่า

สิ่งตรวจพบ : ในระยะก่อนผื่นขึ้นจะพบว่ามีไข้สูงอาจถึง 41 องศาเซลเซียส (106 องศาฟาเรนไฮต์) ในระยะไข้ลงแล้ว จะพบผื่นแดงเล็กๆ ขึ้นตามตัวและเด็กดูท่าทางสบายดี ส่วนมากพ่อแม่จะพาเด็กมาหาหมอในระยะนี้เป็นส่วนใหญ่

อาการแทรกซ้อน : ถ้าตัวร้อนจัด อาจชักจากไข้สูง โรคนี้เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยในทารกที่มีอาการชักจากไข้สูง
การรักษา : 1.ให้การรักษาตามอาการ คือ ดื่มน้ำมากๆ ถ้ามีไข้ให้ยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอลน้ำเชื่อม 1-2 ช้อนชา ทุก 4-6 ชั่วโมง ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว 2.ถ้าไข้สูงจัด หรือเด็กเคยรักษามาก่อน ให้ยากันชัก 3.ถ้าพบเด็กที่ไข้ลดลงแล้วและมีผื่นขึ้นโดยเด็กท่าทางสบายดี ก็ไม่ต้องให้การรักษาอะไร

ข้อแนะนำ สำหรับโรคส่าไข้พบในเด็กเล็ก ถ้าพบเด็กเล็กมีไข้สูงตลอดเวลา โดยไม่มีอาการผิดปกติอื่นๆ ใดๆ ให้ควรคิดถึงโรคนี้ โดยเฉพาะเมื่อเด็กตัวเย็นปกติหลังจากไข้ลดลง และมีผื่นขึ้นแล้ว โรคนี้ไม่มีอันตราย ไม่มีโรคแทรกซ้อนแต่อย่างใด นอกจากมีอาการชักจากไข้สูง มักหายได้เองภายใน 3-5 วัน เมื่อผู้ป่วยเด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้แล้วมักจะไม่เป็นซ้ำอีก จำไว้ให้แม่นๆ ว่า “ส่าไข้” จะมีผื่นขึ้น เมื่อไข้ลงแล้วและหลังจากผื่นขึ้นเด็กจะรู้สึกสบายดีทุกอย่าง วิ่งเล่นได้ตามปกติ

คางทูม (Mumps/Epidemic parotitis) : คางทูมเป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของต่อมน้ำลาย โดยมากจะเป็นต่อมน้ำลายข้างหู (parotitis gland) พบมากในเด็กอายุ 6-10 ปี มักไม่พบในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี และผู้ใหญ่อายุมากกว่า 40 ปี อาจพบระบาดได้เป็นครั้งคราว
สาเหตุ : เกิดจากเชื้อคางทูม ซึ่งเป็นไวรัสในกลุ่ม paramyxovirus ซึ่งเชื้อจะอยู่ในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วย ติดต่อโดยการไอ จาม หรือหายใจรดกัน หรือโดยการสัมผัสถูกมือ หรือสิ่งของเครื่องใช้ เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ จาน ชาม ฯลฯ ที่แปดเปื้อนเชื้อแบบเดียวกับไข้หวัด ระยะฟักตัว 15-20 วัน

อาการ : มักมีไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว เจ็บคอ เบื่ออาหาร อ่อนเพลียและปวดในรูหู ขณะเคี้ยวหรือกลืนนำมาก่อน 1-3 วัน ต่อมาพบว่าบริเวณข้างหู หรือขากรรไกรมีอาการปวด บวม และกดเจ็บผิวหนังบริเวณนั้นอาจมีลักษณะแดง ร้อน และตึง ผู้ป่วยมักรู้สึกปวดร้าวในหูขณะกลืน เคี้ยว หรืออ้าปาก บางรายอาจมีอาการบวมที่ใต้คางร่วมด้วย 2 ใน 3 ของผู้ป่วยอาจมีอาการอักเสบของต่อมน้ำลายทั้ง 2 ข้าง โดยห่างกันประมาณ 4-5 วัน อาการบวมจะค่อยๆ ยุบลงไปใน 1-10 วัน บางรายมีอาการขากรรไกรบวม โดยไม่มีอาการอื่นนำมาก่อน หรือมีเพียงไข้โดยขากรรไกรไม่บวมก็ได้

สิ่งตรวจพบ : มีไข้สูง 38-40 องศาเซลเซียส บางรายอาจไม่มีไข้ บริเวณขากรรไกรบวมข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง รูเปิดของท่อน้ำลายในกระพุ้งแก้ม (บริเวณตรงกับฟันกรามบนซี่ที่ 2) อาจมีอาการบวมแดงเล็กน้อย
อาการแทรกซ้อน : ส่วนมากเป็นเองแล้วจะหายเองได้ โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน ส่วนน้อยจะมีภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่น อัณฑะอักเสบ รังไข่อักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ หูชั้นในอักเสบ ไตอักเสบ ต่อมไทรอยด์อักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ แต่ส่วนที่เป็นภาวะที่พบได้น้อยมาก

การรักษา : 1.ให้การรักษาตามอาการ เช่น ให้นอนพัก ดื่มน้ำมากๆ เช็ดตัวเวลามีไข้สูง ให้ยาลดแก้ปวด ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบบริเวณคางทูม ไม่ต้องให้ยาปฏิชีวนะ 2.ถ้ามีอัณฑะอักเสบแทรกให้ประคบด้วยน้ำแข็ง ให้ยาแก้ปวด และให้เพรดนิโซโลน 3.ถ้ามีอาการปวดรุนแรง หรือซึมไม่ค่อยรู้สึกตัว ให้ส่งโรงพยาบาล อาจต้องทำการตรวจพิเศษเพิ่ม และให้การรักษาตามสาเหตุที่ตรวจพบ

ข้อแนะนำ : 1.โรคนี้เกิดจากไวรัส ถือเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง ซึ่งมักจะหายเองได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยไม่ต้องฉีดยา หรือให้ยาจำเพาะแต่อย่างใด การที่ชาวบ้านนิยมเขียน “เสือ” ด้วยตัวหนังสือจีนที่แก้มทั้ง 2 ข้าง หรือใช้ปูนป้ายแล้วหายได้นั้นก็เพราะเหตุนี้ 2.ควรแยกผู้ป่วยออกต่างหากจนกว่าคางจะยุบบวม 3.ควรเฝ้าระวังอาการแทรกซ้อน โดยเฉพาะในผู้ใหญ่ หากสงสัยควรส่งไปตรวจโรงพยาบาล 4.เมื่อเป็นแล้วจะไม่เป็นซ้ำอีก
การป้องกันโรคนี้สามารถป้องกันโดยการฉีดวัคซีน มักทำรวมในเข็มเดียวกันกับวัคซีนป้องกันหัดและหัดเยอรมันที่มีชื่อว่า “เอ็มเอ็มอาร์ (MMR)” มักฉีดเมื่อเด็กอายุได้ 0-15 เดือน

ข้อสังเกต : ทั้งสามโรคที่ผู้เขียนกล่าวถึงนี้ตัวเชื้อที่เป็นต้นเหตุ คือ เกิดเชื้อ “ไวรัส” มีไข้สูงช่วงสั้นๆ 3-7 วัน เป็นเองและหายเองได้ในระยะสั้น ไม่ต้องให้ยาปฏิชีวนะ ไข้หวัดใหญ่ มีวัคซีนป้องกันอยู่ได้นาน 12 เดือน ปีต่อไปต้องฉีดซ้ำ ถ้ามีการระบาดคนป่วยด้วยโรคนี้แล้วเป็นซ้ำได้อีก
ส่วนคางทูม นอกจากจะมีไข้สูงแล้ว บางรายมีอาการต่อมน้ำลายข้างหูบวมโตให้เห็นได้ เมื่อเป็นโรคนี้แล้วไม่เป็นซ้ำอีก มีวัคซีนฉีดเรียกว่า “เอ็มเอ็มอาร์ (MMR)” ส่วนไข้ส่า เป็นไข้ต่ำและมีผื่นตุ่มขึ้นตามตัวร่วมกับตัวร้อน ประมาณ 1-5 วัน ไข้และผื่นจะจางหายเองเป็นปกติ เมื่อผู้ป่วยเด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้แล้วมักจะไม่เป็นซ้ำอีก ต่างจาก “หัด” เมื่อผื่นขึ้นจะยังมีไข้สูงอยู่และมีอาการรุนแรงกว่านะครับ