หน้าแรก บทความ เสน่ห์ประชาธิ...

เสน่ห์ประชาธิปไตยในสังคมไทย จุดอ่อนและจุดแข็งทางการเมือง : โดย รศ.ดร.กิตติทัศน์ ผกาทอง

29.03.18 | 13:00 น.

สังคมไทยกับประชาธิปไตย แม้จะดำเนินการในเชิงวิวัฒนาการที่ค่อนข้างล่าช้า เพราะได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ พ.ศ.2475 จวบจนปัจจุบัน นับเป็นระยะเวลานานถึง 85 ปี ซึ่งถือว่ามีอาวุโสหรือพรรษายุกาลมาก หากเป็นคนอายุ 85 ปี ย่อมถือว่าเข้าสู่วัยชราตอนปลาย และคนที่มีอายุมากถึง 85 ปี ย่อมล่วงกาลผ่านเวลาและเก็บเกี่ยวประสบการณ์สำหรับชีวิตมาอย่างโชกโชน พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้ตรัสรู้พระธรรม และนำพระธรรมคำสั่งสอนเผยแผ่แก่พุทธศาสนิกชน จนสามารถประดิษฐานพระพุทธศาสนา มั่นคงและถาวรกระทั่งประเทศไทยได้รับอานิสงส์ภายใต้พุทธบารมีของพระองค์ในปัจจุบัน ทรงมีพระชนม์ชีพแค่ 80 ปีเท่านั้น

คนที่มีอายุยืนนานถึง 85 ปีขึ้นไป ย่อมถือเป็นผู้มีบุญลาภอันยิ่งใหญ่ของชีวิต ซึ่งบ่งชี้ว่าในชาติปางก่อนได้บำเพ็ญกุศลกรรมที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะข้อที่ไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์

เพราะคนที่ปกติฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจะมีอายุสั้นและเต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บนานาประการรุมเร้าชีวิต

1.สังคมไทย (Thai Society) : สังคมไทยคือสังคมที่ชนชาติไทยตั้งถิ่นฐานสืบต่อกันมาจากยุคสู่ยุค มีวิถีชีวิต ศาสนา ค่านิยม และวัฒนธรรมประเพณีที่คล้ายคลึงกันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1) สังคมเมือง (Urban Society) และ 2) สังคมชนบท (Rural Society)

สังคมเมืองกับสังคมชนบทมีค่านิยม ลัทธิประเพณี ศาสนา และวัฒนธรรม รวมทั้งรสนิยม อาชีพ ฐานะ การศึกษา และค่าครองชีพ เป็นต้น ซึ่งแตกต่างจากสังคมชนบทโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวแปรหลักในการสร้างพฤตินิสัยและค่านิยม คือ ระดับการศึกษา (Education) การศึกษาจึงเป็นรากฐานอันสำคัญสำหรับชีวิตดังคำกล่าวที่ว่า “รากฐานของตึกคืออิฐ รากฐานของชีวิตคือการศึกษา” ด้วยเหตุนี้เวลามีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. สังคมเมืองกับสังคมชนบทจึงได้นักการเมืองและพรรคการเมืองที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก

Advertisement

รศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยเขียนหนังสือชื่อ “สองนคราประชาธิปไตย” ในหนังสือเล่มดังกล่าวนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงกระบวนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส.ว่า “คนในสังคมชนบทเป็นคนเลือกผู้แทนเข้าสู่สภา เพื่อเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ แต่คนในสังคมเมืองกลับเป็นผู้ขับไล่รัฐบาล” เป็นต้น

และการที่สังคมเมืองเลือก ส.ส.เข้าสู่สภาได้น้อยกว่าสังคมชนบทก็เนื่องเพราะคนในสังคมชนบทมีจำนวนคนไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งมากกว่าคนในสังคมเมืองนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้พรรคการเมืองใดเป็นขวัญใจของคนในสังคมชนบท พรรคการเมืองนั้นมีโอกาสชนะการเลือกตั้งค่อนข้างสูง เพราะสังคมชนบทมีฐานะเศรษฐกิจ การศึกษา อาชีพ และรายได้ต่ำกว่าคนในสังคมเมือง

2.ประชาธิปไตยแบบไทย (Thai Democracy)
ประชาธิปไตยแบบไทยอาจแตกต่างจากประชาธิปไตยแบบฝรั่ง ความแตกต่างดังกล่าวนี้มีตัวแปรที่สำคัญอยู่ 2 ประการ คือ 1) ระบบการศึกษา (Educational System) 2) พฤติกรรมทางการเมือง (Political Behavior)

2.1 ระบบการศึกษา : การศึกษา คือตัวชี้วัดเกี่ยวกับคุณภาพ และประสิทธิภาพของคนสังคมที่คนในสังคมมีระบบการศึกษาที่ดีและมีมาตรฐาน จะเป็นสังคมที่มีการแสดงออกทางกาย วาจา และใจ เป็นไปด้วยเหตุและผล การมีสิทธิและเสรีภาพ จึงไม่กระทบหรือละเมิดสิทธิและเสรีภาพบุคคลอื่น ที่สำคัญเป็นสังคมที่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางสิทธิมนุษยชน

ประชาธิปไตยในสังคมไทยที่ไปไม่ถึงไหน ทั้งๆ ที่ประชาธิปไตยคือเสน่ห์ทางการเมืองของสังคมโลกปัจจุบัน เกิดจากจุดอ่อนทางการศึกษา เป็นประการสำคัญ รูปธรรมที่ชัดเจนของการศึกษาในประเทศไทย คือการวางตัวรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการทั้งในอดีตและปัจจุบัน ระบบการศึกษาไทยจึงอ่อนด้อยกว่าหลายประเทศในประชาคมอาเซียน

2.2 พฤติกรรมทางการเมือง : พฤติกรรมทางการเมืองของนักการเมืองในสังคมไทยแม้ส่วนใหญ่จะค่อนข้างดี คือมีพฤติกรรมในเชิงบวก (Positive Behavior) แต่ระบบพรรคการเมืองที่มีนายทุนเป็นเจ้าของพรรค ทำให้พฤติกรรมทางการเมืองของนักการเมืองต้องคล้อยตามพรรคการเมืองที่ตนสังกัด จึงก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่โปร่งใสทางการเมือง ซึ่งนำไปสู่ความเบื่อหน่ายต่อแนวทางการปกครองแบบประชาธิปไตยระบบรัฐสภาแบบไทย

ในที่สุดวงจรอุบาทว์ก็เกิดขึ้นตามมา เพราะประชาชนกวักมือเรียกซึ่งก็มักเป็นประชาชนในสังคมเมืองอีกนั่นแหละ

3.แนวโน้มประชาธิปไตยแบบไทย : ประชาธิป
ไตย คือเสน่ห์ทางการเมืองในการบริหารการปกครองประเทศ ประเทศที่ปกครองด้วยระบบการเมืองที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย โอกาสที่จะได้รับการสนับสนุนเกี่ยวกับการค้าการลงทุน และความร่วมมืออื่นๆ จะเป็นไปด้วยความยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เนื่องเพราะสังคมโลกถือว่าการปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นการปกครองที่ดีที่สุด เท่าที่สังคมโลกมีอยู่ในปัจจุบัน

ประเทศไทยมีแนวโน้มในการเข้าสู่กระบวน
การทางการปกครองแบบประชาธิปไตย หลังจากที่ว่างเว้นมาเป็นเวลานานหลายปี และกระบวนการประชาธิปไตยนั้น ประกอบด้วย

3.1 การมีกฎหมายรัฐธรรมนูญ : ประเทศไทยได้ประกาศใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ.2560 การมีกฎหมายรัฐธรรมนูญถือว่า เป็นต้นทางของประชาธิปไตย รวมทั้งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

3.2 การมีพรรคการเมืองและนักการเมือง : พรรคการเมืองเก่าและใหม่ในสังคมไทยเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และสาเหตุที่สังคมไทยมีพรรคการเมืองเกิดขึ้นมากมาย เป็นเพราะพฤติกรรม ทัศนคติ และจุดยืนทางการเมืองแตกต่างกัน การเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองและนักการเมืองทำกิจกรรมทางการเมือง และรณรงค์ทางการเมือง จัดเป็นกลางทางของประชาธิปไตย

3.3 การเลือกตั้งและการมีรัฐบาล : การจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ ส.ส. คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2562 หากมีการเปลี่ยนแปลงหรือเลื่อนระยะเวลาในการเลือกตั้งต่อไปอีก น่าจะก่อให้เกิดผลกระทบหลายด้านเนื่องในทางการเมืองการสื่อสารทางการเมืองต้องมีความน่าเชื่อถือ หากเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาความน่าเชื่อถือจะลดลงและความขัดแย้งจะเกิดขึ้นตามมา

เพราะการเลือกตั้งนำไปสู่การมีรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย ที่สังคมโลกเฝ้าติดตามอย่างเกาะติด และเป็นปลายทางของประชาธิปไตย

สรุป สังคมไทยจะได้ใครเป็นผู้นำทางการเมืองในอนาคตภายหลังการเลือกตั้ง ไม่ใช่เรื่องสำคัญมากนัก และประเทศไทยจะมีประชาธิปไตยเต็มใบหรือครึ่งใบก็ไม่สำคัญเช่นกัน สังคมไทยมีความคาดหวังเพียงว่าให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยไม่ตกยุคไทยแลนด์ 4.0 ก็เพียงพอแล้ว

ฯพณฯ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อยู่ในยุคที่ประเทศไทยมีประชาธิปไตยครึ่งใบ แต่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และรักชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง ทำให้ประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้า อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน หากท่านไม่วางมือทางการเมือง ประเทศไทยอาจเข้าสู่เสือตัวที่ห้าในเอเชียไปแล้วด้วยซ้ำไป พอท่านวางมือทางการเมืองและมอบภารกิจทางการเมืองให้กับนักการเมืองมืออาชีพ ประเทศไทยก็ประสบกับเหตุการณ์เลวร้ายอย่างต่อเนื่อง

การมีประชาธิปไตยแบบไทย จึงมีลักษณะเหมือนดาบสองคมในทางการเมือง บทเรียนและหรือประสบการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา พรรคการเมืองและนักการเมืองต้องตระหนักและเรียนรู้ให้ชัดเจนและถ่องแท้ เพื่อสร้างที่พึ่งให้กับคนในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

รศ.ดร.กิตติทัศน์ ผกาทอง