การชักชวนให้คนสมัครใจคิดอะไร ทำอะไรเป็นเรื่องไม่ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากว่าไม่มีพื้นฐานอยู่บ้าง พื้นฐานนี้ ได้แก่ ทัศนคติ ความเชื่อ และความจริงที่มีส่วนสนับสนุนอยู่เป็นปกติในสังคมนั้น
ตอนนี้มีปรากฏการณ์ประหลาดคือนวนิยายเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ของ “รอมแพง” ที่นำมาเป็นละครโทรทัศน์ เขียนบทโทรทัศน์โดย “ศัลยา” กลายเป็นปรากฏการณ์ที่แม้แต่ “รอมแพง” เองก็ยังแสดงทีท่าประหลาดใจว่าอะไรจะขนาดนั้น
เหตุนี้จึงน่าจะคาดเดาได้ว่า เพราะคนไทยมีทัศนคติ ความเชื่อ และความจริงตามที่มีการสนับสนุนอยู่เป็นปกติ เพียงแต่ไม่มีตัวกระตุ้นให้สิ่งนั้นปรากฏออกมาอย่างรุนแรง เหมือนเช่นที่ละครเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ทำได้ แสดงว่านวนิยายยังมีอิทธิพลต่อสังคม ทำนองที่มีการเล่ากันในประวัติวรรณกรรมว่ามีผู้หญิงนิยมไว้ผมเปียเหมือนพจมานแห่ง “บ้านทรายทอง” ของ “ก.สุรางคนางค์” ทั้งที่ในยุคนั้นไม่มีละครโทรทัศน์เผยแพร่อย่างกว้างขวางเช่นวันนี้
ส่วน “บุพเพสันนิวาส” เรื่องเป็นเช่นนี้นั้น ต้องเรียกว่าเป็นความบังเอิญที่ทุกอย่างนั้นมาลงตัวในจังหวะพอดี คำว่า “ทุกอย่าง” หมายถึง ทั้งสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ นวนิยาย ทีมทำงานเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” การเพาะบ่มของครอบครัวและสถาบันการศึกษา ตลอดจนหน่วยงานที่ให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมต่างๆ รวมกันจนส่งผลทำให้คนในหลายระดับสังคมให้ความสนใจละครอิงประวัติศาสตร์เรื่องนี้เป็นพิเศษ
แต่เรามองไม่เห็นผลสะสมที่มาจากสถาบันและหน่วยงานที่ให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจนดูราวกับว่าการที่เกิดขึ้นดังนี้เป็นผลมาจากละครโทรทัศน์เท่านั้น และละครโทรทัศน์นั้นส่งผลต่อยอดขายหนังสือนวนิยายของ “รอมแพง” ในเวลาต่อมา ทั้งที่ความเป็นจริงสถานการณ์หนังสือนวนิยาย รวมทั้งหนังสืออื่นในเมืองไทยกำลังอยู่ในภาวะดิ่งลงต่ำ ต้องนับว่าไม่ได้ขายได้ขายดีอะไรนัก จนนิตยสารชื่อดังต่างๆ พากันปิดตัวไปมากมาย
ความน่าสนใจในปรากฏการณ์นี้จึงหมายถึงหลายประเด็นที่สมควรพิจารณา กล่าวคือ-หนึ่งเหตุอันทำให้คนหันมาสนใจประวัติศาสตร์ ประการแรกที่มีคนพูดกันมาก ได้แก่ เริ่มต้นที่บทประพันธ์มีวิธีประสมประสานเรื่องเก่ากับใหม่ได้อย่างลงตัว “รอมแพง” สร้างตัวละครในยุคปัจจุบันให้เดินทางผ่านเข้าไปอดีตได้ พร้อมกับพาวิธีคิด การวางตัว และภาษาของคนรุ่นใหม่เข้าไปด้วย เกิดการตระหนกทางวัฒนธรรมระหว่างตัวละครยุคเก่ากับยุคใหม่ และทำออกมาให้ดูได้เชิงสนุกสนานเรื่องราวมีรสชาติแปลกใหม่
ที่สำคัญคือทำให้คนยุคใหม่ติดตามเรื่องราวในประวัติศาสตร์ไปได้ด้วยความน่าสนใจ
แต่จำเป็นต้องกล่าวว่าสนใจอย่างผิวเผิน กล่าวคือไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์ หรือสนใจประวัติศาสตร์ในทุกเรื่อง หากสนใจที่จะแต่งตัวย้อนยุค หรือเข้าไปปรากฏตัวและถ่ายภาพกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น วัดไชยวัฒนาราม ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น และน่าสังเกตว่าต้องเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของนวนิยายเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ยังไม่ใช่ความสนใจประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตามทำให้คนเกิดจินตนภาพขึ้นมาว่า การที่ละครจุดประกายความสนใจในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเช่นนี้จะส่งผลที่ดีต่อไปอีก และยังมีคนอุตส่าห์ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมอีกว่า การตอบรับเช่นนี้เป็นเพราะคนไทยโหยหาความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งขาดแคลนมานานเพราะไม่มีการสนับสนุนประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างได้ผลชัดเจนเช่นนี้มาก่อน ประเด็นสำคัญต่อจากนี้อยู่ที่ว่าหน่วยงานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมระดับชาติหลายหน่วยงานให้ความสนใจว่าทำอย่างไรจะต่อยอดประกายความงามที่เกิดขึ้นในสังคมไทยขณะนี้ดังกล่าวมาให้มีความต่อเนื่องสืบไป มิใช่เพียงแค่ปรากฏการณ์ทำนองไฟไหม้ฟาง และดูทีท่าจากการให้สัมภาษณ์ผู้นำทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมก็ดูเหมือนว่ายังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
ความสำคัญจึงอยู่ที่ว่าถ้ามัวตื่นเต้นกับปรากฏการณ์ และสัมภาษณ์เชิงยกยอกันไปเพียงนี้ อาจลืมคำถามสำคัญคือเพราะอะไร ละครจึงบันดาลใจให้คนเป็นไปได้ดังนี้ ความสนใจประวัติศาสตร์ควรเป็นไปในทุกเรื่องใช่หรือไม่ เช่นมิใช่ประวัติศาสตร์ของราชา ขุนน้ำขุนนางเท่านั้น แต่ควรเป็นประวัติศาสตร์ของประชาชนหรืออื่นๆ อีกด้วย เช่น ประวัติศาสตร์ของสัตว์ และสรรพสิ่งต่างๆ รวมถึงตระหนักรู้ว่าประวัติศาสตร์มีหน้าที่อย่างไรต่อสังคมจริง มิใช่เพียงปรากฏการณ์ที่กำลังตื่นเต้นเพียงผิวเผิน แต่แน่นอนเมื่อปรากฏเป็น
วงกว้างมากย่อมเป็นเรื่องน่าสนใจ
แต่เราต้องยอมรับว่านี่คือความเป็นจริงในระดับจุดประกายความคิดในเชิงชื่นชอบเรื่องราวในประวัติศาสตร์ หาใช่ความรักความลุ่มหลงในระดับลึก ปรากฏการณ์ที่เห็นนี้จึงเป็นปรากฏการณ์เฉพาะจุดเฉพาะเรื่อง แค่คนนึงอยากแต่งตัวย้อนยุค หรือเดินทางท่องเที่ยวไปโบราณสถานสำคัญทางประวัติศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงในระดับลึกที่ควรเป็นยังไม่มี ตัวอย่างเช่น ส่งผลให้คนหันมาศึกษาค้นคว้าจากการอ่านหนังสือกันมากขึ้น เกิดการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ หรือรู้จักเลือกหนังสืออ่านเป็น เป็นต้น ปรากฏการณ์นี้ต้องเรียกว่าความสนใจประวัติศาสตร์ถูกจุดประกายโดยละครโทรทัศน์
ยังห่างไกลจากความสนใจประวัติ ศาสตร์อย่างเข้าถึงหน้าที่ของประวัติศาสตร์ แล้วแสดงความรู้จักเลือกรู้เลือกคิดของมวลชน การณ์กลับเป็นว่าหน่วยงานด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอาจเพียงพยายามหยิบฉวยสถานการณ์นี้ไปกล่อมเกลาผู้คนให้ผิวเผินกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมต่อไปอีก
เพราะหากมวลชนแข็งแรงกว่านี้ มวลชนจะรู้ว่าต้องทำอะไรกับประวัติศาสตร์บ้าง เช่น ค้นหาความจริงในอีกหลายๆ เรื่องโดยเฉพาะเรื่องที่พยายามปกปิดบิดเบือน
ผู้เขียนเห็นว่าความสนใจประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมน่าจะเป็นความพยายามเข้าใจมันเพื่อนำบทเรียนมาเป็นประโยชน์กับชีวิตในปัจจุบันให้มากที่สุด เป็นประวัติศาสตร์เพื่อวันนี้และพรุ่งนี้ มากกว่าที่ย่ำอยู่กับที่ หรือไม่พยายามศึกษาค้นคว้าว่าอะไรจริง-อะไรไม่จริง ผู้เขียนมีข้อสังเกตเกี่ยวกับนวนิยายอิง
ประวัติ ศาสตร์เช่นนี้ จึงเห็นว่าเป็นนวนิยายอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจ และรู้สึกยินดีกับนักเขียนอิงประวัติศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จ แต่ในโลกของนวนิยายก็ควรจะมีหลากหลายแนว ตัวอย่างเช่น นวนิยายวิทยาศาสตร์ที่มีข่าวว่าคนไทยให้ความสนใจน้อยกว่านวนิยายชิงรักหักสวาท ไสยศาสตร์ หรืออิงประวัติศาสตร์ในทำนองย่ำเท้า
มีคนสงสัยและตั้งคำถามว่าเรามีนักเรียนที่เรียนสายวิทยาศาสตร์มากมาย
แต่ความสนใจนวนิยายศาสตร์กลับมีน้อยมาก มีการตั้งข้อสังเกตต่อไปอีก เป็นต้นว่าเอาเข้าจริงแล้วคนไทยยังนิยมย่ำเท้ามากกว่าเดินหน้าท้าทายต่อความคิดใหม่ๆ
ทำไมจึงพูดเรื่องนวนิยายวิทยาศาสตร์ ทั้งที่เริ่มต้นจากนวนิยายอิงประวัติศาสตร์
ที่โด่งดังอยู่ในกระแส ทั้งนี้ก็เพื่อจะเชื่อม
โยงว่าในโลกของการอ่านโดยเฉพาะนวนิยายนั้นก็มีหลายแนวให้เลือก การที่คนในสังคมเลือกนิยมแนวไหน ไม่ว่าจะเป็นชิงรักหักสวาท ไสยศาสตร์ หรืออิงประวัติศาสตร์ ล้วนแล้วแต่สะท้อนแนวคิดของคนในสังคมนั้นว่าเป็นเช่นไร
เช่นมีคำกล่าวว่า สังคมที่คนนิยมอ่านนวนิยายวิทยาศาสตร์ อาจสะท้อนว่า คนในสังคมนั้นเป็นคนที่สนใจเรื่องราว เหตุผล และความเป็นอยู่ของคนที่ควรจะเป็นไปวันนี้และในโลกอนาคต นี่ก็เป็นเพียงทรรศนะหนึ่งซึ่งน่าฟังไว้ ส่วนความสมัครใจในอะไรเป็น
เรื่องของปัจเจกบุคคลซึ่งได้กล่าวข้างต้นแล้วว่า
เป็นเรื่องยากที่จะชวนเชิญ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพื้นฐาน ได้แก่ ทัศนคติ ความเชื่อ และความจริงอันสนับสนุนอยู่ในสังคมนั้นๆ

