ผู้อ่านท่านหนึ่งถามมาว่า หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอม ทำอุบายสอดไม้เท้าใต้ ชายสบงแพลมปลายออกมาให้เข้าใจว่าเป็น “ปลัดขิก” ของท่าน ให้เด็กสาวผู้บนสัปดี้สัปดนเอาทองปิดแก้บน เรื่องมีมูลความจริงหรือเปล่า เห็นจะต้องเรียนชี้แจงให้ทราบทั่วกันว่า เรื่องนั้นมี “มูล” ครับ แต่จะจริงหรือไม่ อย่างไรไม่ทราบ ผมจำท่านมาอีกที
“ท่าน” ที่ว่านี้คือ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย พระองค์ทรงเล่าไว้ในหนังสือชื่อ “นิทานโบราณคดี”
หลวงพ่อแช่มที่กล่าวถึงมีตัวจริง เป็นชาวบ้านฉลอมอยู่ห่างเมืองภูเก็ตสักสามสี่ร้อยเส้น บวชตั้งแต่เด็กจนได้เป็นสมภารวัดฉลอม มีสมณศักดิ์เป็น พระครูวิสุทธิวงศาจารย์
เมื่อ พ.ศ.2419 เกิดกบฏเหมืองแร่เมืองภูเก็ต พวกจีนกรรมกรเหมืองแร่เที่ยวปล้นฆ่าชาวบ้านตายเป็นเบือ เกิดจลาจลทั่วเมืองภูเก็ต ชาวบ้านพากันหนีกันจ้าละหวั่น วันหนึ่งข่าวว่าพวกจีนกบฏจะมาปล้นบ้านฉลอม ชาวบ้านฉลอมไปชวนหลวงพ่อแช่มหนี หลวงพ่อไม่ยอมหนี บอกว่าข้าอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็กจนแก่ถ้าจะตายก็ขอตายที่นี่แหละ
เมื่อหลวงพ่อที่เคารพนับถือของพวกเขาไม่ไป ชาวบ้านจึงขออยู่กับท่าน หลวงพ่อเอาผ้าขาวม้ามาลงยันต์เป็นผ้าประเจียดแจกให้ชาวบ้านคนละผืน เมื่อได้เครื่องรางของขลังต่างก็มีกำลังใจ รวมพวกกันต่อสู้โจรจีนแตกพ่ายไปในที่สุด
ตั้งแต่นั้นมาเสียงเล่าลือว่าหลวงพ่อแช่มขลังก็ขจรขจายไปทั่ว เมื่อรัฐบาลปราบพวกจีนกบฏราบคาบแล้ว หลวงพ่อแช่ม ผู้มีส่วนในการช่วยชาวบ้านปราบกบฏ (ทางอ้อม) มีความดีความชอบ ประจวบกับตำแหน่งพระครูสังฆปาโมกข์เมืองภูเก็ตว่างลง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ห้า จึงทั้งตั้งให้เป็น พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ และตำแหน่งสังฆปาโมกข์เมืองภูเก็ตแต่นั้นมา
ตอนแรกๆ ก็ลือว่าขลังเฉพาะผ้ายันต์ หรือเครื่องรางที่ท่านทำ ต่อมาภายหลังลือว่าหลวงพ่อขลังทั้งตัว จนกระทั่งญาติโยมขอปิดทองเหลืองอร่ามไปทั้งตัว
สาเหตุที่เขาปิดทองมาจากชาวประมงเมืองภูเก็ตพวกหนึ่ง ลงเรือไปหาปลาถูกพายุใหญ่เรือจะอับปาง หลายคนบนบานศาลกล่าวเทวดาอารักษ์ทั้งหลายเท่าที่นึกได้ ขอให้ลมสงบ แต่ยิ่งบนพายุยิ่งพัดกระหน่ำหนักขึ้น
นายคนหนึ่งออกปากบนว่า ถ้ารอดชีวิตคราวนี้จะปิดทองหลวงพ่อวัดฉลอม พอบนเสร็จพายุก็สงบทันที เป็นที่อัศจรรย์
พวกเขารอดชีวิตมาได้ จึงพากันไปขอปิดทองแก้บน หลวงพ่อปรามว่า “ข้าไม่ใช่พระพุทธรูป มาทำนอกรีตนอกรอยปิดทองคนเป็นๆ ข้าไม่ยอม”
แต่ท้ายที่สุดก็ต้องยอมเพราะทนการอ้อนวอนพวกเขาไม่ได้ เมื่อคนหนึ่งปิดได้ คนที่สอง ที่สาม ที่สี่…ก็ปิดได้ หนักเข้าก็ปล่อยเลยตามเลย ไม่รู้จะห้ามปรามยังไงไหว
เดินไปไหนชาวบ้านวิ่งตามขอปิดทองแก้บนยังกะพระพุทธรูปเดินได้ เหลืองอร่ามไปทั้งตัว
เมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ เสด็จไปภูเก็ต หลวงพ่อแช่มได้ข่าวเดินทางมาต้อนรับ ชาวบ้านดักรอปิดทองระหว่างทาง ด้วยความรีบร้อน ยังไม่ทันล้างทองออก ท่านเดินทางมาต้อนรับสมเด็จฯ ทั้งๆ ที่ยังระยิบระยับทั่วแข้งทั้งสอง
สมเด็จฯ จึงทรงทราบเรื่องราวของท่าน ทรงเห็นว่าแปลกดี จึงนำมาเล่าไว้ใน “นิทานโบราณคดี” ดังกล่าวแล้ว ส่วนเรื่องที่เด็กสาวขอปิดทองที่ปลัดขิกของท่านเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า เมื่อถูกถาม หลวงพ่อไม่ตอบ เพียงแต่ยิ้มๆ สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ จึงว่า สงสัยที่เขาเล่าลือคงเป็นเรื่องจริง
สมัยพุทธกาล มีคนไปขอดูปลัดขิกพระพุทธองค์เหมือนกัน แต่มิได้ไปขอปิดทองหยั่งเด็กสาวเมืองภูเก็ตคนนั้นไปขอดูว่าต้องตามตำราหรือไม่
อีตาพราหมณ์คนหนึ่งแกเชี่ยวชาญในตำรานรลักษณ์ หรือดูโหงวเฮ้งคน ใครมีลักษณะอย่างไร จะเจริญหรือตกอับอย่างไรแกรู้หมด หยั่งจมูกโตๆ เหมือนชมพู่ผ่าซีก หรือหัวเกรียนๆ ปากแบะๆ เนี่ย จะได้เป็นใหญ่เป็นโตขนาดไหน อะไรทำนองนี้ อีตาพราหมณ์คนนี้แกเห็นปั๊บทายได้ทันที
แกได้ยินว่าพระพุทธเจ้าทรงมีมหาปุริสลักษณะ (ลักษณะของมหาบุรุษ) 32 ประการ อยากพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่ จึงสั่งลูกศิษย์ไปดู ลูกศิษย์เป็นคนประเภทแมงป่องยกหางตัวเอง แทนที่จะไปดูตามที่อาจารย์สั่ง กลับไปโต้เถียงกับพระพุทธองค์ ถูกพระพุทธองค์ต้อนเข้ามุมจนอายเพื่อนจึงถอยออกมา ไม่ทันได้โหงวเฮ้ง
เมื่อศิษย์ไปไม่ได้เรื่อง อาจารย์จึงต้องไปเอง นั่งพินิจพิจารณาโหงวเฮ้งพระพุทธองค์ทุกส่วนต้องตามตำราหมด เหลืออย่างเดียวไม่ได้ดู ไม่รู้จะตรงตามตำราหรือไม่
พระพุทธเจ้าทรงทราบความคิดของพราหมณ์ จึงทรงแสดงให้แกดู ไม่ได้เปิดให้แกดูหรอกครับ พระองค์ทรงใช้อิทธิฤทธิ์บันดาลให้แกเห็นทั้งๆ ที่ปิดไว้มิดชิดนั่นแหละ
แกเห็นว่าต้องตามตำราโหงวเฮ้งที่เรียนมา ก็เลื่อมใสก้มลงกราบแทบพระบาทของพระมหาบุรุษผู้ประเสริฐทันที
สิ่งที่ว่าคือ ปลัดขิกครับ ค่านิยมของอินเดียโบราณถือว่ามหาบุรุษจะต้องมีปลัดขิกอยู่ในฝักมิดชิดดุจของโค ถ้าอย่างอื่นถือว่าไม่ต้องตามตำรา

