ในชีวิตคนหรือมนุษย์รวมถึงสิ่งมีชีวิตทั้งหลายต่างก็มีความปรารถนาที่จะเข้าถึงสิ่งที่มีความจำเป็นพื้นฐานของชีวิต ความสงบร่มเย็น การอยู่เป็นปกติสุขทั้งของตนเองและสิ่งรอบๆ ตัวเราทั้งหลายไปจนตลอดชีวิต อาจจะรวมไปถึงการได้รับความสุขหลังจากความตายในมิติของศาสนาความเชื่อต่างๆ
เมื่อเร็ววันมานี้ได้มีองค์กรเครือข่ายการแก้ปัญหาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDSN) ในสังกัดขององค์กรสหประชาติ ได้มีการสำรวจจัดอันดับดัชนีความสุขสากลโลกประจำปี 2561 (World Happiness Report 2018) จากประเทศต่างๆ ทั่วโลก 156 ประเทศ พบว่า ประเทศฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีความสุขมากที่สุดในลำดับที่ 1 นอร์เวย์อยู่ในลำดับที่ 2 เดนมาร์กอยู่ในลำดับที่ 3 ไอซ์แลนด์อยู่ในลำดับที่ 4 สวิตเซอร์แลนด์อยู่ในลำดับที่ 5 เนเธอร์แลนด์อยู่ในลำดับที่ 6 แคนาดาอยู่ในลำดับที่ 7 นิวซีแลนด์อยู่ในลำดับที่ 8 สวีเดนอยู่ในลำดับที่ 9 ออสเตรเลียอยู่ในลำดับที่ 10 สหรัฐอเมริกาอยู่ในลำดับที่ 18 อังกฤษอยู่ในลำดับที่ 19 เม็กซิโกอยู่ในลำดับที่ 24 ไต้หวันอยู่ในลำดับที่ 26 สิงคโปร์อยู่ในลำดับที่ 34 มาเลเซียอยู่ในลำดับที่ 35 เมืองไทยเราอยู่ในลำดับที่ 46 และประเทศบุรุนดีอยู่ในลำดับท้ายสุด (มติชนรายวัน 17 มีนาคม 2561 หน้า 1)
ประเทศในระดับอาเซียนและรอบๆ ของบ้านเรา ฟิลิปปินส์อยู่ในลำดับที่ 71 จีนอยู่ในลำดับที่ 86 อินโดนีเซียอยู่ในลำดับที่ 96 ภูฏานอยู่ในลำดับที่ 97 เนปาลอยู่ในลำดับที่ 101 ลาวอยู่ในลำดับที่ 110 ศรีลังกาอยู่ในลำดับที่ 116 กัมพูชาอยู่ในลำดับที่ 120 พม่าอยู่ในลำดับที่ 130 อินเดียอยู่ในลำดับที่ 133 และสิบลำดับท้ายสุดก็มีประเทศมาลาวี เฮติ ไลบีเรีย ซีเรีย รวันดา เยเมน แทนซาเนีย ซูดานใต้ แอฟริกากลาง และบุรุนดี…
การจัดลำดับความสุขของประเทศดังกล่าวมีหลักการในการพิจารณา คือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สุขภาวะอายุเฉลี่ยของประชากร (Healthy life expectancy at birth) ความช่วยเหลือทางสังคม (Social support) การมีโอกาสและทางเลือกในชีวิต (Freedom to make life choices) ความเอื้ออาทรทางสังคม (Generosity) และระดับปัญหาของการคอร์รัปชั่นของประเทศ (Perception of corruption)…
การจัดลำดับความสุขของประเทศต่างๆ ทั่วโลกเราท่านได้พบเห็นถึงบางนัยยะของคนทั้งโลกรวมทั้งประเทศรอบๆ เมืองไทยเรา อาจจะมีหลากหลายคำถามที่ตามมา อาทิ ความสุขของคนหรือมนุษย์มีเครื่องมือวัดด้วยระบบเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ด้วยหรือไม่ หรือแม้แต่ระยะเวลาของคนที่มีความสุขอยู่ในช่วงใด วัยใด สถานที่ใดหรือแม้แต่ความสุขมวลรวมของบางประเทศที่ได้ประกาศให้ชาวโลกได้รู้จะได้จัดอยู่ในความสุขในระดับต้นๆ ของโลกด้วยหรือไม่…
ความสุขของประชากรในเมืองไทยเราถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 46 ก็หมายถึงอยู่ในช่วงห้าสิบลำดับแรกของโลกหากมองในภาพรวมของสังคมไทยเราในวันนี้ถนนหนทางการติดต่อเชื่อมโยงขนส่งค่อนข้างสะดวกพอสมควร ประชาชนมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตยังมีข้อสงสัยอยู่ในภาพรวมเนื่องด้วยยังมีปัญหาด้านอาชญากรรมประเภทต่างๆ ยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ การค้าแรงงาน การขายบริการทางเพศยังคงอยู่ในที่จองจำทั่วเมืองไทยทั้งสถานพินิจ เรือนจำ ผู้ที่ต้องทำงานด้านกระบวนการยุติธรรมมีงานล้นมือ โรงพยาบาลทั่วเมืองไทยเรายังขาดอุปกรณ์ทางการแพทย์และบุคลากรมีผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล สถานศึกษาและหน่วยงานของรัฐที่สงเคราะห์ประชาชนยังคงพบปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น
ข้อเท็จจริงหนึ่งที่เราท่านได้รับรู้ข้อมูลจากสื่อต่างๆ ที่ได้นำเสนอในช่วงปีที่ผ่านๆ ของสังคมไทยก็คือ เด็กเยาวชนของชาติซึ่งมีตัวเลขอัตราในการเกิดลดน้อยลงทุกปี การศึกษาของเด็กเยาวชนไทยส่วนหนึ่งที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ วิเคราะห์ไม่เป็น เด็กเยาวชนไทยส่วนหนึ่งต้องถูกออกจากระบบการศึกษา ติดเกม ติดการพนัน เป็นเด็กแว้น เป็นคุณแม่ในวัยใส แรงงานของชาติส่วนหนึ่งต้องพึ่งพิงจากประเทศเพื่อนบ้านของเรา เมื่อถึงคราวเทศกาลสำคัญมีวันหยุดยาว อาทิ ปีใหม่ สงกรานต์ หรือวันหยุดอื่นๆ อุบัติเหตุทางถนนมีการตายและบาดเจ็บในตัวเลขที่น่าตกใจ รัฐต้องสูญเสียบุคลากรที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศในทางเศรษฐกิจ ภาษีของรัฐส่วนหนึ่งต้องใช้จ่ายไปกับการดูแลผู้บาดเจ็บอุบัติเหตุ…
ความสุขในคนแก่คนชราหรือผู้สูงอายุในเมืองไทยเรายังคงเป็นคำถามในภาพรวม อาจจะรวมถึงการบริหารจัดการผู้สูงอายุทั่วเมืองไทยเราทั้งด้านปัจจัยพื้นฐาน ความรักความเข้าใจจากลูกหลานญาติมิตร สังคม สิ่งอำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุที่ป่วย พิการ อาจจะรวมถึงมีสภาพปัญหาทางด้านจิตใจ รัฐได้ให้การดูแลเขาเหล่านั้นเป็นอย่างดีแล้วหรือไม่ นอกจากบ้านพักคนชราที่อาจจะเป็นที่พึ่งพิงในยามสุดท้ายของชีวิต
มิอาจจะนับรวมถึงในช่วงขณะนี้ที่ดูเสมือนรัฐบาล คสช.ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะจัดการบริหารประเทศเพื่อเดินหน้าประเทศไทยไปตามแผนยุทธศาสตร์ชาติยี่สิบปีด้วยการปฏิรูปประเทศในกระทรวง องค์กรต่างๆ และรับปากว่าจะให้มีการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่เพื่อเข้าบริหารประเทศในช่วงของปีหน้า โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจไปยื่นจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองใหม่ ตลอดระยะวันเวลาที่ผ่านมาเมืองไทยเรานับว่ามีจำนวนชื่อพรรคการเมืองมากที่สุดอยู่ในลำดับต้นๆ ของโลก
มีคนรุ่นใหม่หรือคนรุ่นลูกหลานของนายกรัฐมนตรีที่มีการศึกษาและอยู่ในฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวตระกูลดี ความตั้งใจจะให้เมืองไทยเรามีระบบการเมืองแบบใหม่ๆ ต้องการอนาคตใหม่เปลี่ยนวิธีการคิดและการดำเนินการในความเป็นประชาธิปไตยไทยนิยม ยังคงมีข้อสงสัยของผู้มีอำนาจในการบริหารประเทศกับคลื่นลูกใหม่ที่คล้ายกับรางเหล็กของรถไฟที่มิอาจจะพบเจอกันด้วยเหตุปัจจัยเหตุผลในบางประการ…
ข้อพิจารณาหลักๆ หกประการที่องค์กร (SDSN) ได้มีตัวชี้วัดดังกล่าวเราท่านก็ได้พบเห็นมุมมองที่สะท้อนกลับมาสู่เมืองไทยเราเสมือนกับดูละครโทรทัศน์บุพเพสันนิวาสที่ผู้คนต่างให้ความสนใจเป็นกระแสอยู่ทั้งเมืองแล้วย้อนมาดูตัวตนของตนเองว่า มีจุดยืนอยู่ในสังคมของระดับอาเซียนหรือระดับโลกในมุมใด ใครจะเป็นผู้ให้คำตอบด้วยความกระจ่างชัดเจน…
อับราฮัม ฮาโรลด์ มาสโลว์ (Abraham Harold Maslow) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยแบรนติส และมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้เสียชีวิตไปเมื่อ 8 มิถุนายน 2513 เป็นผู้คิดค้นทฤษฎีจิตวิทยามนุษยนิยม ได้เสนอแนะถึงหลักการความต้องการในความสุขมนุษย์ไว้ห้าระดับคือ 1.ความต้องการในระดับพื้นฐานของชีวิตมีปัจจัยสี่ครบถ้วน 2.ต้องการความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินรวมถึงการไม่ถูกละเมิดโดยรัฐ 3.ต้องการความรัก การเป็นที่ยอมรับของผู้คน 4.ต้องการได้รับการยกย่องเกียรติยศ หน้าที่ทางสังคม 5.การเข้าใจและรู้จักตนเองอย่างถ่องแท้…
ชีวิตของมาสโลว์ที่มีพ่อแม่เป็นชาวยิวอพยพจากประเทศรัสเซีย เป็นลูกคนโตในจำนวนพี่น้องเจ็ดคน ในช่วงชีวิตในวัยเด็กและวัยรุ่นต้องเผชิญกับปัญหาชีวิตรอบด้าน เมื่อโตขึ้นก็มีอาชีพหนึ่งคือธุรกิจสร้างถังไม้ และได้ศึกษาเล่าเรียนจนกระทั่งจบปริญญาเอก งานวิจัยที่ได้รับความสนใจก็คือเรื่องเพศ ความรัก โดยเฉพาะการศึกษารักร่วมเพศ (Homosexuality) ทำให้มีความเข้าใจในมนุษย์มากขึ้นและมีชีวิตครอบครัวแต่งงานกับ Bertha Goodman และได้มีนิยามของความสุขที่ว่า “ชีวิตยังไม่ได้เริ่มต้นสำหรับฉัน จนกระทั่งเมื่อฉันแต่งงานและได้ย้ายเข้ามาอยู่ใน Wisconsin”
ความสุขในหลักการของมาสโลว์ อาจจะดูเสมือนเป็นความต้องการความสุขในระดับชาวโลก หรือเราท่านที่ต้องทำมาหากิน ดำรงตนชีวิตให้รอดพ้นจากปัญหาอุปสรรค เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตนและถนนหนทางก็ภาวนาให้รอดพ้นจากอุบัติเหตุที่ตนเองมิได้เป็นผู้กระทำ เข้ารักษาความเจ็บป่วยในโรงพยาบาลก็คาดหวังจากทีมงานบริการทางการแพทย์ว่าความเจ็บป่วยและโรคที่ตนมีตนเป็นจะหายขาดแล้วไปใช้ชีวิตปกติได้ ใครมีลูกหลานที่เข้าเรียนในสถานศึกษาก็หวังจะให้เป็นเด็กเยาวชนที่มีทั้งความรู้ ความประพฤติที่ดีงามซึ่งจะเป็นผู้ใหญ่ที่ดูแลบ้านเมืองต่อไปได้อย่างมีความสุข
ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้ให้ข้อคิดใน “คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวังจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ที่ว่าเมื่อผมอยู่ในครรภ์มารดาแม่ ผมต้องการให้แม่ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ ได้รับการเอาใจใส่และบริการอันดีในเรื่องสวัสดิภาพของแม่และเด็ก…เมื่อออกจากโรงเรียนแล้ว ผมต้องการงานอาชีพที่มีความหมาย ทำให้ได้รับความพอใจว่าตนได้ทำงานเป็นประโยชน์แก่สังคม ผมต้องการโอกาสที่มีส่วนในสังคมรอบตัวผม ต้องการมีส่วนในการวินิจฉัยโชคชะตาทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของชาติ บ้านเมืองที่ผมอาศัยอยู่จะต้องมีขื่อมีแป ไม่มีการข่มขู่กดขี่หรือประทุษร้ายกัน ประเทศของผมควรจะมีความสัมพันธ์อันชอบธรรมและเป็นประโยชน์กับโลกภายนอก เมื่อจะตายก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ๆ บ้าๆ คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น ตายในสงครามกลางเมือง ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ ตายเพราะน้ำ อากาศเป็นพิษ หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ…
ผู้เขียนมิอาจจะนำข้อคิดข้อเขียนของท่านอาจารย์ป๋วยมาลงให้ครบจากทุกบททุกตอนได้ หากท่านผู้อ่านสนใจก็สามารถเข้าไปอ่านในฉบับเต็มได้ซึ่งมีข้อมูลอยู่ในสังคมออนไลน์ ในคุณภาพชีวิตจากครรภ์มารดาดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพของปัญหาบ้านเมืองของเราท่านในสมัยนั้น ซึ่งเมื่อมาถึงเราท่านยุคสมัยนี้บางบริบท เหตุการณ์ ความเป็นตัวตนของผู้บริหารชาติบ้านเมืองก็มิได้มีความแตกต่างกันมากนัก
สิ่งหนึ่งของคนไทยเราที่ถูกกล่าวขานของชาวต่างชาติบางประเทศก็คือ ยิ้มสยาม คนไทยใจดี มีสถานที่ท่องเที่ยวป่าเขาทะเลที่หลากหลาย วัด โบราณสถาน อุทยานแห่งชาติ อาหารการกินขนมเป็นที่ติดใจของชาวต่างชาติและมีละครโทรทัศน์บุพเพสันนิวาสเป็นที่นิยมอยู่ทั้งเมืองไทยและรอบบ้านเรา ช่วยผ่อนคลายถึงบรรยากาศของความอึมครึมทางการเมืองไปชั่วขณะ
ในหลักการของชาวพุทธ ที่เราท่านส่วนหนึ่งรับรู้กันเป็นอย่างดีนั่นก็คือ ความสุขของเศรษฐี การมีอาชีพที่สุจริต แสวงหาทรัพย์เงินทองมาด้วยอาชีพสุจริตไม่ผิดกฎหมายและศีลธรรม รู้จักการเก็บออมประหยัดไม่ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย รู้จักการคบมิตรที่เป็นกัลยาณชนเกื้อกูลในทางที่ดีของชีวิต และการรู้จักการดำรงชีวิตของตนตามฐานะ บริหารความสุขในชีวิตอย่างลงตัวทั้งอาหาร อากาศ ออกกำลังกาย อารมณ์มิให้แกว่งไปตามกิเลส คือความโลภ โกรธ หลง ของเหตุการณ์ทางการเมืองและบทละครโทรทัศน์…
คำสอนหนึ่งของพ่อ ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2547 ที่ว่า “ลูกพ่อ ในพื้นแผ่นดินนี้ทุกสิ่งเป็นของคู่กันมาโดยตลอด มีความมืดและความสว่าง ความดีและความชั่ว ถ้าให้เลือกในสิ่งที่ตนชอบแล้ว ทุกคนปรารถนาความสว่าง ปรารถนาความดีด้วยกันทุกคน แต่ความปรารถนานั้นจักสำเร็จลงได้ จักต้องมีวิธีที่จักดำเนินให้ไปถึงแสงสว่าง หรือความดีนั้น ทางที่จักต้องไปให้ถึงความดีก็คือรักผู้อื่น…”
เฉลิมพล พลมุข

