หน้าแรก บทความ กองทุนรวมโครง...

กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) โดย : สมหมาย ภาษี

10.04.18 | 13:00 น.

คิดกันมาตั้งแต่กลางปี 2558 บัดนี้ก็จะครบ 3 ปีแล้ว ยังไม่เกิดเลยสำหรับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย แล้วอย่างนี้เราคนไทยตาดำๆ จะไปหวังอะไรกับอนาคตของประเทศไทย นี่เราอยู่ภายใต้รัฐบาลปฏิวัตินะครับ อำนาจของ คสช.มีเบ็ดเสร็จทุกอย่าง แต่ใช้ไม่ค่อยจะถูกเรื่อง เรื่องที่ควรผลักดันมีมากมายกลับท่าดีทีเหลว ประชาชนคนไทยสู้อดทนกับการสูญเสียอำนาจประชาธิปไตยมาถึงจะ 4 ปีแล้ว ประชาชนและประเทศชาติได้เรื่องที่เป็นชิ้นเป็นอันน้อยมาก

ก่อนจะพูดถึงเรื่องกองทุนรวมน้องเล็กที่คลอดยากรายนี้ จะขอยกตัวอย่างเรื่องใหญ่ๆ สักเรื่องสองเรื่องที่ใช้เวลาดำเนินงานภายใต้รัฐบาล คสช.นี้อย่างเนิ่นนาน แต่ไม่ออกมาให้เห็นสักที ซึ่งที่จริงจะโทษแต่รัฐบาลก็ไม่ถูกนัก เพราะเรื่องใหญ่แทบทุกเรื่องสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องพิจารณา ต้องเร่งรัดทำให้เสร็จด้วยกัน เมื่อการพัฒนาประเทศต้องยักแย่ยักยันอยู่เช่นนี้ ทั้งสามแม่น้ำหลัก คือ คสช. ครม.และ สนช. ต่างก็ต้องรับผิดชอบเต็มๆ แล้วใครละที่มีฝีมือบริหารประเทศให้ก้าวทันชาวบ้านเขาได้

โครงการปฏิรูปสำคัญมากอันหนึ่งที่ถูกลากยาวมาตั้งแต่มี คสช.คือ การออก พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นเรื่องของการปรับปรุงภาษีที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ที่แสนจะโบร่ำโบราณ ภาษีเก่าแก่สองฉบับนี้อยู่มาอย่างนั้น เก็บภาษีปีหนึ่งๆ น้อยมาก จริงๆ ควรเก็บได้มากกว่าที่เก็บอยู่ไม่ต่ำกว่า 10 เท่าตัว แต่เพราะความเก่าแก่ของกฎหมายภาษีที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วพวกนักการเมืองไม่มีใครกล้าทำการปรับปรุงเพื่อชาติ เพราะทำแล้วจะเจ็บตัวเอง เพราะเสียงคนชั้นกลางและคนร่ำรวยในประเทศไทยเรานี้ดังมากกว่าเสียงคนจนมาก ทำแล้วนอกจากเจ็บตัวโดนด่าฟรีแล้ว ตัวเองยังต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นอีกมาก จึงไม่มีนักการเมืองอาชีพคนไหนยอมทำ

มาถึงยุค คสช.ทำกล้าจะเอาจริงเอาจังให้เกิดการปฏิรูปที่เรียกร้องกันมาก จึงหยิบเรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างขึ้นมาทำตั้งแต่ปีแรกที่มีรัฐบาล คสช. ภายใน 2 ปี กระทรวงการคลังทำเสร็จเตรียมจะนำเสนอ ครม.พิจารณาในกลางปี 2558 แต่ต้องหยุดชะงัก เพราะมีเสียงดึงเบรกมือมาจากคนใหญ่ที่เห็นชอบให้จะทำนั่นแหละ โดยการสนับสนุนจากคนรอบข้างและสมาชิกส่วนใหญ่ของ สนช. กฎหมายสำคัญนี้จึงถูกดองเค็มมาอีกปี ปล่อยให้มีการตบแต่งกันใหม่โดยรัฐบาลประยุทธ์ 2 และทำท่าว่าจะเสร็จในปลายปี 2560 เพื่อให้ทันประกาศใช้ในปี 2561

แต่ก็ยังไม่ออกมาสักที

Advertisement

กฎหมายนี้ได้ผ่านคณะรัฐมนตรีและสำนักงานกฤษฎีกาตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว ได้มีการนำเข้าพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. จนผ่านวาระแรกไปนานแล้ว จนกระทั่งมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาในวาระที่ 2 มาร่วมปีแล้ว แต่พอจะครบกำหนดเวลาเสร็จก็มีการขอขยายระยะเวลาครั้งละ 60 วัน ทราบมาว่าได้มีการขอขยายระยะเวลาทีละ 60 วัน มารวม 4-5 รอบแล้ว ขณะนี้ยังอยู่ที่เดิม ได้มีข่าวจากผู้ที่นั่งอยู่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญว่า ที่ช้านั้นหาใช่เพื่อความรอบคอบสักเท่าไหร่ แต่มีสาเหตุมาจากเสียงทักท้วง ประกอบกับสมาชิกคณะกรรมาธิการจำนวนไม่ใช่น้อย มัวแต่ดีดลูกคิดถึงทรัพย์สมบัติที่สะสมมาด้วยความเพียรและความฉลาดของตนว่าจะสามารถเสียภาษีตามกฎหมายนี้ให้ลดน้อยลงได้อย่างไร ในท้ายที่สุดก็ช่วยกันประสานเสียงให้มีการกำหนดทั้งอัตราและข้อยกเว้นต่างๆ เพื่อให้การเก็บภาษีโดยกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างน้อยลงๆ กล่าวได้ว่าตอนขึ้นต้นที่เสนอไปจากกระทรวงการคลังกับที่กำลังจะจบลงไปนี้เป็นหนังคนละม้วน ชนิดที่คนโบราณเรียกว่า “ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปกลับเป็นบ้องกัญชา” นี่แหละเพื่ออนาคตประเทศไทย

คราวนี้ขอยกตัวอย่างอีกสักเรื่องที่ถูลู่ถูกังมานานมากๆ เรื่องนี้สำคัญมากซึ่งเพิ่งปรากฏเป็นข่าวใหญ่ในการประชุม ครม. เมื่อวันอังคารที่ 3 เมษายนนี้เอง เรื่องนี้ก็คือการเห็นชอบในหลักการของ ครม.ในร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. … (ที่เรียกว่าร่าง พ.ร.บ.พีพีพี) ซึ่งเป็นร่างกฎหมายปรับปรุง พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 ตามขั้นตอน เมื่อ ครม.ได้เห็นชอบในหลักการก็จะต้องส่งไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบในรายละเอียด (ปกติใช้เวลา 2-4 เดือน) หลังจากนั้นจะส่งมาให้ ครม.ให้ความเห็นชอบอีกครั้งก่อนเสนอไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาจนออกเป็นกฎหมายต่อไป เรื่องนี้ดูตามเนื้อกฎหมายแล้วไม่ค่อยกระทบกับทรัพย์สมบัติของสมาชิกและญาติโกโหติกาของ สนช.แต่อย่างใด คาดว่าจะใช้เวลา 4-6 เดือน ก็คงจะเสร็จ

ต่างจากกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งยื้ออยู่ใน สนช.กว่าปีแล้ว ก็ให้ทำใจว่าผู้เกี่ยวข้องทุกคนเขาทำเพื่ออนาคตของประเทศไทยทั้งนั้น

ก่อนจะผ่านเรื่องนี้ไป จะขอกล่าวถึงความสำคัญของกฎหมายนี้สักหน่อย แรกเริ่มเดิมทีกฎหมายนี้ออกในสมัยรัฐบาลท่านนายกฯ ป๋าเปรม ประมาณ 35 ปีมาแล้ว สมัยนั้นเริ่มมีโครงการร่วมทุนออกมามาก และมีข่าวทุจริตคอร์รัปชั่นออกมาดังมาก รัฐบาลสมัยนั้นจึงเร่งออกกฎหมายมาป้องกันไว้แบบเร่งด่วน ทำให้หลังจากนั้นโครงการร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชนเกิดยาก ได้มีการแก้ไขบ้างแต่ก็ยังยากอยู่ ทันทีที่รัฐบาล คสช.เกิดก็ได้เล็งเห็นปัญหานี้ จึงได้มีการเร่งรัดแก้ไขโดยคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจในสมัยนั้นจนจวนจะเสร็จแล้ว แต่เดือนสิงหาคม 2558 ได้มีการปรับคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ซึ่งก็ได้มีการดำเนินการแก้ไขเรื่อยมา และเพิ่งเสนอ ครม.ให้ความเห็นชอบได้เมื่อไม่กี่วันนี้เอง นี่ก็เพื่ออนาคตของประเทศไทยเช่นกัน ท่านผู้อ่านทั้งหลายลองช่วยตอบหน่อยเถอะครับว่า ท่านเห็นอนาคตของประเทศไทยชัดเจนแล้วใช่ไหมครับ

คราวนี้ขอกลับมาพูดถึงกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทยเสียที กองทุนโครงสร้างพื้นฐานลักษณะนี้มีเกิดขึ้นมานานแล้วในประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย ไม่ว่าในยุโรป ออสเตรเลีย หรือบางประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เป็นต้น หลักการของโครงการแบบนี้ก็คือ โดยที่โครงสร้างพื้นฐาน เช่น สนามบิน ทางด่วน รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ไฟฟ้า ประปา เป็นต้น เป็นโครงการที่รัฐต้องสร้างให้ก้าวหน้าให้มากที่สุด ซึ่งโครงการเหล่านี้ต้องใช้ทุนสูงและมีอายุของโครงการยืนยาวนาน ปกติรัฐบาลสมัยก่อนไปหาเงินกู้มาใช้ในการลงทุน ประเทศที่เจริญแล้วก็สามารถใช้เงินกู้ในประเทศจากสถาบันการเงิน ประเทศที่เจริญยังไม่มากหรือประเทศกำลังพัฒนา ก็ใช้ทั้งเงินกู้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ยิ่งพัฒนามากก็ต้องใช้เงินกู้มาก แต่รัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจไปสร้างหนี้มากเกินตัวไม่ได้ เพราะจะทำให้ภาวะเศรษฐกิจทรุดเพราะหนี้มาก เมื่อฐานะเศรษฐกิจไม่ดี เงินที่จะกู้มาใช้ก็ต้องเสียดอกเบี้ยสูงขึ้น ต้องชำระหนี้เร็วขึ้น เป็นต้น

เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่กล่าวข้างต้น จึงได้มีการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานขึ้นมา โดยการนำเอาทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้ประจำอยู่แล้ว ตัวอย่างของไทยก็จะนำโครงการของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ที่เปิดบริการแล้ว มีรายได้เข้ามาเป็นประจำทุกวันสามารถคำนวณและประมาณการล่วงหน้าได้อย่างชัดเจน และเป็นโครงการที่ กทพ.ยังไม่ได้ไปทำสัญญาให้เอกชนรายใด เป็นโครงการที่ไม่ได้ติดหนี้หรือค้ำประกันหนี้ใคร โครงการเช่นนี้จะถูกนำไปใช้เป็นทรัพย์สินที่จะถูกแบ่งรายได้มาจ่ายผลตอบแทนในระยะยาวให้ผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย เท่าที่ทราบของการทางพิเศษมี 2 เส้นทางที่จะนำมาสนับสนุนกองทุนคือ ทางด่วนฉลองรัชและทางด่วนบูรพาวิถี

ส่วนกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะมีการจัดตั้งนี้ ก็จะต้องขายหน่วยลงทุนให้นักลงทุนและประชาชนทั่วไปได้ลงทุนกินดอกเบี้ยที่มั่นคงในระยะยาว และ กทพ.ก็จะได้เงินลงทุนมาก่อสร้างทางด่วนใหม่ 2 โครงการ คือ โครงการทางพิเศษพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอก กรุงเทพมหานครด้านตะวันตก และโครงการทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือตอน N2 และ E-W Corridor ด้านตะวันออก รวมเงินลงทุน 44.819 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามโครงการโครงสร้างพื้นฐานของ กทพ.นี้มีปัญหาทำให้การดำเนินงานต้องล่าช้า เพราะสหภาพแรงงาน กทพ.ไม่เห็นด้วยและได้มีการทำเรื่องคัดค้านเข้าสู่การพิจารณาของศาลปกครอง ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่ได้มีการตัดสินออกมา ถ้าจะถามว่าทำไมพนักงานต้องคัดค้าน ทั้งๆ ที่ได้มีมติ ครม.รับรองว่าจะดูแลเรื่องผลกระทบไม่ว่าเป็นเรื่องโบนัสหรือเงินเดือนไม่ให้เลวลงกว่าเดิม

ดูตามท้องเรื่องการที่พนักงานส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยเพราะพวกเขาอาจจะระแวงรัฐบาลว่าจะมาเอาผลประโยชน์ของเขาไปอีก เขาคงมีความคิดนี้จากการที่รัฐบาลที่ผ่านๆ มาได้นำเส้นทางด่วนไปให้สัมปทานแก่เอกชนถึง 2 เส้นทาง เส้นทางแรกที่จะหมดสัมปทานในอีก 2 ปีข้างหน้าที่กำลังศึกษาดูท่าทีว่าจะต่อสัญญาสัมปทานให้เอกชนทำหรือให้ กทม.ทำเองอยู่ในขณะนี้ ทางสหภาพก็เตรียมจะคัดค้าน

ทั้งนี้เพราะพวกเขาอาจได้รู้เห็นอะไรต่อมิอะไรที่ไม่ชอบมาพากลในองค์กรพอควร จึงได้แสดงอาการต่อต้านโครงการกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตของประเทศไทยนี้ด้วย ซึ่งเป็นโครงการกองทุนโครงสร้างพื้นฐานแรกของไทยที่ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหลายนับตั้งแต่กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม ต่างก็ได้ตั้งใจประดิดประดอยโครงการนี้เป็นอย่างดี เทียบกับโครงการในต่างประเทศแล้ว ไม่น้อยหน้ากว่าเขาเลย ถ้าสำเร็จก็จะได้ใช้เป็นแรงจูงใจให้ทำโครงการโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ได้อีก ก็จะดีต่อภาพพจน์การลงทุนในโครงการใหญ่ของไทยมาก แต่อย่างว่าพนักงานผู้ที่ทำงานให้การทางพิเศษคงได้เห็นสิ่งที่ไม่ใช่เพื่ออนาคตของประเทศในองค์กรเขามามาก จึงได้ออกอาการต่อต้านอย่างชัดๆ มาให้เห็น

น่าสงสารประเทศไทยเสียจริงๆ