
สังคมประชาธิปไตยแบบไทย การเจรจาต่อรองในทางการมืองมีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคไทยแลนด์ 1.0 ซึ่งเป็นยุคเพิ่งเริ่มต้นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ฝ่ายอำมาตย์กับฝ่ายนักการเมืองต้องนั่งโต๊ะเจรจากัน หากเจรจากันแล้วไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการก็มักจะล้มโต๊ะเริ่มต้นใหม่ด้วยการยึดอำนาจหรือรัฐประหาร รวมทั้งการปฏิวัติ
กระทั่งถึงยุคไทยแลนด์ 2.0 ซึ่งเป็นยุคที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยเต็มใบ” เพราะมีกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ทันสมัย ภายหลังการขับไล่กลุ่มเผด็จการลงจากอำนาจ ก็มีการเจรจาต่อรองทางการเมืองมาโดยตลอด ซึ่งกระบวนการเจรจาต่อรองนั้นจะประกอบด้วย
1.ฝ่ายผู้เจรจาต่อรอง : หมายถึงฝ่ายที่ต้องการขอความร่วมมือเพื่อวัตถุประสงค์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งมีความสำคัญค่อนข้างสูง ฝ่ายที่ต้องการในการเจรจาต่อรองมักเป็นกลุ่มบุคคลหรือคณะบุคคลที่มีอำนาจและอิทธิพลในระดับที่สามารถตกลงหรือตัดสินใจได้
2.ฝ่ายที่ถูกเจรจาต่อรอง : หมายถึงกลุ่มเป้าหมายในการเจรจาต่อรองซึ่งก็มักจะเป็น กลุ่มที่มีอำนาจและอิทธิพลเช่นกัน โดยเฉพาะอำนาจและอิทธิพลในพื้นที่หรือท้องถิ่นนั้นๆ และที่สำคัญมีบารมีในกลุ่มอย่างชัดเจน รวมทั้งสามารถต้อนรับหรือปฏิเสธในการเจรจาต่อรองได้ด้วย
3.สถานที่สำหรับการเจรจาต่อรอง : หมายถึง วัน เวลา และสถานที่ในการเจรจาต่อรองต้องเป็นสถานที่ที่เหมาะสมและเอื้อต่อการเจรจาต่อรองซึ่งอาจจะเป็นเซฟเฮาส์ สนามกอล์ฟ ร้านอาหาร หรือโรงแรม รวมทั้งเขตทหารห้ามเข้า เป็นต้น
4.ประเด็นของการเจรจาต่อรอง : หมายถึงสาระหรือเนื้อหาที่ฝ่ายผู้ต้องการเจรจาต่อรองกำหนดซึ่งต้องปกปิดเป็นความลับ จนกว่าจะถึงวัน เวลา และสถานที่ที่นัดหมายกัน แต่โดยทั่วไปประเด็นที่จะถูกหยิบยกมาเจรจาต่อรองนั้นกลุ่มเป้าหมายคือผู้ที่ถูกกำหนดนัดหมายมักจะรู้ล่วงหน้ามาก่อนแล้วจึงต้อง เตรียมทางหนีทีไล่ไว้เป็นอย่างดี เพราะความลับไม่มีในโลกนั่นเอง แต่โดยมารยาทและธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติเกี่ยวกับการเจรจาต่อรองต้องถือเป็นความลับ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเปิดเผยอาจจะนำไปสู่การปฏิเสธได้ ยกเว้นแต่การเจรจาต่อรองนั้นมีความพึงพอใจหรือสมประสงค์ทั้งสองฝ่าย
5.ลักษณะของการเจรจาต่อรอง : การเจรจาต่อรองตามหลักวาทศิลป์นั้น กลุ่มบุคคลหรือคณะบุคคลที่จะดำเนินการเจรจาต่อรองจะต้องมีลักษณะทางพฤติกรรมที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจ รวมทั้งมีอำนาจบารมีและอิทธิพลที่จะสามารถโน้มน้าวให้กลุ่มเป้าหมายเกรงใจหรือยอมรับและคล้อยตามภายใต้เงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ ซึ่งมีลักษณะที่เรียกว่า “ประนีประนอม” หรือผ่อนปรน บนพื้นฐานแห่งผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย
6. การเจรจาต่อรองในทางการเมือง : การเจรจาต่อรองในทางการเมืองนั้น อาจต้องใช้กลยุทธ์เป็นกรณีพิเศษมากกว่าการเจรจาต่อรองโดยทั่วไป เพราะการเมืองเป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งพอจะลำดับเหตุการณ์เกี่ยวกับการเจรจาต่อรองทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของไทยได้ดังนี้
6.1 ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปใน พ.ศ.2518 พรรคกิจสังคม ซึ่งมี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรคได้รับเลือกตั้งเพียง 18 ที่นั่ง แต่ด้วยกลยุทธ์ในการเจรจาต่อรองกับพรรคการเมืองอื่นๆ สามารถคว่ำรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ซึ่งมีจำนวน ส.ส.มากถึง 72 ที่นั่งได้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับพุทธศักราช 2517 ได้กำหนดให้รัฐบาลต้องแถลงขอความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎรก่อนการบริหารราชการแผ่นดิน และต้องมีการลงมติด้วย
6.2 ใน พ.ศ.2523 พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านและมีจำนวน ส.ส.เพียง 35 คน แต่ด้วยฝีมือในการเจรจาต่อรองที่ยอดเยี่ยมของนายวีระ มุสิกพงศ์ ซึ่งเป็นเลขาธิการพรรค สามารถโน้มน้าววุฒิสมาชิกสายยังเติร์ก (จปร.7) กดดันและบีบคั้นให้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรี ต้องลาออกเพื่อเปิดทางให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีแทนเป็นผลสำเร็จอย่างงดงาม
6.3 ใน พ.ศ.2540 ภายหลัง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แทนการยุบสภาผู้แทนราษฎร เพราะถูกกดดันและบีบคั้นจากวิกฤตเศรษฐกิจ จนกระทั่งต้องขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) สภาผู้แทนราษฎรเปิดประชุมเพื่อแข่งขันการเสนอชื่อคนเป็นนายกรัฐมนตรี โดยกลุ่มอำนาจเก่า ประกอบด้วย พรรคความหวังใหม่ พรรคชาติไทย พรรคชาติพัฒนา และพรรคประชากรไทย (บางส่วน) สนับสนุน พล.อ.ชาติชาย
ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ผลปรากฏว่า นายชวน หลีกภัย ชนะ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ
เนื่องเพราะมีการเจรจาต่อรองชนิดฝุ่นตลบ เรียกว่าใครดีใครอยู่ และใครเก่งใครชนะ
ในการเลือกตั้งทั่วไปใน พ.ศ.2539 ภายหลังนายบรรหาร ศิลปอาชา ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรแทนการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้รับเลือกตั้งถึง 123 ที่นั่ง ส่วนพรรคความหวังใหม่ได้รับเลือกตั้ง 125 ที่นั่ง ซึ่งห่างกันเพียง 2 ที่นั่งเท่านั้น มีเสียงเล่าลือว่าหากจังหวัดปทุมธานีไฟไม่ดับขณะนับคะแนน พรรคประชาธิปัตย์อาจชนะพรรคความหวังใหม่ด้วยซ้ำไป เมื่อ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ลาออก ด้วยฝีมืออันเยี่ยมยุทธ์ของเลขาธิการพรรค คือ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ก็สามารถส่ง นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองเป็นผลสำเร็จได้โดยไม่ยากแต่ประการใด
6.4 ใน พ.ศ.2551 ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญประกาศยุบพรรคพลังประชาชนในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่เข้าทำเนียบรัฐบาลไม่ได้ เพราะถูกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยึด ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎรจึงเรียกประชุมสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยฝ่ายอำนาจเก่าคือพรรคพลังประชาชนหรือเพื่อไทยได้เสนอชื่อ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนฝ่ายค้าน คือพรรคประชาธิปัตย์ เสนอชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี
ผลปรากฏว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชนะ และเป็นนายกรัฐมนตรีต่อจากนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ โดยตัวแปรที่สำคัญซึ่งนำไปสู่การได้รับชัยชนะในการแข่งขันก็คือ พรรคภูมิใจไทย ของกลุ่มนายเนวิน ชิดชอบ ที่หันมา สนับสนุนฝ่ายค้านให้เป็นรัฐบาล ดังที่มีวลีอันลือลั่นในช่วงนั้นว่า “นายทุกอย่างได้จบสิ้นแล้ว” ซึ่งแปลว่า ไม่สามารถจะเปลี่ยนใจกลับไปสนับสนุนกลุ่มอำนาจเก่าให้เป็นรัฐบาลได้อีกแล้วนั่นเอง
อย่างไรก็ดี ผลจากการเจรจาต่อรองทางการเมืองใน พ.ศ.2551 ซึ่งทำให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจนเป็นผลสำเร็จนั้น ข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นไรมิอาจจะกล่าวได้เพราะเป็นความลับ แต่ปรากฏการณ์ภายหลังการเป็นรัฐบาลแล้วสามารถกล่าวได้ว่า พรรคภูมิใจไทยมีความเหนือชั้นกว่า เพราะสามารถคุมกระทรวงเกรดเอได้ถึง 3 กระทรวง ประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม และกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งโดยปกติในทางการเมือง พรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต้องดูแลกำกับและควบคุมกระทรวงดังกล่าวนี้ เพราะเป็นกลไกอันสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจโดยตรง
7.ผลกระทบทางการเมืองในการเจรจาต่อรอง : การเจรจาต่อรองในทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ถือว่าเป็นเรื่องปกติเพราะมีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่เป็นสังคมประชาธิปไตยแบบเก่าและการเมืองแบบน้ำเน่าเท่านั้น ซึ่งประชาธิปไตยแบบใหม่และการเมืองแบบน้ำสะอาดควรละเว้นเป็นอย่างยิ่งเพราะมีผลกระทบในเชิงลบทางการเมืองค่อนข้างสูง และที่สำคัญจะนำไปสู่วงจรอุบาทว์ อย่างไม่รู้จบสิ้น
การเมืองแบบน้ำสะอาดคือ การเมืองที่สร้างสรรค์ไม่เล่นแร่แปรธาตุ และไม่เห็นแก่ตัวจนลืมหัวอกเพื่อนในเวทีเดียวกัน เปรียบกับนักมวยก็คือไม่หวังการเอาชนะเพื่อนหรือคู่ต่อสู้ด้วยการตีกระจับหรือชกใต้เข็มขัด
พฤติกรรมการตกปลาในบ่อเพื่อนก็ดี การตีปลาหน้าไซเพื่อนก็ดี การแอบเจาะยาง คือกลั่นแกล้งกลุ่มทุนที่สนับสนุนพรรคของเพื่อนก็ดี ล้วนแต่จัดเป็นการเมืองแบบน้ำเน่าทั้งสิ้น เพราะเป็นการกระทำที่ถ่อยเถื่อนในทางการเมือง
8. วัฒนธรรมทางการเมือง : ประชาธิปไตยที่ไม่มีวัฒนธรรมทางการเมืองก็เหมือนกับนักมวยเมาเหล้าก่อนขึ้นเวที ขาดทั้งฝีมือและชั้นเชิง เพราะใช้ความบ้าบิ่นในการต่อสู้ ไม่มีกติกามารยาทของการต่อสู้บนเวทีให้สมศักดิ์ศรี และคนดูประทับใจ ด้วยเหตุนี้จึงมีวัฒนธรรมทางการเมืองเพื่อให้นักการเมืองและพรรคการเมืองมีมาตรฐานในการต่อสู้บนเวทีทางการเมือง ซึ่งประกอบด้วย
8.1 เสรีภาพ (Liberty) หมายถึงทุกพรรคการเมืองต้องสามารถรณรงค์หาเสียงหรือเข้าไปนำเสนอนโยบายได้ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย โดยปราศจากการกลั่นแกล้งหรือต่อต้านในทุกรูปแบบ
8.2 ความเสมอภาค (Equality) หมายถึงการไม่มีอคติระหว่างกัน ทั้งฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ และภยาคติ รวมทั้งการไม่เลือกปฏิบัติหรือสองมาตรฐานในทางการเมือง
8.3 ภราดรภาพ (Fraternity) หมายถึงการเป็นมิตรไมตรีต่อกันในทางการเมือง เพราะการแข่งขันในทางการเมืองเพื่อให้ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งนั้น มีเป้าหมายที่สำคัญคือการบริหารบ้านเมืองหรือประเทศชาติให้บังเกิดความสงบสุขและความเจริญมั่นคง ไม่ใช่การรบราฆ่าฟันกันแบบศัตรูกับศัตรู เพื่อต่อสู้เอาชนะกันอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่เป็นการต่อสู้กันโดยมีเดิมพันคือชาติบ้านเมือง จึงต้องมีน้ำใจเป็นนักกีฬา
ฝ่ายที่ชนะหรือรวบรวมได้เสียงข้างมากก็เป็นรัฐบาลบริหารบ้านเมืองเป็นไปตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชน ส่วนที่มีเสียงข้างน้อยก็เป็นฝ่ายค้านคอยกำกับควบคุมและตรวจสอบการทำงานของฝ่ายรัฐบาลให้เป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้ มิใช่ตั้งหน้าตั้งตาคอยที่จะคัดค้านแบบหัวชนฝาเพียงอย่างเดียวจนกลายเป็นฝ่ายแค้นอย่างอดีตที่ผ่านมา
ความสามัคคีปรองดองจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีวัฒนธรรมทางการเมืองข้อที่ 3 คือ ภราดรภาพ ซึ่งเป็นความล้มเหลวในการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ผ่านมา เพราะถูกแบ่งแยกเป็นภูมิภาคนิยมอย่างรุนแรง คนภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถูกแบ่งแยกให้ดูประหนึ่งเป็นชนชั้นต่ำในสังคมไทย ไม่สามารถหลอมรวมเป็นคนไทยด้วยกันอย่างกลมกลืนได้กับคนภาคอื่น
พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนนิยมจากคนในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงกลายเป็นรัฐบาลที่ไม่เป็นที่ยอมรับของคนภาคอื่นครั้งแล้วครั้งเล่า จึงต้องสร้างความรู้สึกและพัฒนาจิตสำนึกเสียใหม่ เพราะประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกันจะแบ่งแยกมิได้ ประชาชนจะอยู่ในภาคไหนก็ล้วนแต่เป็นคนไทยด้วยกันทั้งสิ้น เหมือนคนอเมริกันที่พวกเขามีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่สามารถพูดว่า ประเทศอเมริกานี้เป็นเบ้าหลอม (Melting Pot) ที่หลอมรวมผู้คนชาติต่างๆ จากเอเชีย ยุโรป และอื่นๆ ให้ประสานกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
8.4 ลดพฤติกรรมแบบใครดีใครอยู่ (The Survival of the Fittest) คือ วัฒนธรรมบนรากฐานของแนวคิดลัทธิเชิงสังคมของ
ดาร์วิน ที่กล่าวว่า “ใครเก่งใครรอด และใครดีใครอยู่” ซึ่งลัทธินี้ควรอยู่บนเวทีมวยในช่องต่างๆ แทนเวทีการเมืองจะดีที่สุด เพราะในเวทีการเมืองนั้น ทุกคนและทุกพรรคที่เสนอตัวและประกาศจุดยืนรวมทั้งนโยบายต่างๆ เพื่อแข่งขันการทำงานรับใช้ประชาชนและประเทศชาติเป็นเป้าหมายหลัก จึงไม่มีคำว่า “ใครดีใครอยู่ หรือใครเก่งใครรอด” แต่ต้องช่วยกันให้ประชาชนทุกคนอยู่รอดปลอดภัยเป็นประการสำคัญ
หากมัวแต่คำนึงถึงตนเองและพวกพ้องอยู่รอด โอกาสที่จะช่วยเหลือประชาชนให้อยู่รอดย่อมหมดไป
9. ความเสียหายที่นักการเมืองควรหลีกเลี่ยง : สังคมการเมืองแบบเก่าได้สร้างภาพลักษณ์ในทางลบในสายตาประชาชนอย่างรุนแรง จนนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่าความระอาในทางการเมืองแบบประชาธิปไตย เวลามีการเลือกตั้งจึงมีคนไปใช้สิทธิค่อนข้างน้อย ด้วยเหตุนี้จึงเป็นโอกาสทองของผู้แสวงโชคทางการเมือง แทบทุกครั้งและความเอือมระอาที่เกิดขึ้นจนนำไปสู่วงจรอุบาทว์ที่นักการเมืองแบบเก่าประพฤติ ประกอบด้วย
9.1 ศีลวิบัติ (Failure in Morality) คือ การประพฤติทุจริตผิดศีลธรรมอันดีงาม เช่น เมาสุรายาเสพติด การถ่วงเวลาในการประชุม การด่าทอกันด้วยถ้อยคำอันหยาบคาย รวมทั้งการยกมือประท้วงอย่างพร่ำเพรื่อเพื่อรบกวนสมาธิเพื่อนสมาชิกที่กำลังอภิปราย เป็นต้น
9.2 อาจารวิบัติ (Failure in Conduct) คือ การประพฤติทุจริตคอร์รัปชั่นในรูปแบบต่างๆ อย่างกว้างขวางทั้งบนดินและใต้ดิน รวมทั้งการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือผลประโยชน์ทับซ้อนในหลากหลายวิธีการ ซึ่งมาจากสาเหตุของการลงทุนทางการเมืองสูง จึงต้องถอนทุนคืน หรือเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนโดยไม่เกรงใจประชาชน
9.3 ทิฏฐิวิบัติ (Failure in Views) คือ การมีทรรศนะหรือความคิดเห็นที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง หรือการอภิปรายโดยปราศจากข้อมูลและหลักฐาน รวมทั้งข้อมูลและหลักฐานอันเป็นเท็จ แม้จะมีเอกสิทธิ์คุ้มครอง แต่เป็นการเสียเวลาของชาติบ้านเมืองโดยใช่เหตุ
9.4 อาชีววิบัติ (Failure in Livelihood) คือ การประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมายและศีลธรรม นักการเมืองที่มีเบื้องหลังสกปรก แต่มีอำนาจวาสนาเป็นเสนาบดี ย่อมบาดจิตใจของข้าราชการและประชาชนเป็นอย่างยิ่ง พรรคการเมืองแบบใหม่จึงต้องพิจารณาเลือกเฟ้นและคัดคนสู่เวทีการเลือกตั้งให้ดูดีมีคุณภาพและคุณธรรม
สรุป การปฏิรูปการเมืองจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับแนวคิดและทฤษฎีของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นประการที่สำคัญ หากแนวคิดและทฤษฎีแบบย้อนยุคหรือล้าหลัง การเมืองแบบเก่า นักการเมืองน้ำเน่าจะคืนชีพ และเร่ขายตัวในทางการเมืองอีกครั้งหนึ่งซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นและรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่าตัว เมื่อการณ์เป็นเช่นนี้ การยึดอำนาจการปกครองประเทศจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คลช.) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ด้วยเหตุผลที่ว่านักการเมืองสร้างปัญหาความขัดแย้งให้กับบ้านเมือง จึงจำเป็นต้องรื้อเวทีทางการเมืองไปพลางก่อน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่อาจยอมรับได้เพราะมีข้อเท็จจริงรองรับ
แต่วันดีคืนดีคณะผู้ยึดอำนาจมีแนวคิดและทฤษฎีในการครองอำนาจทางการเมืองต่อ ด้วยการใช้กลยุทธ์เจรจาต่อรองกับกลุ่มการเมืองค่ายต่างๆ ซึ่งเป็นการเมืองหรือนักการเมืองแบบเก่า ย่อมทำลายความคาดหวังของสังคมไทยที่ปรารถนาที่จะเห็นการเมืองแบบใหม่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง
การตอบแทนบุญคุณแผ่นดินที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เอ่ยถึงเนืองๆ ต่างกรรมต่างวาระนั้น จะต้องประกอบด้วยหลักการที่สำคัญ 4 ประการ คือ 1) ความเข้มแข็ง (ฉันทะ) 2) ความมุ่งมั่น (วิริยะ) 3) ความแน่วแน่ (จิตตะ) และ 4) ความจริงจังหรือจริงใจ (วิมังสา)
หากปราศจากหลักการทั้ง 4 ประการดังกล่าว ความสำเร็จในการพัฒนาชาติบ้านเมืองไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ย่อมเกิดขึ้นได้ยากเป็นอย่างยิ่ง
รศ.ดร.กิตติทัศน์ ผกาทอง

