การเสวนา “บทบาทและความท้าทายทาง
การเมือง องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ” ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เข้าร่วมเสวนามีความเห็นคล้ายกันว่า องค์กรอิสระที่เกิดขึ้นครั้งแรก ตามรัฐธรรมนูญ 2540 มีปัญหาการทำงานหลายเรื่องด้วยกัน ทั้งมาตรฐาน ภาพลักษณ์ สังคมไม่ให้ความเชื่อถือเชื่อมั่นเท่าที่ควร นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงความเป็นอิสระขององค์กรอิสระว่า ทาง กรธ.จึงได้เขียนในรัฐธรรมนูญให้ความสำคัญเรื่องการสรรหา การสรรหาต้องเปิดเผยด้วย เพื่อให้ทำงานอย่างเป็นอิสระมีประสิทธิภาพ
ส่วนนายสมชาย แสวงการ สนช.กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 60 แยกศาลรัฐธรรมนูญไปอยู่กลุ่มเดียวกับศาล องค์กรอิสระเดิมยังคงอยู่ แต่ปรับเปลี่ยนหน้าที่ ตนเองเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ 60 อย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องของการสรรหานั้นไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย หรือการสรรหาเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของตัวบุคคลด้วย เพราะฉะนั้นถ้าฝ่ายบริหารเข้าใจตัวบุคคลขององค์กรอิสระแล้วเกิดการแทรกแซงก็จะอ่อนแอในการบริหาร ก็เกิดปรากฏการณ์แบบนี้มาแล้ว
ผู้ร่วมเสวนาอีกราย คือ นายบรรเจิด สิงคะเนติ
นักวิชาการ ชี้ว่า ในสมัยที่ใช้รัฐธรรมนูญ 40 ช่วงแรกองค์กรเหล่านี้ตั้งขึ้นใหม่หมด เห็นได้ถึงความมีประสิทธิภาพ ใน กกต.ชุดแรก ป.ป.ช.ชุดแรก แต่พอมายุค 44-49 ฝ่ายการเมืองเห็นพิษสงจึงเข้าแทรกแซง ส่วนรัฐธรรมนูญปี 50 หลักการยังคงเดิม แต่ปรับเปลี่ยนบางหลักการ คณะกรรมการสรรหาให้ฝ่ายการเมืองมีบทบาทน้อยลง แต่ให้ฝ่ายคณะกรรมการประจำมีบทบาทมากขึ้น เป็นช่วงที่เผชิญหน้ากับฝ่ายการเมือง ถ่วงดุลตรวจสอบรัฐ และนำไปสู่วิกฤตระหว่างศาลรัฐธรรมนูญกับรัฐสภา ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ปัญหาความเป็นอิสระขององค์กรอิสระ กลุ่มอำนาจเห็นว่า ฝ่ายการเมืองแทรกแซงองค์กรอิสระในปี 2544-2549 จึงลดบทบาทฝ่ายการเมือง ในการสรรหา ส่งผลให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างองค์กรอิสระกับฝ่ายการเมืองในช่วงรัฐธรรมนูญ 2550 ในเรื่องนี้น่าสนใจว่า บทบาทขององค์กรอิสระในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นการตรวจสอบอำนาจรัฐอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ และที่มาของวิกฤตศรัทธาก็เกิดจากบทบาทในช่วงนั้นหรือไม่ เงื่อนปมขององค์กรอิสระ ยังคงอยู่ที่ว่าทำอย่างไร จะให้ยึดโยงกับประชาชนมากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการสรรหา และการให้ความเห็นชอบด้วยสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

