ค่าโง่แล้วโง่อีก

คําว่า “ค่าโง่” กลับมาเป็นพาดหัวข่าวอีกครั้ง และเป็นอีกคดีที่บางคนเรียกว่า มหากาพย์ เพื่อให้เห็นภาพว่ากินเวลายาวนาน

โครงการโฮปเวลล์เกิดขึ้นนับตั้งแต่รัฐเซ็นสัญญากับบริษัทโฮปเวลล์ เมื่อปี 2533

โฮปเวลล์ถูกเสียดสีว่ากลายเป็น โฮปเลส หรือความสิ้นหวัง ไม่มีโครงการระบบการขนส่งทางรถไฟยกระดับในกรุงเทพมหานครเกิดขึ้น เพราะไม่มีเงินทุน ไม่มีเงินกู้ ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันสัญญา จนแปรสภาพเป็นโครงการ สโตนเฮนจ์ มีแต่เสาตอม่อผุดคร่อมทางรถไฟเลียบถนนวิภาวดีรังสิต ค้างไว้นานจากรุ่นสู่รุ่น

กระทั่งมีการก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีแดง เมื่อปี 2556 เสาสโตนเฮนจ์ จึงถูกรื้อถอนออกไป

ล่าสุด จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด กระทรวงคมนาคมและ รฟท.ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โฮปเวลล์ 11,888 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 สรุปแล้วเจอจ่ายค่าโง่เป็นหมื่นล้าน

ก่อนหน้าคดีโฮปเลสนี้ ยังมีค่าโง่อีกไม่ใช่น้อยๆ ที่ต้องนำเงินภาษีประชาชนไปชดใช้เอกชน

ที่โด่งดังมากๆ ได้แก่ ค่าโง่ทางด่วน รัฐต้องจ่ายบริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ บริษัทย่อยของ BEM รวมกว่า 4,000 ล้านบาท

ตามมาด้วยค่าโง่คลองด่าน หรือโครงการก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียในเขตควบคุมมลพิษพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ตั้งแต่ปี 2538 พัวพันนักการเมืองและเครือญาติอย่างอีนุงตุงนัง ครม.ชุดปัจจุบันมีมติเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2558 มีมติให้จ่ายค่าโง่นี้กว่า 9,600 ล้านบาทให้กับบริษัทเอกชน 6 บริษัท และเมื่อไปรวมกับงบประมาณที่รัฐจ่ายไปแล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท บ่อบำบัดอะไรไม่ได้ จึงคิดเป็นค่าโง่รวมๆ แล้วเกือบ 3 หมื่นล้านนั่นแล

ส่วนกรณีรัฐใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 77/2559 เมื่อปี 2558 ยกเลิกประทานบัตรเหมืองทองคำชาตรี หรือที่เรียกกันว่า เหมืองทองอัครา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ก็ทำท่าจะต้องเสียค่าชดใช้ให้บริษัทเอกชนอีกแล้ว แม้ว่ามาตรา 44 นั้นทรงฤทธิ์เดช แต่ครอบคลุมเฉพาะกิจการในประเทศ เผอิญว่าบริษัทเอกชนนี้มีบริษัทแม่อยู่ในออสเตรเลีย เขาก็เลยยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐ 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยก็ราวๆ 2.7 หมื่นล้านบาท

โครงการเหมืองทองดังกล่าว นอกจากส่อเค้าต้องจ่ายค่าโง่แล้ว ยังตอกย้ำว่า เวลาที่รัฐจะตัดสินใจให้เอกชนทำโครงการอะไรมักไม่ค่อยจะถามชาวบ้านให้ถ้วนทั่วและให้รอบด้าน ทั้งๆ ที่ชาวบ้านต้องมาแบกรับผลกระทบทั้งเรื่องวิถีชุมชนและสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวเขามากที่สุด

ฝ่ายราชการชอบอ้างว่าทำประชาพิจารณ์ไปแล้ว ทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมไปแล้ว ทั้งๆ ที่หลายๆ โครงการก็รู้ว่าทำไปตามพิธีกรรมโปะหน้า ไม่ได้เคารพหลักประชาธิปไตยอย่างจริงจัง

การไม่เคารพหลักประชาธิปไตยให้มันจริงจังนี่เอง ที่ทำให้คนประชาไทยแลนด์ต้องจ่ายค่าโง่ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ใช่เฉพาะจ่ายกับเอกชนเท่านั้น แต่ยังจ่ายค่าเสียเวลาพัฒนาการเมืองที่ส่งกระทบเศรษฐกิจมูลค่ามโหฬาร มาตั้งแต่รัฐประหารปี 2534 ปี 2549 และปี 2557

ทุกวันนี้ยังเสียค่าโง่รายวันอยู่เลย

บทความก่อนหน้านี้‘น้องทาม’ปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณ ร.10 ดูแลรถจักรยานพระราชทานอย่างดี
บทความถัดไปท่านเห็นว่าการนำเสนอข่าวของสื่อในกรณี “ธนาธร” เป็นไปอย่างตรงไปตรงมาหรือควรปรับปรุงเพราะนำเสนออย่างมีธง