เหตุการณ์เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย แขวงอัตตะปือ สปป.ลาวแตก สายตาจากคนทั่วโลกกำลังจับจ้องไปที่การกู้ภัยช่วยเหลือพี่น้องชาวลาวที่ได้รับความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ถือเป็นความสูญเสียที่ประเมินค่ามิได้
เชื่อว่าหลังเหตุการณ์ชุลมุนเริ่มสงบลง ก็จะเกิดคำถามขึ้นมาอีกมากมาย โดยเฉพาะการหาสาเหตุและคุณภาพในการสร้างเขื่อน ความรับผิดชอบของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่ได้รับสัมปทาน แม้แต่กลุ่มทุนสัญชาติไทยก็หนีไม่พ้นที่ตกเป็นจำเลยสังคมเช่นกัน
เพราะวันนี้เริ่มมีคำถามเกิดขึ้นจาก วิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ ผู้อำนวยการเครือข่ายพลังงานเพื่อนิเวศวิทยาแม่น้ำโขง มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ให้จับตามองว่าบริษัทเหล่านี้จะแสดงความรับผิดชอบกันหรือไม่ อย่างไร เพราะในกฎหมายลาวเขียนไว้ว่า ผลความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมทั้งหมดระหว่างก่อสร้างเป็นหน้าที่ของบริษัทที่รับสัมปทานต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าสร้างเสร็จแล้วความรับผิดชอบจะตกอยู่กับรัฐบาล
โครงการนี้ทุนเกือบทั้งหมดไปจากไทย แถมยังขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพราะฉะนั้นก็ต้องถามว่าบริษัทเหล่านี้จะรับผิดชอบต่อความเสียหายครั้งนี้อย่างไร ที่น่าสนใจคือบริษัทที่จัดทำอีไอเอซึ่งเข้าใจว่าเป็นของไทย จะต้องรับโทษหรือไม่ เพราะถือว่าผลการศึกษานี้มันไม่ใช่
เช่นเดียวกับ เดชรัต สุขกำเนิด มีมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ ที่น่าสนใจว่า เขื่อนปากมูลคือเขื่อนที่ผลิตไฟฟ้าเขื่อนสุดท้ายที่สร้างในไทยเมื่อประมาณ 25 ปีที่แล้ว หลังจากนั้นก็แทบไม่มีอนาคตในประเทศไทยอีกเลย เพราะประชาชนส่วนใหญ่คัดค้าน กล่าวแบบเศรษฐศาสตร์คือต้นทุนการโวยวายสูงมาก จนไม่สามารถลงทุนได้
อุตสาหกรรมการสร้างเขื่อนในไทยจึงเริ่มมองหาแหล่งที่หมายใหม่ซึ่งก็คือลาว เพราะเป็นประเทศที่มีต้นทุนการโวยวายต่ำกว่า พร้อมๆ กับการมีศักยภาพมากกว่าด้วย
การสร้างเขื่อนเป็นการลงทุนที่มีต้นทุนคงที่สูงมาก จึงจำเป็นต้องมีความมั่นใจมากพอว่าจะขายได้แบบชัวร์ๆ ไปในระยะยาว สถาบันการเงินจึงจะให้ทุนในการก่อสร้างโครงการดังกล่าว โดยมีสัญญาการรับซื้อไฟฟ้าจากฝั่งไทยเป็นกุญแจสำคัญให้เดินหน้าโครงการ
ภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างไทย-ลาว เกิดขึ้นบนฐานความเชื่อที่ว่าการสร้างเขื่อนเป็นวิถีการพัฒนาเศรษฐกิจที่เร็วที่สุดสำหรับประเทศลาว
จนมีคำประกาศว่า สปป.ลาว จะเป็น “แบตเตอรี่ของเอเชีย”
แต่ภาคประชาชนของทั้งสองประเทศดูจะมีบทบาทไม่มากนัก ภายใต้โครงสร้างนี้ในฝั่งไทยภาคประชาชนจำนวนไม่มากนักที่พยายามเคลื่อนไหวคัดค้านเขื่อนต่างๆ ในลาว แต่ดูเหมือนจะได้รับการตอบรับจากเพื่อนร่วมชาติน้อยมาก เพราะเพื่อนร่วมชาติจำนวนมากเห็นว่าไฟฟ้าจากลาวมีราคาถูกและไม่ต้องสร้าง “ผลกระทบ” ในฝั่งไทย ขณะที่ใน สปป.ลาว การเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านแนวคิดของรัฐบาลเป็นเรื่องที่ยากลำบาก
เพราะต้นทุนการโวยวายที่เบาบาง พื้นที่การต่อรองของพี่น้องในฝั่งลาวจึงมีไม่มากนัก ชะตาชีวิตของพี่น้องฝั่งลาวเกือบทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของผู้ลงทุนและการต่อรองของรัฐบาลลาวเป็นสำคัญ
เชื่อว่าหลังจากภัยพิบัติเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยที่นำภัยพิบัติแสนสาหัสมาให้พี่น้องชาวลาว ภาพโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นก็จะกระตุกจิตสำนึกของพี่น้องฝั่งไทยด้วยว่าความทุกข์ยากของพี่น้องที่มีวัฒนธรรมใกล้ชิดกันที่สุดกับเรา ก็เกิดขึ้นจากความต้องการซื้อไฟฟ้ามาใช้ของพวกเราเอง ภาพโศกนาฏกรรมจะย้ำเตือนพวกเราว่าเราไม่อาจจะผลักไสผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพี่น้องลาว ให้เป็นเพียงผลกระทบภายนอกของเราได้อีกต่อไป
และเหตุการณ์ครั้งนี้จะสั่นสะเทือนอุตสาหกรรมการสร้างเขื่อนในลาว เหมือนกับที่เกิดกับฝั่งไทยเมื่อ 25 กว่าปีที่แล้วแน่นอน…

