เสียรังวัดอีกแล้วสำหรับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ไฟเขียวกฎหมายป้องกันทารุณกรรมสัตว์เพิ่มเติมเก็บค่าตีทะเบียน “สุนัข-แมว” ตัวละ 450 บาท
หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 25,000 บาท
จน กฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องแสดง “สปิริต” ขอโทษขอโพยต่อประชาชน
เหตุเป็นหน่วยงานที่ผลักดันกฎหมายเสนอ ครม.
หลังถูกสังคมโซเชียล นักวิชาการ ผู้รักสัตว์ ออกมารุมถล่มยับเยิน
กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ เองต้องมาสยบข่าวไม่ให้ลุกลามบานปลายว่าสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปทบทวนแล้ว
หากย้อนกลับไปดูกฎหมายที่รัฐบาลนี้ผลักดันออกมาบังคับใช้ที่ถูกต่อต้านหนักถึงกับ “พับเก็บ” ไว้ใต้พรมหลายฉบับ
ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขกฎหมายจราจรทางบกควบรวมเป็นการขนส่งทางบก ที่เพิ่มโทษผู้ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่-หมดอายุ
มีโทษสูงสุดจำคุก 3 เดือน ปรับ 5 หมื่นบาท หรือการใช้ ม.44 ออกกฎเหล็ก 2 ฉบับ เพิ่มประสิทธิภาพจราจรทางบกและเพิ่มความปลอดภัยในรถโดยสารสาธารณะ
โดยให้ผู้โดยสารรัดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง ในรถทัวร์ รถตู้โดยสารปรับเหลือ 13 ที่นั่ง ส่วนปิกอัพห้ามนั่งกระบะท้าย นั่งแค็บ
ซึ่งเป็นการบังคับใช้กฎหมายประเภท Mala prohibita ที่เกิดผลในทางปฏิบัติค่อนข้างยาก
อย่างไรก็ตาม การออกมาตรการต่างๆ นั้นนับว่าเป็นเจตนาและจุดเริ่มต้นที่ดีของรัฐบาล
ดังนั้น การวางแผนบังคับใช้ควรเป็น “สเต็ป”
เริ่มจากค่อยๆ ปรับทัศนคติประชาชน สังคม ให้ศึกษา เรียนรู้ ข้อดี ข้อเสีย ประชาสัมพันธ์ รณรงค์ในรูปแบบต่างๆ ไปพร้อมๆ กัน
ที่สำคัญชี้ให้เห็นเหตุผลการออกกฎหมายของรัฐบาลครั้งนี้ทำเพื่อใคร? จนสังคมส่วนใหญ่เริ่มคล้อยตาม
จากนั้นค่อยขยับบังคับใช้กฎหมายไปที่ละขั้นตอนอย่างมีระบบ
ไม่ใช้วิธีการ “หักดิบ” เช่นนี้!?
ทั้งนี้ มีอีกเรื่องที่อยากฝากเป็นการบ้านก็คือ 7 ว่าที่กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่ใครจะไปตำหนิหรือกล่าวโทษ ก็ไม่ถูกต้องเป็นธรรมมากนักว่าทำไมมี “เอ็นจีโอ” เข้าไปกินรวบองค์กรอิสระนี้
เพราะ 4 ใน 7 คนติดกลุ่มเข้ามาเพื่อเป็น กสม.นั้นไม่ได้เข้ามาเองได้ แต่ได้รับการโหวตจากคณะกรรมการสรรหาที่มีตั้ง 10 คน
ขณะนี้รายชื่อทั้ง 7 คนอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติความประพฤติฯกำลังดำเนินการอยู่
ราวปลายเดือนตุลาคมนี้ สนช.จะต้องประชุม “ลับ” เพื่อรับฟังรายงานของคณะกรรมาธิการ จากนั้นที่ประชุม สนช.จะพิจารณาและลงมติว่า 7 คนที่เสนอชื่อมานั้นใครจะได้เป็นกรรมการสิทธิฯ ซึ่งถือเอาคะแนนเสียงเกินครึ่งเป็นเกณฑ์!
ประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากคือ นอกจากมีเอ็นจีโอถูกสรรหาเข้ามามากเกินครึ่ง บางคนมีจุดยืนคัดค้านการลงโทษประหารชีวิต
การพิจารณาและลงมติเลือก กสม.โดย สนช.คงต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ
หลังจากลงมติผ่านกฎหมายให้เซ็ตซีโร่ กรรมการสิทธิฯ ทำให้ กสม.ชุด นายวัส ติงสมิตร ที่ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2558 จะต้องพ้นสภาพไปเมื่อสรรหาได้ กสม.ชุดใหม่เข้ารับตำแหน่ง อย่าลืมเหตุที่ สนช.มีมติเซ็ตซีโร่ เพราะองค์ประกอบของ กสม.ไม่สอดคล้องกับหลักการ “ปารีส”
ที่กำหนดให้สถาบันสิทธิมนุษยชนของทุกประเทศที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติ ต้องเป็นตัวแทนของภาคส่วนต่างๆ อย่างหลากหลาย เป็นอิสระจากภาครัฐ มีอำนาจในการส่งเสริม ปกป้อง คุ้มครอง สิทธิมนุษยชน เป็นต้น
ดังนั้น ปลายเดือนตุลาคมนี้ สนช.จะมีมติเห็นชอบ 7 ว่าที่ กสม.ทั้งหมด
หรือจะตัดใครบางคนออกไป เพื่อลบข้อครหาเอ็นจีโอ “กินรวบ” กสม.หรือไม่ต้องติดตาม!?!

