ไม่น่าเชื่อว่าถึงวันนี้ก็เกือบ 3 สัปดาห์หลังเลือกตั้ง 24 มี.ค.จะหาบทสรุปสูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ไม่ได้ แม้ล่าสุด สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.จะเปิดแถลงสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อมาแจกแจงวิธีการคำนวณอย่างละเอียดต่อสื่อมวลชน ได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างจาก กกต.ที่ว่าจะมี 25 พรรคได้ ส.ส.ในระบบนี้
สูตรของ “สมชัย” จะมีพรรคการเมืองได้รับการจัดสรร 16 พรรค เนื่องจากต้องตัดพรรคเพื่อไทยที่ได้ ส.ส.เขต 137 คน เกินกว่าจำนวน ส.ส.พึงมี 111 คน ทำให้ไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และตัดพรรคประชาชาติออก เนื่องจากได้จำนวน ส.ส.พึงมีที่ 6.8316 และได้ ส.ส.เขตมาแล้ว 6 คน ทำให้เศษที่เหลือไม่ถึง 1 คน จึงต้องตัดทิ้ง เท่ากับเหลือพรรคการเมืองที่จะได้รับการจัดสรร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์แค่ 14 พรรค
นี่คือเพียงเงื่อนไขหนึ่งที่จะทำให้การแบ่งขั้วจัดตั้งรัฐบาลวุ่นวายแล้ว
ยังมีอีกเงื่อนไขหนึ่งที่น่าสนใจหลัง อาจารย์ปริญญาเทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี มธ. แสดงความเห็นในวงเสวนาพิเศษ “อนาคตการเมืองไทยหลังเลือกตั้ง” เมื่อวันก่อน
“อาจารย์ปริญญา” ชี้ประเด็นว่า กติกาการเลือกนายกฯคือต้องเลือกในที่ประชุมรัฐสภาซึ่งมีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง คนที่จะถูกเลือกต้องเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรี หากเลือกในบัญชีว่าที่นายกฯไม่ได้ ต้องมีรอบคนนอกต่อไป ไม่ว่าสูตรการคำนวณปาร์ตี้ลิสต์จะเป็นแบบไหนย่อมมีผลต่อการตั้งรัฐบาล
นอกจากนี้ ก่อน กกต.ประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส. ต้องมีการให้ “ใบเหลือง ใบแดง ใบส้ม ใบดำ” หากเลือกตั้งใหม่จะมีการเปลี่ยนจำนวน ส.ส.แน่นอน แต่เชื่อว่าจะไม่มีการเปลี่ยนข้าง เพราะตอนนี้มีการเลือกข้างแล้ว สมมุติว่าผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยโดนใบแดงก็มีแนวโน้มว่าประชาชนจะเลือกพรรคอื่นที่มาในแนวเดียวกัน
จากนี้ไปจะเกิดทางเลือกทางการเมือง คือ 1.หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ มีเสียงไม่ถึง 250 ก็เดินหน้าเป็นนายกฯต่อได้ แต่ต้องเสี่ยงหางูเห่าเอาข้างหน้า
2.หาก ส.ส.ไม่ถึง 250 เลือกนายกฯใหม่ไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ยังเป็นนายกฯและหัวหน้า คสช.พร้อม ม.44 ต่อไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
3.หากสภาผู้แทนราษฎรรวมเสียงได้ 376 คน โดยเลือกนายกฯจากคนที่ทุกฝ่ายยอมรับ กรณีนี้อาจมีบางพรรคโหวตให้โดยไม่ร่วมรัฐบาล
และ 4.กรณีการได้นายกฯคนนอกนั้น ต้องใช้เสียงถึง 500 เสียง จึงจะเป็นกรณีที่ทุกหนทางข้างหน้าใช้ไม่ได้แล้วเท่านั้น
การประกาศผลเลือกตั้งในวันที่ 9 พ.ค.และจากนั้นไม่เกิน 3 วันต้องทูลเกล้าฯรายชื่อว่าที่ ส.ว. เชื่อว่า ส.ว.จะถูกเรียกร้องให้ฟรีโหวต
โดยหลังจากการประกาศผลเลือกตั้ง สภาผู้แทนฯต้องมี ส.ส.ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ถึงจะประชุมสภาเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนฯได้ จากนั้นประธานสภาผู้แทนฯซึ่งเป็นประธานรัฐสภาก็จะเรียกประชุมเพื่อเลือกนายกฯ
ดังนั้น ประธานสภาคือผู้คุมเกมว่าจะประชุมเลือกนายกฯเมื่อไหร่
นอกจาก กกต.จะมีอำนาจการประกาศผล และการเลือกวิธีการคำนวณสูตรปาร์ตี้ลิสต์ซึ่งมีผลต่อการสลับข้างได้ทันที อย่าลืมว่า การประกาศผลคะแนนไม่ต้องประกาศถึง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ประกาศแค่ 95 เปอร์เซ็นต์
หากประกาศแค่ 475 คน แล้วอีก 25 ไม่ประกาศ เกิดเป็นข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้าง ผลการเลือกตั้งก็จะเปลี่ยนไป
นั่นย่อมหมายถึงย่อมมีข้างที่ได้เปรียบและเสียเปรียบจากการประกาศผลการเลือกตั้งครั้งนี้
ถึงวันนี้ประชาชนแสดงพลังออกมาเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย เพื่อแสดงเจตจำนงต้องการหาทางออกให้ประเทศชาติ แต่วันนี้นักการเมืองได้สำเหนียกถึงเสียงของประชาชนครั้งนี้หรือไม่
อย่าลืมว่า ที่ผ่านมานักการเมืองนอกจากไม่เคยหาทางออกให้ประเทศชาติแล้ว ยังกลับสร้างเงื่อนไขให้เกิดวิกฤตซึ่งนำมาสู่การรัฐประหารครั้งล่าสุดอีกด้วย
ผมไม่แปลกใจที่ผลวิจัยของซูเปอร์โพลออกมาล่าสุด เปิดเผยผลสำรวจภาคสนามเรื่อง “ความสุขของประชาชน” พบว่า ร้อยละ 88.8 ระบุการเมืองวันนี้ทำลายความสุขของประชาชน
เมื่อ “อาจารย์ปริญญา” ชี้ 4 ช่องทางออกแก้วิกฤตการเมืองให้แล้ว หากนักการเมืองยังคงอยู่ในวังวนเก่าๆ จนประชาชนส่ายหน้าเบื่อหน่าย ไม่ช้าไม่นานนักการเมืองพวกนี้จะต้องตกงานยาวกันอีกรอบเป็นแน่ …
พันธศักดิ์ รักพงษ์

