เจ้าสัว3จำพวก โดย โกนจา

23.04.20 | 12:00 น.

ผมเกิดคำถามขึ้นในใจว่าทำไม “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถึงแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ว่าจะส่งจดหมายถึง 20 เจ้าสัวมาร่วมหารือช่วยแก้ปัญหาวิกฤตโควิด-19

เพราะตลอดอายุรัฐบาลตั้งแต่ คสช.ถึงรัฐบาลในปัจจุบัน รัฐบาลก็มีความสนิทสนมแนบแน่นกับบรรดาเจ้าสัวกลุ่มนี้แทบทั้งสิ้น

ดังนั้น การขอความคิดเห็นเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศครั้งนี้ แม้ภาพรวมย่อมเป็นเรื่องที่ดีที่สามารถผนึกเอกชนที่แข็งแกร่งมาระดมสมองแก้ปัญหาของชาติ แต่คนเหล่านี้ก็ถือเป็นคนกันเองแทบทั้งนั้น

การออกมาโพนทะนาเรื่องนี้ ถ้าไม่หวังผลทางการเมืองก็ย่อมอดสงสัยไม่ได้ว่า ลึกๆ แล้วมีนัยยะอะไรแอบแฝงอยู่หรือไม่

ยิ่งได้มาอ่านเฟซบุ๊กของ บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคิน ที่ได้โพสต์เนื้อหาประเด็นนี้มีอะไรที่น่าคิดหลายอย่าง

Advertisement

“คุณบรรยง” มองว่า การที่เรียกมาประชุมร่วมกันน่าจะมีประโยชน์แค่สองอย่าง ด้านหนึ่งคือ จะได้แบ่งงานกันทำ แบ่งภารกิจ แบ่งพื้นที่ให้ทั่วถึงไม่ให้ซ้ำซ้อน อีกด้านหนึ่งคือ รัฐเชิญเข้ามาปรึกษาเพื่อนำไปสร้างนโยบายและมาตรการที่จะรักษาระบบเศรษฐกิจ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ เยียวยาภาคส่วนที่เดือดร้อน

อันนี้นัยว่าเหล่ามหาเศรษฐีล้วนเป็นคนเก่งคนดี ย่อมมีแนวคิดที่เป็นประโยชน์ อันนี้แหละที่ต้องระวังอย่างมาก ควรเป็นไปในแนวทางที่รับฟังข้อมูล รับฟังปัญหา ถ้าจะมีข้อเสนอก็ควรเป็นแค่ข้อเสนอ การจะนำไปปฏิบัติจะต้องทบทวนพิจารณาอย่างถ้วนถี่ อย่าถึงกับให้เอกชนออกนโยบาย คุมนโยบาย หรือออกเงินขับเคลื่อนนโยบาย

พร้อมยกตัวอย่างโครงการที่เคยเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย คือ “สานพลังประชารัฐ” ที่เริ่มต้นก็มีเจตนาดี ตั้งกรรมการสิบกว่าคณะ จะเปลี่ยนประเทศให้เป็น 4.0 เอกชนรายใหญ่เข้าไปร่วมกันครบครัน นั่งฟังประชุมสี่ชั่วโมง ไม่มีคำว่า ส่งเสริมการแข่งขัน จำกัดการผูกขาด เปิดเสรีการแข่งขัน แม้แต่คำเดียว ผลก็คือทำกันมาห้าปีเศษ เราก็ยังไม่ใกล้ 4.0 ไปเลยแม้แต่นิดเดียว ความเหลื่อมล้ำ ความยากจนก็ยังแย่ลง คอร์รัปชั่นไม่ลด มีแค่เหล่ามหาทั้งหลายที่มีทรัพย์เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

“คุณบรรยง” แบ่งมหาเศรษฐีออกเป็น 3 จำพวก คือ 1.พวกค้ากับโลก 2.พวกค้าในชาติ และ 3.พวกค้ากับรัฐ
พวกค้ากับโลก ก็คือ พวกที่ผลิตสินค้าและบริการขายไปทั่วโลก
รายได้มากกว่า 80% มาจากนอกประเทศ อาทิ สตีฟ จ๊อบส์
บิล เกตส์ ซัคเคอร์เบิร์ก แจ๊ก หม่า ฯลฯ

พวกค้ากับชาติ คือ พวกที่ทำธุรกิจส่วนใหญ่กับคนในชาติตนเอง รายได้ส่วนใหญ่มาจากในประเทศ ส่วนใหญ่จะทำธุรกิจ Non-tradables เช่น อสังหาฯ สถาบันการเงิน โรงพยาบาล รีเทล โทรคมนาคม สาธารณูปโภคพื้นฐาน ถนน คมนาคม ฯลฯ พวกนี้ถึงอาจจะไม่ค้ากับรัฐโดยตรง แต่ก็ต้องอยู่ใต้กฎรัฐมาก ต้องถูกควบคุมโดยรัฐ (เช่น ห้ามผูกขาด ฯลฯ)

พวกที่สาม คือ พวกที่ค้าขายกับรัฐโดยตรง พวกที่ขายสินค้าและบริการให้รัฐหรือรัฐวิสาหกิจ พวกที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ (ซึ่งก็คือเช่าการผูกขาดมาจากรัฐ) พวกนี้จะยากดีมีจนขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐและความสัมพันธ์กับรัฐ

มหาเศรษฐีไทยคนไหนเป็นพวกไหน ทุกคนไล่ได้เอง ทุกคนมีสิทธิแสวงหาความร่ำรวย แต่ขอให้ไม่ผิดกฎหมาย ไม่บิดเบือนตลาด ไม่บิดเบือนนโยบาย และไม่จ่ายเงินคอร์รัปชั่นเพื่อให้ได้มาซึ่งการบิดเบือนอำนาจรัฐ นโยบายรัฐ เพราะการคอร์รัปชั่นขั้นสูงที่น่ากลัวที่สุดก็คือ “การกุมรัฐ” (State Capture) ซึ่งก็คือ การที่เอกชนสามารถกุมนโยบายรัฐ หรือควบคุมรัฐให้ทำเพื่อประโยชน์ตัวเองได้

ยิ่งมาฟัง เมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ได้ทิ้งระเบิดไว้ได้น่าสนใจ เพราะเกรงว่าการเชิญ 20 มหาเศรษฐีมาร่วมช่วยแก้อาจเป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน เนื่องจากรัฐบาลกำลังจะให้ ธปท.ไปค้ำประกันตราสารหนี้ 4 แสนล้านบาท ซึ่งบรรดาเจ้าสัวและมหาเศรษฐีทั้ง 20 กลุ่มคนล้วนอาจได้ประโยชน์โดยตรงจากนโยบายนี้ร่วมกัน

เพราะรัฐบาลมีอำนาจที่จะไปบังคับ กำกับ ดูแลสินค้าอุปโภค-บริโภคทั้งหลายให้มีราคาต่ำลงได้อยู่แล้ว รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าอย่างเข้มแข็ง การปรึกษาหารือต้องรอดูว่ามีความร่วมมือในระดับไหน มีการแลกเปลี่ยนโครงการหรือผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ และการกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท จะนำไปใช้จ่ายส่วนใดบ้าง

อย่าให้สถานการณ์วิกฤตครั้งนี้ กลายเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนได้กอบโกยผลประโยชน์อีกเลย

โกนจา