7ปี ‘บิ๊กตู่’

ฤกษ์งามยามดีวันที่ 31 ส.ค.เป็นวันครบรอบ 7 ปี การเข้ามาบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกฯ เป็นวันเดียวกับที่พรรคร่วมฝ่ายค้าเปิดเวทีซักฟอก ในขณะที่วันนี้เพจเฟซบุ๊กสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ลุงตู่ตูนŽ ก็ออกมาโพสต์โชว์ผลงาน 7 ปี นายกฯลุงตู่ ที่จับต้องได้ พร้อมโพสต์ภาพผลงานและข้อความประกอบ อาทิ นโยบายทวงคืนผืนป่า
แก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย การปรับภูมิทัศน์ริมคลองหลายสาย บัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โครงการประชารัฐเพื่อประชาชน เพิ่มพื้นที่สีเขียวใจกลางกรุง รถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ โครงการรถไฟฟ้าหลายสาย ยกระดับคมนาคมทางถนน รับมือโควิด-19 เต็มกำลัง เยียวยาประชาชนอย่างต่อเนื่อง

การเมืองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ คือ เวทีพิพากษาทางการเมืองŽ

ยิ่งได้ฟัง สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เปิดอภิปรายญัตติ ไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ เนื้อหานั้นรุนแรง เพราะเปรียบเป็นบุคคลไร้ความสามารถที่จะเป็นหัวหน้ารัฐบาล การบริหารราชการแผ่นดินเกิดความล้มเหลว โดยเฉพาะช่วงที่ประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิดตั้งแต่ต้น 63 จนปัจจุบันกว่า 19 เดือน พล.อ.ประยุทธ์ได้รวมศูนย์อำนาจ รวบอำนาจและมีอำนาจตามกฎหมายแบบเบ็ดเสร็จ ปัจจุบันการแพร่ระบาดเข้าไปสู่ชุมชน ระยะเวลา 4 เดือน มีผู้ติดเชื้อเกือบ 9 แสนคน และเสียชีวิตกว่า 7 พันคน ระบบสาธารณสุขไทยล้มเหลวเกินขีดความสามารถ

ประชาชนและภาคธุรกิจได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐ อาทิ การล็อกดาวน์ การสั่งปิดสถานประกอบการ ขณะที่การกู้เงินของรัฐบาลจำนวนมากกลับนำมาใช้จ่ายอย่างไร้ทิศทาง
ไม่ลำดับความสำคัญ ใช้เงินงบประมาณหมดไปกับการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ รู้ดีว่าประเทศตกอยู่ในสงครามของโรคระบาด ไม่ใช่สงครามของการสู้รบ

บริหารราชการแผ่นดินโดยไม่สุจริต มีพฤติการณ์ฉ้อฉล ทุจริตต่อหน้าที่ในหลายเรื่อง ทั้งการจัดหาวัคซีนที่มีพฤติการณ์ปิดบังอำพราง ไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ ไม่ทั่วถึง เลือกปฏิบัติ และไม่มีประสิทธิภาพสูงสุด ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตและแสวงหาประโยชน์

ประชาชนเดือดร้อน เศรษฐกิจของประเทศดิ่งเหวถึงจุดที่เรียกว่าตกต่ำที่สุด และการที่ประชาชนต้องติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมาก เป็นผลโดยตรงจากการไร้ความสามารถ ความไม่ซื่อสัตย์สุจริต ความไม่รอบคอบระมัดระวัง ไม่สนใจต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนและประโยชน์ของประเทศชาติ

พร้อมกล่าวหา พล.อ.ประยุทธ์ และพวกพ้อง ไม่ยึดประโยชน์ของประเทศและประชาชน แต่ใจดำ ทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน และจากความโอหังและการเสพติดในอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้อยู่ในสภาพของคนเป็นโรคโอหังคลั่งอำนาจ (Hubris Syndrome) ไม่อยู่ในภาวะที่จะเป็นผู้นำประเทศได้อีกต่อไป

ขณะที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ก็สรุปตัวตนของผู้นำประเทศคนนี้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ฟังคนอื่นเพราะเคยเป็นทหาร สั่งซ้ายหันขวาหันก็คิดว่ารัฐมนตรี ปลัดกระทรวงเป็นทหารจึงสั่งซ้ายหันขวาหัน ตนเคยบอกว่าแบบ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นยามเฝ้าบ้านตนก็
ไม่เอา เพราะเดี๋ยวด่าแขกมาบ้านกระเจิงไปหมด และเมื่อ รปภ.เป็นประธานบริษัท อันดับแรก คือ กู้เงิน เพราะหาเงินไม่เป็น

เป็นนายกฯที่หาเงินไม่เป็น กู้เงินมาทั้งหมด 5.3 ล้านล้านบาท มีแต่ผลาญ กู้เงินทุกปีจนได้ฉายานักกู้แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา กู้เงินมาเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการสืบทอดอำนาจ เงินที่กู้มาส่วนใหญ่ใช้ในการบริหารประเทศ อีกส่วนหนึ่งก็ใช้ในโครงการต่างๆ เป็นการซื้อเสียงล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชิมช้อปใช้ เราเที่ยวด้วยกัน ช้อปดีมีคืน คนละครึ่ง เราชนะ ม.33 เรารักกัน แต่เงินไม่รู้ถึงมือประชาชนเท่าไหร่ ระหว่างทางถูกโกงไปเท่าไหร่ แทนที่เงินจะไปสู่คนเดือดร้อนจริงๆ กลับเลอะเทอะ เรื่อยเปื่อยไปหมด โครงการก็ตรวจสอบไม่ได้ จึงเป็นการกู้มาเพื่อซื้อเสียง ถึงเวลาเลือกตั้งจะได้ชนะหวังสืบทอดเป็นนายกฯอีก

บทสรุปของเวทีซักฟอก เชื่อว่าเสียงของ ส.ส.ซีกรัฐบาลที่ร่วมหัวจมท้ายกันมาขนาดนี้คง คงช่วยๆ กันวิดน้ำออกจากเรือรั่วๆ ลำนี้ ประคองให้เรือรีบถึงฝั่ง ไม่กล้ากระโจนหนีลงน้ำทิ้งกันตอนนี้

แต่ชาวบ้านคงใช้วิจารณญาณตัดสินใจได้แล้วว่า 7 ปี ภายใต้นายกฯคนนี้ประเทศชาติกำลังเดินไปในทิศทางไหน

โกนจา

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon