เดินหน้าชน : ปฏิรูปคำสั่งหยุดโรงงาน!!
ในยุคที่ประเทศไทยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เรามักได้ยินคำแถลงถึงความเติบโตทางอุตสาหกรรม
การลงทุนมหาศาล และนวัตกรรมแห่งอนาคต
แต่อีกด้านหนึ่ง ข่าวสารเรื่องการลักลอบปล่อยมลพิษ การตั้งโรงงานเถื่อนไร้ใบอนุญาต หรือการลักลอบนำกากอุตสาหกรรมและสารเคมีอันตรายไปทิ้งตามบ่อดินร้างและที่สาธารณะ ก็ปรากฏให้เห็นถี่ขึ้นเรื่อยๆ
เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่สร้างความเสียหายแก่ธรรมชาติ แต่กำลังตั้งคำถามคำโตใส่ระบบกฎหมายไทยว่า กลไกการกำกับดูแลโรงงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังเพียงพอที่จะปกป้องประชาชนและสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือไม่?
พูดคุยกับท่านผู้รู้ท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 รัฐวางมาตรการทางปกครองไว้ 2 ระดับ คือ 1) มาตรา 37 วรรคหนึ่ง ที่ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งให้ปรับปรุง แก้ไขโรงงาน หรือปฏิบัติให้ถูกต้อง โดยระหว่างการแก้ไขยังให้โรงงานเปิดดำเนินกิจการต่อไปได้ และ 2) มาตรา 39 วรรคหนึ่ง ซึ่งให้อำนาจในการสั่งหยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมดหรือบางส่วนเพื่อปรับปรุงแก้ไขโรงงาน
ที่ผ่านมาภาครัฐยึดถือ “หลักความได้สัดส่วน (Principle of Proportionality)” ในการออกคำสั่งทางปกครองอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ การใช้อำนาจจำกัดสิทธิหรือก่อความเสียหายต่อธุรกิจเอกชนต้องทำเท่าที่จำเป็นแก่การบรรลุเป้าหมาย โดยมองว่าการสั่งหยุดโรงงานตามมาตรา 39 เป็นมาตรการรุนแรงสูงสุดที่อาจกระทบต่อการจ้างงาน ห่วงโซ่อุปทาน และภาวะเศรษฐกิจ รัฐจึงมักเริ่มต้นด้วยการใช้มาตรา 37 เพื่อให้โอกาสผู้ประกอบการแก้ไขปรับปรุงเสมอ
แต่ในบริบทปัจจุบัน คำถามคือ หลักความได้สัดส่วนที่รัฐใช้ตีความตามกฎหมายโรงงานอยู่นั้น ได้สัดส่วนกับความเสี่ยงต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่?
ในความเป็นจริงเมื่อโรงงานก่อมลพิษ เช่น ปล่อยน้ำเสียหรืออากาศเสียเกินเกณฑ์มาตรฐาน แม้เจ้าหน้าที่จะออกคำสั่งตามมาตรา 37 ให้แก้ไขภายใน 30 หรือ 60 วัน แต่ตลอดช่วงเวลานั้น โรงงานก็ยังคงเดินเครื่องผลิต มิหนำซ้ำบางกรณียังมีการขอขยายเวลาข้ามเดือน
ขณะที่โทษปรับทางอาญาสำหรับการฝ่าฝืนเกณฑ์มาตรฐานก็ต่ำเกินกว่าจะสร้างความเกรงกลัว โรงงานบางแห่งจึงมองค่าปรับเป็นเพียงต้นทุนในการทำธุรกิจที่คุ้มเสี่ยง เพราะกว่าเจ้าหน้าที่จะตรวจพบก็ไม่ง่าย ขณะที่ประชาชนและสิ่งแวดล้อมได้รับความเสียหายไปแล้ว โดยไร้ซึ่งการเยียวยาใดๆ
คำถามที่ตามมาคือ การสั่งปรับปรุงตามมาตรา 37 กรณีปล่อยมลพิษเกินเกณฑ์มาตรฐาน ได้สัดส่วนกับความผิดที่โรงงานกระทำหรือไม่? ได้สัดส่วนกับผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนและสิ่งแวดล้อมจริงๆ หรือไม่?
หรือกรณีวิกฤตการลักลอบประกอบกิจการและการแอบทิ้งกากพิษในพื้นที่ EEC ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า พฤติกรรมของผู้ประกอบการที่แสวงหาผลประโยชน์บนความไม่รับผิดชอบได้เปลี่ยนไปจากอดีต การฝ่าฝืนไม่ได้เกิดจากความพลั้งพลาดทางเทคนิค แต่เกิดจาก “เจตนาลักลอบ” เพื่อลดต้นทุนและฟันกำไร
หากรัฐยังคงใช้แนวคิดดั้งเดิมที่เน้นการประนีประนอม ไต่ระดับโทษ และขยายเวลาแก้ไข กฎหมายก็จะกลายเป็นเพียงเครื่องมือที่ไร้เขี้ยวเล็บ
มาถึงจุดนี้ จึงเกิดคำถามให้ชวนคิดว่า… ถึงเวลาเปลี่ยนมุมมองในการกำกับดูแลโรงงานแล้วหรือยัง?
เปลี่ยนจากการกำกับดูแลโรงงานที่เน้น “การคุ้มครองการเติบโตทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรม” มาสู่มุมมองที่ยึดหลัก “ส่งเสริมผู้ประกอบการดี เน้นความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ”
ตีความคำว่า “อันตราย ความเสียหายหรือความเดือดร้อนอย่างร้ายแรง” ตามมาตรา 39 ใหม่ ให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน ยกระดับการสั่งการ กรณีโรงงานปล่อยมลพิษเกณฑ์มาตรฐานและจัดการกากอุตสาหกรรมไม่ถูกต้อง สู่การสั่งหยุดโรงงานเพื่อเร่งรัดการปรับปรุงแก้ไขโรงงาน
“การสั่งหยุดโรงงานตามมาตรา 39 ไว้ก่อน”… ไม่เพียงแต่เป็นการตัดวงจรมลพิษทันทีนับแต่วันออกคำสั่ง แต่ยังเป็นการใช้ผลกระทบทางธุรกิจ (การขาดรายได้ การเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ) เป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจและบทเรียนเชิงลงโทษ กระตุ้นให้โรงงานมีการประกอบการอย่างใส่ใจและระมัดระวังมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังเป็นการพลิกให้อำนาจและความรับผิดชอบในการเร่งแก้ไขโรงงานให้ประกอบกิจการอย่างถูกต้องตามกฎหมายกลับไปอยู่ที่ตัวโรงงานเองอย่างแท้จริง จะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม รวมถึงผู้ประกอบการภาคการผลิตเองด้วย
ถึงเวลาแล้วหรือยัง…ที่กฎหมายโรงงาน ต้องทำหน้าที่เป็นเกราะคุ้มกันสังคมให้ได้อย่างแท้จริง
ก่อนที่ราคาที่ประชาชนและสิ่งแวดล้อมต้องจ่ายจะสูงเกินกว่าจะฟื้นฟูกลับคืนมาได้

