ฟาดแรงมากจ้า !! “เจ เค โรวล์ลิ่ง” ตั้งคำถามถึง “คำกระตุ้น” ของ “ไลฟ์ โค้ช” ในวันวิกฤตโควิด-19

คงต้องบอกว่าฟาดแรงมากจ้าแม่ ฟาดแรงปั๊วะๆๆๆ เลย สำหรับทวีตของ เจ เค โรว์ลิ่ง (J.K. Rowling) นักเขียนชื่อดังระดับโลกเจ้าของผลงาน “แฮร์รี่ พอตเตอร์” ที่ลุกขึ้นมาอัดบรรดาสายไลฟ์ โค้ช (Life Coach) ในทวิตเตอร์ซะกระจุยกระจาย

ก็บรรดาไลฟ์ โค้ชทั้งหลายที่ออกมาทำคอนเทนท์และป่าวประกาศผ่านโซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มต่างๆ ว่าช่วงวิกฤตที่ต้องกักตัวเองอยู่กับบ้าน เพื่อป้องกันการติดเชื่อของโรคโควิด-19แบบนี้ เป็นโอกาสที่ดีในการพัฒนาทักษะต่างๆ ของตัวเอง ทั้งทักษะเดิม และหาทักษะใหม่เพิ่มเติม ซึ่งถ้าพ้นช่วงเคอร์ฟิว หมดวิกฤตเมื่อไหร่ แล้วยังไม่มีทักษะใหม่ๆ เพิ่ม ไม่ได้เรียนภาษาใหม่ หรือแม้กระทั่งไม่มีอาชีพเสริม นั่นแปลว่า “ล้มเหลว”
ช่วงก่อนหน้านี้ กระแสนี้ถูกพูดถึงอย่างมากเพราะบรรดาไลฟ์ โค้ชที่คอยแนะนำชีวิตคนอื่นว่าควรทำอะไรบ้าง ไม่ควรทำอะไรบ้าง ด้วยวิธีการพูดแบบกระตุ้น กระตุกใจ เตือนความคิด ให้หันมาทบทวนชีวิตตัวเอง ล้วนมีคอนเทนท์ไปในทิศทางเดียวกัน

เจ.เค.โรว์ลิ่ง ไม่เห็นด้วยกับวิธีคิดแบบนี้ เธอโกรธมาก ถึงกับออกมาทวีตรัวๆ ด้วยพื้นฐานของวิธีคิดที่ว่า ความโศกเศร้าและความกังวล ไม่ใช่จุดอ่อนของมนุษย์ แต่เป็นกลไกพื้นฐานของการตอบสนองความยากลำบากและความอันตรายที่เจอในชีวิต เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรทำ จึงเป็นการอนุญาตให้ตัวเองสามารถปล่อยอารมณ์ออกมา แสดงในสิ่งที่เรากำลังรู้สึก โดยไม่หลอกตัวเอง

จุดเริ่มของสารพุ่งตรงไปที่ไลฟ์ โค้ชแบบเต็มๆ เพราะเธอทวีตว่า

“ถ้าคุณเป็นไลฟ์ โค้ช ที่กำลังกล่าวหาผู้คนที่ไม่สามารถหารายได้เสริม หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ในช่วงที่กักตัวอยู่กับบ้าน ว่าเป็นพวกขี้แพ้ ควรจะหยุดทำแบบนั้นได้แล้วนะ มนุษย์แต่ละคนมีอุปสรรคในชีวิตมากมายต้องพบเจอความท้าทายต่างๆที่คุณไม่รู้ บางครั้งแค่เอาชีวิตให้รอดในแต่ละวัน ก็เป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสมากพอแล้ว”

ไม่หยุดแค่นั้น เมื่อมีคนรีทวีต รีพลาย และบอกเล่าเรื่องราวสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของพวกเขา สภาวะที่ยากลำบากที่กำลังเผชิญ เจ เค โรว์ลิ่งก็ทวีตตอบกลับให้กำลังใจไปด้วย อาทิ

“การไปตราหน้าคนอื่นว่าเป็นคนขี้เกียจ ไม่เอาเวลาช่วงเคอร์ฟิวกักตัวมาขวนขวายหาความรู้เพื่อพัฒนาตัวเอง ในสภาวะแบบนี้มันไม่ใช่การสร้างแรงบันดาลใจ แต่เป็นดูถูกเหยียดหยามมุนษย์ด้วยกัน ถ้าวิธีนี้ของไลฟ์ โค้ช สามารถใช้เยียวยาจิตใจในช่วงที่ซึมเศร้าหดหู่ได้จริงๆ โลกนี้ก็คงไม่มีคนฆ่าตัวตายแล้ว”

สาเหตุหลักที่เธอโกรธมากๆ เป็นเพราะวิธีคิดสร้างแรงบันดาลใจแบบไร้กาลเทศะอย่างนี้สามารถทำให้สภาวะจิตของคนสับสน และถ้าคนอ่าน คนฟังกำลังเครียดอยู่แล้วกับปัญหาที่ตัวเองพบเจอ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สุขภาพ สังคม ก็จะยิ่งกดดันและสับสนเข้าไปอีก ว่าเอ๊ะ! หรือเรามันไร้ค่า ?

ในไทยเอง ช่วงก่อนหน้านี้ก็มีสายไลฟ์ โค้ช สายคอนเทนท์หลายที่ลุกมาทำคอนเทนท์แนวๆ นี้เหมือนกัน เหมือนเป็นเทรนด์ที่ทำตามๆ กันมา ว่าจะต้องพัฒนาตัวเองให้มากที่สุดในช่วง Work From Home กักตัวอยู่บ้านสู้โควิดแบบนี้

แรกๆ ก็ไม่ค่อยมีคำถามอะไรหรอก แต่ช่วงนี้หลังจากที่รู้กันแล้วว่า Work From Home นี่งานหนักหน่วงไม่แพ้อยู่ออฟฟิศ แถมความเครียดยังอาจจะมากกว่ากับการทำงานที่ไม่เป็นเวลากว่าเดิม และไม่รู้ด้วยว่านอกจากจะถูกลดเงินเดือนแล้ว จะตกงานวันไหนอีก – นี่เน้นกลุ่มชนชั้นกลาง พนักงานออฟฟิศ ทาร์เก็ทหลักของสายไลฟ์ โค้ชเลยนะ ไม่นับบรรดาเจ้าของกิจการ SME ที่ไลฟ์ โค้ชชอบมากๆ ซึ่งยังหาอนาคตให้ธุรกิจตัวเองไม่เจอ ท่ามกลางความมืดมนหม่นมัวของนโยบายรัฐบาลที่หาความชัดเจนอะไรไม่ได้เลยอีกตั้งเยอะ

ข้อจำกัดของคนแต่ละคนไม่เท่ากัน ปัญหาของแต่ละคนมีไม่เหมือนกัน ไม่ใช่ทุกคนจะมีความรู้สึกจะต้องกระตือรือร้นที่จะทำสิ่งต่างๆอยู่ตลอดเวลา การที่เจอเทรนด์แบบต้องทำนั่นสิ ทำนี่สิ ให้สำเร็จในช่วงกักตัว ใครไม่ทำคือคนล้มเหลว คนขี้แพ้ เป็นเทรนด์ที่ไม่ค่อยจะสัมพันธ์กับความเป็นจริงสักเท่าไหร่ในเวลานี้

คำแนะนำไม่ใช่เรื่องผิด การโค้ชก็ไม่ใช่เรื่องแย่หรอก แต่ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องบอกว่า ถ้าไม่ทำแบบนี้ๆจะกลายเป็นคนขี้แพ้ เหยียบย่ำคนอ่อนไหวที่กำลังเครียดให้เครียดยิ่งกว่าเดิมเปล่าๆ

เหมือนที่เจ เค โรว์ลิ่งออกมาฟาดแรงๆ แบบปั๊วะๆๆๆ ปังๆๆๆ นั่นล่ะ

…………………

สิรนันท์ ห่อหุ้ม

ขอบคุณภาพจาก https://www.jkrowling.com

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้คิม โย จอง น้องสาว ผู้นำเกาหลีเหนือ ได้รับการแต่งตั้งกลับมามีอำนาจอีกครั้ง
บทความถัดไปฝ้าเพดานอาคารผู้ป่วยรองรับโควิดที่โรงพยาบาล จ.บึงกาฬ พังถล่มโชคดีไม่มีคนเจ็บ