ตู้หนังสือ : หายใจเปลี่ยนชีวิต การเมือง ความรู้พกพา

ตู้หนังสือ : หายใจเปลี่ยนชีวิต การเมือง ความรู้พกพา

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 49 เลื่อนไป แต่การอ่านไม่เลื่อน ยังมีหนังสือดีๆรอให้อ่านอยู่สัปดาห์ต่อสัปดาห์ คนชอบนิยายแปลบอกคร่าวๆก่อนได้ว่า อยากอ่านหนังสือจีนสนุกๆ (จะว่าสุดยอดระยะนี้ก็ได้เพราะยากจะวางลง) ต้องอ่านเรื่องที่ทำให้เข้าใจภูมิศาสตร์จีนตอนใต้ได้ดีที่สุด ที่ไม่เคยมีนักเขียนจีนเขียนให้อ่านมาก่อน (หรือยังไม่เคยมีแปลให้รู้) ถึงดินแดนขุนเขาสลับซับซ้อน คนพื้นเมืองชาวเขานานาเผ่าพันธุ์ ซึ่งทำให้จีนส่วนนี้ต้องปล่อยเป็นเป็นเขตปกครองตนเอง เพราะยากที่รัฐบาลกลางตั้งแต่โบราณจะเข้าตีหักเอาชัยปกครองได้สมบูรณ์ จนชนชาวเขาสามารถมีการบริหารพื้นที่ที่ต่างระบบออกไป ประนีประนอมรูปแบบการปกครองอยู่ในอาณัติของอำนาจฮ่องเต้ได้

​นักอ่านนิยายจีนกำลังภายใน(ชาวไทย)กว่าครึ่งศตวรรษมา ก็มักพบตัวละครชาวแม้ว(ซึ่งเกือบร้อยเปอร์เซนต์)เป็นสตรีกับบริวาร ที่แต่งกายหลากสีสัน สวมเครื่องเงิน นุ่มห่มกระโปรงสั้น เปลือยเท้า พฤติกรรมเปิดเผย อิสระ แตกต่างไปจากชาวฮั่นภาคกลาง ฝีมือเก่งกาจพิศดาร ช่ำช่องการใช้พิษหรือบงการสัตว์พิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความลึกลับในการใช้หนอนคุณไสยที่เป็นเอก

​นั่นเป็นเรื่องตัวละครที่คุ้นเคยของนักอ่านนิยายกำลังภายในไทย ที่ส่วนมากโผล่มาเป็นตัวรอง เป็นนางร้ายอยู่บ้างแต่คอยช่วยพระเอก

ทว่า เจ้ารัตติกาลแผ่นดินเถื่อน เรื่องนี้ของ เยี่ยกวน

ซึ่งนักอ่านชอบใจอย่างหนักมาแล้วจาก พยัคฆราชซ่อนเล็บ สองภาคเต็มอิ่มกับ ย้อนเวลาขึ้นเป็นอ๋อง อันสนุกสนานเร้าใจ สองภาคจุกแปล้เหมือนกัน ช่วยให้เราเห็นภาพภูมิภาคเหนือพม่า ไทย ลาว เวียดนาม ส่วนนี้ได้ชัดเจนกระจ่างขึ้น

ทั้งเข้าใจวิถีชีวิตและการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเขาทางใต้อย่างกว้างลึกกว่าแต่ก่อน ที่เป็นการเมืองอันเป็นเรื่องเดียวกับการอยู่รอด โดยที่ต่อให้ผู้เขียนมิได้ตั้งใจให้ความรู้ส่วนนี้เป็นสำคัญ หากฉากหลังอันเป็นพื้นภูมิสถานที่ของเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ กลับเป็นเปลือกหุ้มที่โดดเด่นอุ้มเรื่องและทุกเหตุการณ์ในเรื่องไว้ ให้ตัวละครทั้งหลายได้โลดแล่นไป ช่วยให้เข้าใจนัยอันจำเป็นของประวัติศาสตร์จีนส่วนนี้ขึ้นมาได้เอง

​เช่น สมัยฮ่องเต้เฉียนหลงราชวงศ์ชิงซึ่งมีกำลังพลมโหฬาร ทำไมจึงรบพม่ากับพระเจ้ามังระแห่งอังวะ(ผู้พิชิตอยุธยา)ถึง 4 ครั้งไม่เคยชนะ จนพระอนุชายอดขุนพลองค์หนึ่งอับอายต้องฆ่าตัวตาย นอกเหนือจากที่พม่ามีแม่ทัพชาญศึกอย่างเนเมียวสีหบดีกับอะแซหวุ่นกี้(ครั้งพระเจ้ากรุงธนบุรี)ที่ทัพจีนรู้จักดีทั้งสองนายแล้ว หรือเมื่อพม่าสามารถใช้ภูมิประเทศเป็นประโยชน์สร้างปัญหา ส่งของป่ามีค่าอันเป็นของต้องห้ามของราชสำนักจีนเช่นงาช้าง ฯลฯ ลักลอบเข้าไปค้ากับข้าราชการกังฉินอย่างไร ก็เพราะอาศัยความชำนาญพื้นที่เป็นข้อได้เปรียบนี่เอง

​เรื่องนี้มิใช่เรื่องย้อนเวลา แต่สนุกเพลิดเพลินลืมเวลาได้ง่ายดาย

​แน่นอน เรื่องระดับนี้ผู้แปลย่อมเป็น น.นพรัตน์ เจ้าเดียว

​๐ อีกเรื่องเพียง 2 เล่มจบ แต่รายละเอียดของเรื่องแน่นหนา จนแม้นิยายแปลจีนเรื่องนี้จะดำเนินไปอย่างรวดเร็วก็ยังรู้สึกว่า หนังสือบรรจุเนื้อหาไว้มากมายเหลือเกินอ่านอย่างไรไม่หมดเล่มสักที ทั้งที่ไม่อยากให้จบง่ายๆ เพราะได้คิดได้ความรู้นอกเหนือความสนุกนัก ไม่น่าเชื่อว่าเป็นเรื่องรักโรแมนติคที่เกิดอยู่ภายใต้การสืบสวนสอบสวนคดีโหดร้ายชนิดทารุณสุดๆ กระทั่งนักอ่านไม่อยากคาดการณ์ล่วงหน้า

​ไม่อยากคาดการณ์ให้ใจเสีย ว่านางเอกพระเอกจะเป็นอะไรไป

​นั่นคือ คดีร้าย สุภาพบุรุษอันตราย โดย ติงโม่ แปลให้อ่านราบรื่นโดย หยกชมพู ที่อาจไม่มีศัพท์แสงสะดุดตานักอ่านสมัยนี้จากการใช้คำอังกฤษง่ายๆที่มักใช้กันเคยชินในปัจจุบันทับคำลงไปนัก ซึ่งหากละเอียดกับการอ่านเรื่องแปลจีนอยู่แต่มีคำอังกฤษแทรกเป็นระยะโดยไม่จำเป็น(เพราะมีคำไทยง่ายๆใช้แทนได้เช่นกัน ทั้งกลมกลืนกว่า)งานแปลชิ้นนี้ก็จะเรียบละมุนขึ้นอีกมากทีเดียว

​เรื่องของนักแปลสาววัย 23 ที่กำลังจบมหาวิทยาลัย ซึ่งมีโอกาสได้ทำงานแปลเอกสารให้กับนักอาชญวิทยาลือชื่อชาวจีนวัย 26 ซึ่งด้วยความมีอัจฉริยภาพในการคิดอ่านเหตุการณ์คลี่คลายคดี ทำงานช่วยราชการเอฟบีไอมาแล้วตั้งแต่ครั้งกำลังเรียนมหาวิทยาลัย ทำให้เด็กสาวแสนดีที่เคยมีอดีตเลวร้าย กับชายสุดโต่งที่ไม่สนใจสังคม เกิดมีความสัมพันธ์ไม่น่าเชื่อซึ่งผู้เขียนผูกเรื่องให้นักอ่านตามติดไปได้

นักอาชญวิทยาอัจฉริยะซึ่งต่อมาทำงานกับหน่วยงานอเมริกันไม่ได้ เนื่องจากปัญหาความมั่นคงเพราะเป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ กลับมาเป็นที่ปรึกษากองบังคับการตำรวจ คอยอ่านรูปคดีที่เเกิดขึ้น แล้ววาดภาพตัวฆาตกร ตั้งแต่รูปร่างหน้าตา อุปนิสัย สภาพแวดล้อม ฯลฯ ออกมาให้ตำรวจได้ตามจับ อย่างมีตรรกะ หลักเกณฑ์ จนเป็นความรู้ที่นักอ่านจะได้ติดตัวนอกเหนือความสำราญไปด้วย

นักอ่านจะระทึกไปตั้งแต่เริ่มคดีแรก เหตุที่ทำให้นักแปลสาวต้องเข้ามาเป็นผู้ช่วย คดีที่ค่อยๆหนักหนาร้ายแรงขึ่นเรื่อยๆ ความสัมพันธ์หนุ่มสาวที่ค่อยๆก่อตัว คดีสาหัสในอดีตที่สหรัฐที่ฆาตกรต่อเนื่องซึ่งผู้บงการปรากฏตัวขึ้น ติดตามมาก่อเหตุรุนแรงท้าทายถึงจีน กับการคลี่คลายคดีที่น่าทึ่ง การเกี่ยวข้องระหว่างหนุ่มสาวซึ่งกลายเป็นข้อต่อให้ฆาตกรใช้เป็นจุดอ่อนเข้าเล่นงาน การฆาตกรรมต่อเนื่องที่โหดร้ายสยดสยองสุดๆเกิดขึ้น ฯลฯ ถูกส่งเพิ่มความเข้มข้นยิ่งขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ

นักอ่านจะติดตามเรื่องอย่างระทึก อยากอ่านต่อ ไม่อยากอ่านต่อ เพราะกลัวเหตุการณ์ดีๆไม่เกิดขึ้นได้ตามที่คิด ระหว่างพระนางทั้งสอง ผู้เขียนชักดึงความรู้สึกนักอ่านไปตามใจ จนกระทั่งจบลงจนได้ แน่นอน หายใจไม่คล่องคอ จะระทึกระทมสมใจไม่สมใจขนาดไหน บอกไม่ได้

​ผู้เขียนสามารถมากในการร้อยเรื่องรักละมุน กระทั่งบทรักที่สาหัสสากรรจ์ที่แม้บทนำหนังสือจะบอกล่วงหน้า ก็ยังเขียนล่วงลึกออกมาได้ชนิดคาดการบรรยายไปไม่ถึง โดยเฉพาะสมบุคลิกตัวละคร ทั้งพฤติกรรมและบทพูดที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ หรือรู้อิโหน่อิเหน่แบบไม่สนใจใคร เพราะเป็นอย่างนั้นจริงๆนี่นา

หาอ่านดูเถอะ


​๐ ถึงวันนี้ การพูดเรื่องการเมืองในเมืองไทยก็ยังมีแง่มุมนานา แปลกพิศดารอย่างนึกไม่ถึงบ้าง แปลกพิศดารแบบไม่มีตรรกะก็เยอะ ทั้งแปลกพิศดารแบบไม่สนใจใครก็มาก เมื่อมีความรู้เรื่อง การเมือง : ความรู้ฉบับพกพา ทั้งที ก็น่ามาแนะนำให้อ่านเอาไว้เถึยงกันแบบมีหลักบ้าง ไม่งั้นก็เสียเวลาเสียความรู้สึกกันเต็มที แต่จะว่าไป ไหนๆก็เสียเวลาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองกันมาเกือบร้อยปีแล้ว

หนังสือเล่มนี้ เขาโฆษณาแต่แรกว่า เคนเนธ มิน็อก ผู้เขียน ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์แห่ง ลอนดอน สคูล ออฟ อีโคโนมิกส์ จะนำผู้เขียนสำรวจเส้นทางประวัติศาสตร์การเมืองตั้งแต่กรีกโรมัน อันเป็นรากฐานการเมืองชาติตะวันตก จนระเบียบพลเมืองในยุคกลาง ถึงบทบาทศาสนาต่อรัฐสมัยใหม่ และทิศทางการเมืองที่จะมุ่งไปในศตวรรษที่ ๒๑ โดยแทรกคำถามเช่น เหตุใดรัฐธรรมนูญจึงไม่มีเสถียรภาพ อะไรคือสารัตถะของความยุติธรรมในรัฐ พฤติกรรมไร้เหตุผลของมนุษย์ส่งผลต่อการเมืองอย่างไร ฯลฯ

​หนังสือเล่มนี้เป็นฐานความรู้ยอดเยี่ยมสำหรับผู้สนใจรัฐศาสตร์ ให้เห็นความซับซ้อนทางการเมืองที่มีปฏิสัมพันธ์กับมิติด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และจิตวิทยาได้เป็นอย่างดี การเมืองเกี่ยวพันกับมนุษย์ลึกซึ้งเช่นนี้ จึงควรที่ต้องรู้จักให้เข้าใจไว้

กษิร ชีพเป็นสุข แปลให้เห็นการเมืองที่ดำเนินมาและที่จะไป


​๐ เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งในชีวิตมนุษย์ทุกคนไม่มีเว้น ที่อาจมีคนไม่น้อยตั้งแต่เกิดจนตายไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลย แพทริค แมคคีโอน จึงเขียนเรื่อง หายใจเปลี่ยนชีวิต (ดิ อ็อกซิเจน แอดแวนเถจ – The Oxygen Advantage) ให้อ่านกันเห็นๆ ว่าสำคัญอย่างไร โดยมี พลอยแสง เอกญาติ แปลให้เข้าใจ

โดยเริ่มด้วยประโยคบอกเล่าน่าตกใจที่ต่างคงไม่เคยคิดกันว่า “การหายใจมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพเช่นเดียวกับการกินมากเกินไป” อ้าวเฮ้ย, ไหงเป็นงั้นไปได้

คุณมักหอบหายใจบ่อยๆเมื่อออกกำลังกายใช่หรือไม่ ชอบเผลอถอนหายใจโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า เคยหายใจแรงจนคนรอบข้างได้ยินบ้างไหม หากคำตอบคือใช่ ก็ถึงเวลาแล้วที่คุณต้องเปลี่ยนวิธีหายใจนั่นคือ การเปลี่ยนชีวิต

นิสัยการหายใจ(ที่เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้ว่า)ผิดวิธี คือภัยเงียบที่แพร่ไปยิ่งกว่าไวรัส เพราะทำอยู่เสมอไม่ต้องรอเชื้อสัมผัส หลายคนคิดหรือเชื่อว่า ต้องสูดหายใจเฮือกใหญ่เข้าทางปาก เพื่อรับอ็อกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย โดยไม่รู้ว่านั่นคือการสูดรับสารพัดปัญหาสุขภาพเข้ามาอย่างไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นอาการนอนไม่หลับ ภาวะวิตกกังวล โรคหืด จนโรคหัวใจ

ผู้เขียนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการหายใจ(คงต้องหมายถึงหายใจเป็นหายใจเก่งกว่าคนอื่นๆด้วยแน่ๆ ฮ่าฮ่า) และเป็นผู้คิดกระบวนวิธี “อ็อกซิเจน แอดแวนเถจ” ซึ่งรักษาผู้คนมากว่า 5,000 คนแล้ว รวมทั้งนักกีฬาโอลิมปิค จะช่วยเราพัฒนาร่างกายด้วยเทคนิคการหายใจที่ทั้งเรียบง่ายและเป็นวิทยาศาสตร์ เรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับอ็อกซิเจน และค้นหาเหตุผล (ที่ทั้งน่าคิดและทั้งดื้อด้าน ฮ่าฮ่า) ว่า ทำไมจมูกมีไว้หายใจ ปากมีไว้กิน(คือเขาคงอยากบอกว่า ปากไม่ได้มีไว้หายใจนั่นแหละ แหะแหะ สู่รู้เอาเองประสาคนอ่านอยู่ว่าง)

นอกจากนี้ ยังมีเคล็ดวิธีฝึกหายใจที่ทำเองได้ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาที่อยากเพิ่มความฟิต หรือตั้งเป้าพิชิตน้ำหนัก(ในฝัน) หรือทรมานกับโรคทางเดินหายใจ จนแม้แต่อยากมีสุขภาพแข็งแรงทุกวัน นี่คือเคล็ดลับความรู้สุขภาพที่ “ทำน้อยได้มาก” เพื่อชีวิตที่เปี่ยมพลังและไร้โรคภัย ซึ่งทำได้ง่ายๆแค่ – เปลี่ยนวิธีหายใจเท่านั้นเอง ไชโย้ ง่ายจริงๆ รีบหาอ่านเลยเพื่อชีวิตดี


๐ กลายเป็นหนังสือขายดีไปแล้วทันทีที่วางแผง สังคมจีนในประเทศไทย : ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์ ของ จี. วิลเลียม สกินเนอร์ นักวิชาการอเมริกันชื่อดังที่ศึกษาเรื่องชาวจีนในไทยมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ที่เพิ่งล่วงลับไปเมื่อสิบปีก่อนด้วยวัย 83 ปี เพราะไม่ว่าเราจะเป็นคนไทยแท้(งงๆ??แบบไหน) ไทยพันธุ์ทาง ลูกจีน ล้วนสมควรเรียนรู้เรื่องคนจีนในไทยในฐานะกลุ่มคนซึ่งมีบทบาทยิ่งในรัฐไทยและในประวัติศาสตร์ไทย ตั้งแต่หอบเสื่อผืนหมอนใบ โล้สำเภามาจากเมืองจีน มาเป็นเถ้าแก่ เจ้าสัว มีลูกหลานเป็นกษัตริย์ มิอาจทำให้มองข้ามคนจีนในประเทศไทยไปได้

อาจารย์ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เป็นบรรณาธิการ อาจารย์นักวิชาการเก่งๆอีกตั้ง ๖ คนช่วยกันแปล และยังมีบทความพิเศษของอีกสองอาจารย์ชื่อดังอ่านให้เข้าใจลึกลงอีก

ดังนั้น จึงเป็นหนังสืออีกเล่มช่วงนี้ที่ไม่ควรพลาด


๐ สุดท้ายย่อมเป็นนิตยสารการเมืองฉบับครอบครัว อ่านสนุกนั่งลุกสบายเช่นเคย แต่ฉบับนี้ที่ว่าด้วย “tootanic ชู้รักรัฐนาวารั่ว” ปกสองรัฐมนตรีหนึ่งนายกฯคาดหน้ากากอยู่กับเรือล่ม นั่งลุกยังไม่ค่อยสะดวก เพราะยังอึ้งคิดอยู่กับ “ของดีมีอยู่” เรื่อง “กิโยตินแห่งศีลธรรม” ของ ปราปต์ บุนปาน ฉบับที่แล้ว ที่ช่วยมองความคิดความเห็นที่เกิดขึ้นจากเรื่องพระอดีตเจ้าสำนักสงฆ์ที่ลาสิกขาเพื่อบั่นศีรษะตัวเองเป็นพุทธบูชาอย่างรอบด้าน และถามคำถามให้คิด ที่ยังคิดอยู่จนสัปดาห์นี้

กับคอลัมน์ “หลังลับแลมีอรุณรุ่ง” ของอาจารย์ ธงทอง จันทรางศุ ว่าด้วยเรื่อง “กลุ่มไลน์ผู้ปกครองนิสิต” ที่อาจารย์เขียนได้ชวนขำแต่อ่านแล้วขำไม่ออก น่าระอาเหนื่อยหน่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยืนยันอีกหนกับคนในสังคมทั่วไปว่า คนไทยครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาพยายามเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กกันขนาดไหน พอเด็กรู้จักลงเดินถนนประท้วงรัฐบาลกับความไม่ชอบธรรมต่างๆในสังคมเข้า ก็ตกอกตกใจ ไม่สบอารมณ์ ขัดขวาง ทั้งรังเกียจนานาประการ โดยเฉพาะที่สำคัญอย่างยิ่ง ไม่ได้คิดที่จะหวนกลับมามอง ทบทวน พิจารณาใคร่ครวญ สำรวจความคิดและพฤติกรรมของตนเองเลย ว่าเหมาะควรกับความจริงและความเป็นไปต่างๆรอบด้านอย่างเท่าทันโลกหรือไม่

สังคมไทยจึงมีแต่จะลงเอยอยู่ตรง เอวังก็มี ด้วยประการะฉะนี้.


บรรณาลักษณ์

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ปชช.งดเดินทางตามมาตรการรัฐ ขนส่ง-สถานีรถไฟหาดใหญ่เงียบเหงา แทบไร้ผู้โดยสาร ผู้ให้บริการยังสู้ต่อ
บทความถัดไปศบค.ชี้คลองเตยส่อโควิดระบาดสูง ชุมชนแออัดทะลุ 304 ราย เสี่ยงสูงกว่าพัน ระดมตรวจเชิงรุก