‘ลุงตู่’ทำไง ให้คนรัก

28.06.18 | 13:00 น.

โจทย์ใหญ่โจทย์หนึ่งหลังการรัฐประหารคือ การป้องกันเผด็จการรัฐสภา หรือการผูกขาดทางการเมือง

ต้องหาวิธีการหรือกลไก ที่จะสกัดพรรคเพื่อไทยไม่ให้ชนะการเลือกตั้งแล้วเข้ามาบริหารจัดการประเทศอีก

ฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงพากันระดมสมอง คิดกันจนหัวแทบแตก

4 ปีที่ผ่านมา จึงได้เห็นกลไกรัฐ อำนาจพิเศษ และสารพัดวิธีการ

มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งสนับสนุน และมองว่าเป็นการกลั่นแกล้ง คุกคาม และละเมิดสิทธิเสรีภาพ

Advertisement

มีการเรียกตัวมาปรับทัศนคติ เข้าไปพูดคุยถึงบ้าน ทั้งยังมีการฝากคำพูดให้คนใกล้ชิดไปบอก

ยุทธวิธีนี้ได้ผลในระดับหนึ่ง เพราะหน้าฉากคือ เงียบสงบ ควบคุมสถานการณ์ได้ แต่หลังฉากยังมีความขัดแย้งและความไม่พอใจ

อีกด้านหนึ่งคือ มีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เพื่อกำหนดกฎกติกาใหม่ของประเทศ ซึ่งที่ได้ชื่อว่า เป็นฉบับยาแรง

มีการกระบวนการคัดกรองคุณสมบัติ ตรวจสอบ ข้อห้าม และการลงโทษ ป้องกันไม่ให้คนไม่ดีเข้าสู่เวทีการเมือง

นอกจากรัฐธรรมนูญแล้ว ยังมีกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ที่บัญญัติเนื้อหาไว้เข้มข้นเช่นกัน

หนึ่งคือ ในวาระแรกเริ่มให้มี ส.ว. 250 คน มาจากการสรรหาและแต่งตั้งของ คสช. 244 คน และโดยตำแหน่ง 6 คนคือ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ทั้งยังให้ ส.ว. 250 คนนี้ มีส่วนร่วมในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

หนึ่งคือ ปรับแก้วิธีการเลือกตั้ง ส.ส.ใหม่ จากเดิมจะมีบัตร 2 ใบ ใบหนึ่งเลือก ส.ส.เขต อีกใบหนึ่งเลือกพรรค หรือ ส.ส.บัญชีรายชื่อ คือเลือกผู้สมัครที่รักและเลือกพรรคที่ชอบ

แต่การเลือกตั้งตามกติกาใหม่ กำหนดให้มี ส.ส. 500 คน แยกเป็น ส.ส.เขต 350 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน

สูตรที่ใช้เลือกตั้งก็เปลี่ยนไปเป็นระบบสัดส่วนแบบผสม

มีบัตรเลือกตั้งให้ใบเดียว ให้ประชาชนเลือกผู้สมัคร ส.ส.เท่านั้น และจะใช้คะแนนที่ได้มาจากการออกเสียงของผู้เลือกตั้งทั้งหมดไปคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคจะได้

ระบบนี้ มีการติติงว่าเป็นการลิดรอนสิทธิประชาชน ไม่ให้เลือกพรรคที่ชอบ

หนึ่งคือ การเซตซีโร่สมาชิกพรรคการเมือง

แต่ไม่ว่าจะแรงและเข้มข้นขนาดไหน กระแสของพรรคเพื่อไทยก็ยังมาแรง ค่ายพรรคและหน่วยงานต่างๆ ยังประเมินกันว่า พรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งเหมือนเคย

จึงต้องย้อนกลับใช้วิธีการเดิมๆ คือการทลายกำแพงหรือฐานของพรรคเพื่อไทย ด้วยการดึงตัวอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ให้มาสังกัดพรรคใหม่

แต่ก็ยังไม่แน่ว่า เมื่อถึงเวลาเลือกตั้งจริง พรรคเพื่อไทยจะหมดสภาพจริงหรือไม่

ไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ก็ไม่เชื่อเช่นกัน

โดย ไพศาล พืชมงคล ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า ปี 2544 ได้ถือจดหมายของ ทักษิณ ชินวัตร ที่มีถึงเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน เดินทางกับคณะรวม 8 คน ไปขอศึกษาระบบงานจัดตั้งของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งถือเอาสมาชิกพรรคและประชาชนเป็นพื้นฐานของพรรค เป็นกำลังหลักของพรรค ทำให้งานจัดตั้งเป็นจุดเด่นของพรรคไทยรักไทยและพรรคเพื่อไทย คือประชาชนเป็นพื้นฐาน พรรคเป็นตัวแทน บงการ ส.ส. และ ส.ส. รับใช้ประชาชน

“พรรคเพื่อไทยจึงไม่อาจถูกทำลายด้วยการเปลี่ยนพรรคของอดีต ส.ส. แต่จะถูกทำลายได้ ถ้าหากประชาชนเปลี่ยนมานิยมชมชอบลุงตู่”

ปัญหาคือ “ลุงตู่” มีคนชื่นชมมากพอหรือยัง