จับตา ‘ภาษีที่ดิน’ บทพิสูจน์ รบ. อุ้ม ‘คนรวย’ หรือช่วย ‘คนจน’

27.06.18 | 13:03 น.

จนแล้วจนรอด ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ทางรัฐบาลประกาศเดินหน้าก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลอดออกมามีผลบังคับใช้ในเร็ววัน

แถมยังมีข่าวเล็ดลอดออกมาจากการพิจารณาของคณะกรรมการของ สนช. เป็นระยะว่า กม.ฉบับนี้ส่อจะเลื่อนการบังคับใช้อีกแล้ว

กม.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คุยกันมาแล้ว 12 รัฐบาลหรือเกือบระยะเวลา 24 ปี

รัฐบาลที่ผ่านมามักจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด หลอกล่อประชาชน โดยอ้างว่าต้องการลดความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม

แต่ในที่สุดเมื่อระยะเวลาผ่านไป ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า เรื่องนี้เป็นเพียงข้ออ้างที่นักการเมืองหยิบยกขึ้นมาหาเสียง มากกว่าจะคิดดำเนินการอย่างจริงจัง

Advertisement

กฎหมายฉบับนี้เกิดมาหลายยุคหลายสมัย เมื่อมาถึงรัฐบาลชุดนี้ เริ่มมีการพิจารณากันตั้งแต่เมื่อ 20 พฤศจิกายน 2559

เมื่อมาถึงขั้นตอนการพิจารณาของสนช. หากเป็นกฎหมายอื่น จะใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน 30 วัน

หรือถ้าขอขยายเวลาก็จะไม่เกิน 60 วัน

แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป รัฐบาลมีการสั่งชะลอและขอขยายเวลากันมาตลอด

ทั้งนายกรัฐมนตรีสั่งชะลอเอง และสนช.ขอขยายเวลาถึง 4 ครั้ง กมธ.มีการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้เกือบทั้งหมด

ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ สนช.

และครั้งนี้ก็มีข่าวเล็ดรอดออกมาว่า ส่อจะเลื่อนการบังคับใช้ออกไปอีก

สำหรับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับนี้ ทางกระทรวงการคลังมีเป้าหมายเอามาใช้แทนภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่

ต้องการเก็บภาษีจากแลนด์ลอดและผู้มีอันจะกินที่มีอยู่ไม่กี่ตระกูลในบ้านเรา

เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้ท้องถิ่น ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ ลดความเหลื่อมล้ำการใช้ที่ดิน เพราะที่ผ่านมารายได้จากภาษีที่ดินเข้ารัฐถือว่าน้อยมาก

คงต้องช่วยให้ทุกคนเฝ้าติดตามดูว่า จนถึงที่สุดแล้ว สนช.จะทำปู้ยี่ปู้ยำกับกม.ฉบับนี้ จนออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร

เพราะมีกระแสข่าวว่าบรรดาสนช.มีที่ดินกันมหาศาล

ยังไม่รวมคนในรัฐบาล และเอกชนรายใหญ่ที่สนับสนุนรัฐบาลอีกต่างหาก

ก็ในเมื่อให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียมาเป็นผู้พิจารณาออกกฎหมาย

การจะให้กฎหมายออกมาแบบเป็นธรรม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อย่างแท้จริง คงไม่ง่ายนัก

เรื่องนี้จึงสะท้อนธาตุแท้ของรัฐบาลได้อย่างชัดเจนว่า มีความจริงใจในการแก้ปัญหาได้แค่ไหน

จะดองเอาไว้แบบไม่มีอนาคต หรือคลอดออกมาแบบมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง คงต้องช่วยกันติดตามอย่างใกล้ชิด