ในการดำเนินคดีอาญา นอกจากการที่พนักงานอัยการร้องขอต่อศาลให้ลงโทษผู้กระทำความผิดในความผิดฐานต่างๆ แล้ว การขอให้ศาลมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินของผู้กระทำความผิด ถือเป็นกระบวนการสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การชำระความคดีอาญาเสร็จสิ้นไปอย่างสมบูรณ์
อย่างไรก็ดี ปัญหาเรื่องการริบทรัพย์ซึ่งถือเป็นโทษประการหนึ่งในทางอาญานั้น ได้มีความไม่ชัดเจนเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน เมื่อโทษริบทรัพย์ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองการปกครองหรือเรียกได้ว่าเป็น “นโยบาย” ในการบริหารประเทศ
กล่าวคือ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 ฝ่ายบ้านเมืองเล็งเห็นว่า คดีอาญาบางประเภทได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมืองเป็นอย่างมาก เช่น คดียาเสพติด คดีเด็กวัยรุ่นแข่งรถในทางสาธารณะหรือแม้แต่คดีเรือประมงใช้อวนลากอวนรุนในการทำประมง ฝ่ายบ้านเมืองก็มักจะมองมาที่หน่วยงานอัยการและเรียกร้องให้อัยการดำเนินการอย่างเด็ดขาดในคดีนโยบายเช่นว่านี้ เพื่อให้อัยการร้องขอต่อศาลในการขอริบทรัพย์ทุกกรณีไว้ก่อนในชั้นฟ้องคดี ทั้งนี้ ด้วยความปรารถนาดีเพื่อที่จะให้ทรัพย์สินที่ถูกใช้ในการกระทำความผิด คือ รถจักรยานยนต์ที่ใช้แข่งขันกันหรือยานพาหนะที่ใช้บรรทุกยาเสพติด และเรือประมงอวนรุนอวนลาก ได้ถูกริบและตัดออกจากวงจรอาชญากรรมที่จะถูกนำมาใช้ในการกระทำความผิดซ้ำๆ ได้อีกต่อไป
จากประเด็นปัญหาดังกล่าว มีข้อน่าสังเกตว่าการนำนโยบายของฝ่ายบ้านเมืองที่ใช้โทษทางอาญามาเป็นนโยบายทางการปกครองนั้น จะขัดต่อหลักกฎหมายในเรื่องของการริบทรัพย์ของบุคคลอื่นผู้สุจริตด้วยหรือไม่ เพราะตามหลักกฎหมายสากลทั่วโลกถือว่า นโยบายต่างๆ ของรัฐจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย นโยบายจะอยู่เหนือกฎหมายไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นหลักกฎหมายบังคับใช้ทั้งทางอาญาและกฎหมายปกครอง
หลักกฎหมายในเรื่องของการริบทรัพย์นั้น ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และมาตรา 33 โดยมีหลักเกณฑ์ว่าทรัพย์สินที่ทำหรือมีไว้เป็นความผิดในตัวมันเอง เช่น ยาเสพติด ให้ศาลสั่งริบทั้งสิ้น และทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด เช่น ยานพาหนะที่ใช้ในการขนยาบ้า ศาลมีอำนาจสั่งริบเช่นกัน เว้นแต่ยานพาหนะนั้นเป็นทรัพย์สินที่เจ้าของหรือบุคคลอื่นไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดด้วย ศาลจะต้องสั่งคืนทรัพย์นั้นให้เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง
อย่างไรก็ดี คดีจำพวกนี้กลับมีปัญหาความไม่ชัดเจนในทางปฏิบัติจำนวนมากมาย รวมไปถึงมีการเรียกรับเงินเพื่อขอปล่อยทรัพย์ของกลางต่างๆ ทำให้คดีความไม่ลดลงในบ้านเมือง แต่การที่หน่วยงานรัฐหลายๆ ฝ่ายเรียกร้องให้อัยการใช้ดุลพินิจริบทรัพย์เด็ดขาดไว้ก่อนในทุกๆ คดีที่เป็นคดีนโยบายนั้น จึงเป็นการทำลายหลักกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของเจ้าของทรัพย์ที่แท้จริงที่มิได้เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดด้วย เช่น ในคดีที่ผู้ต้องหานำรถกระบะที่เช่าซื้อมาจากธนาคารมาใช้ในการขนส่งยาบ้า ธนาคารซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี ย่อมมิอาจเข้าไปรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดได้
ดังนั้น การที่พนักงานอัยการจะมุ่งใช้ดุลพินิจสั่งคดีขอริบรถกระบะอย่างเดียวนั้น จึงเป็นการไม่ถูกต้องตามหลักการของกฎหมายเพราะถือเป็นการกระทบสิทธิของบุคคลภายนอกผู้สุจริต อีกทั้งเท่ากับเป็นการให้พนักงานอัยการเป็นเพียงบุรุษไปรษณีย์หลับหูหลับตาออกคำสั่งริบทรัพย์ไปทุกคดีนโยบาย เป็นการขาดการใช้ดุลพินิจที่ถูกต้องในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน
และถือว่าเป็นการดำเนินคดีที่ขัดต่อหลักกฎหมายว่าด้วยพยานหลักฐานไปโดยสิ้นเชิง
ส่วนประเด็นที่ว่าพยานหลักฐานต่างๆ ที่มีการสร้างขึ้นมาเป็นเท็จ เช่น มีการทำสัญญาเช่าซื้อขึ้นมาภายหลังจากการกระทำความผิดนั้น ปัญหากลโกงต่างๆ เหล่านี้ ก็ควรที่จะมุ่งให้พนักงานอัยการใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบเอกสารสิทธิของเจ้าของที่แท้จริงที่โต้แย้งมาว่ามีความถูกต้องและน่าเชื่อถือหรือไม่ เช่นว่า สัญญาเช่าซื้อที่ทำไว้กับธนาคารนั้น ควรมีน้ำหนักที่น่าเชื่อถือกว่าสัญญาเช่าซื้อที่ทำขึ้นกันเองระหว่างบุคคลธรรมดาหรือทำไว้กับบริษัทที่อาจจะมาเขียนปลอมขึ้นเองในภายหลังได้
ส่วนกรณีหากยังมีข้อสงสัยว่าสัญญาเช่าซื้อรถ เรือที่ใช้ในการกระทำความผิดว่าเป็นสัญญาที่ทำปลอมขึ้นมา ก็ชอบที่อัยการจะสั่งคดีและร้องขอให้ศาลริบทรัพย์ต่อไป มิใช่ว่าบังคับให้พนักงานอัยการหลับตาดำเนินคดีริบทรัพย์ไปในทุกๆ คดีนโยบาย สิ่งนี้จึงถือว่าขัดต่อหลักนิติธรรมที่ถือว่ากฎหมายเป็นใหญ่ ไม่ใช่ยกเอานโยบายรัฐเป็นใหญ่กว่ากฎหมาย
สมมุติว่า มีกรณีที่เศรษฐีรายหนึ่งมาเช่าเหมาลำเครื่องบินของสายการบินแห่งหนึ่ง เพื่อใช้บริการเช่าบินจากกรุงเทพฯไปยังจังหวัดภูเก็ตเพื่อท่องเที่ยว แต่หากปรากฏต่อมาว่าเศรษฐีรายนั้นได้นำเฮโรอีนจำนวนมากแอบขึ้นไปบนเครื่องเพื่อขนส่งและจำหน่ายไปยังปลายทางที่จังหวัดภูเก็ต กรณีเช่นนี้ จึงถือว่าเฮโรอีนเป็นทรัพย์ของกลางที่มีไว้เป็นความผิดในตัวเอง จึงต้องถูกอัยการสั่งให้ศาลริบทรัพย์ไปโดยไม่มีข้อสงสัย แต่ในส่วนเครื่องบินที่ใช้ในการขนยาเสพติดนั้น จะถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดและเข้าข่ายที่อัยการจะร้องขอริบต่อศาลด้วยหรือไม่ จะต้องแบ่งพิจารณาเป็นดังนี้ เนื่องจากเครื่องบินลำดังกล่าวเป็นเครื่องบินเช่าแบบเหมาลำ จึงเป็นทรัพย์กรรมสิทธิ์ของสายการบิน มิใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ต้องหา
เจ้าของสายการบินจึงมีสิทธิในการติดตามทรัพย์สินของเขาคืนได้โดยชอบธรรมอันเป็นสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33
หากต่อมาบริษัทสายการบินร้องขอต่อพนักงานอัยการโดยมีเอกสารประกอบการพิสูจน์ความเป็นเจ้าของที่แท้จริง อัยการมีหน้าที่จะต้องให้ความเป็นธรรมกับบริษัทสายการบินและสั่งคดีคืนเครื่องบินของกลางให้บริษัทสายการบิน แต่หากความปรากฏเพิ่มเติมเป็นว่านักบินและลูกเรือของสายการบินดังกล่าวมีส่วนรู้เห็นในการขนถ่ายเฮโรอีนขึ้นเครื่องบินด้วย ในการพิจารณาของอัยการและศาลก็จะซับซ้อนขึ้นไปกว่าเดิม
กล่าวคือจะต้องมีหลักฐานเชื่อมโยงความผิดให้ไปถึงบริษัทสายการบินผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเครื่องบินด้วยว่าบริษัทได้รับประโยชน์หรือรู้เห็นในการขนถ่ายเฮโรอีนด้วยหรือไม่ เพราะถ้าเป็นเพียงการกระทำของนักบินและลูกเรือในลักษณะส่วนตัวย่อมไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงบริษัท
กรณีเช่นนี้อัยการก็ยังคงต้องสั่งคืนเครื่องบินของกลางไปให้กับบริษัทสายการบิน
แต่หากเป็นกรณีที่มีหลักฐานปรากฏชัดว่าบริษัทสายการบินได้รับประโยชน์จากการขนยาเสพติดในครั้งนั้นเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากการรับค่าเช่าเหมาเครื่องบิน เช่น บริษัทได้รับค่าเช่าเหมาลำที่มีอัตราแพงเกินกว่าปกติการเช่าเหมาลำเครื่องบินแบบทั่วๆ ไป หรือมีหลักฐานชัดเจนว่าบริษัททราบว่ามีการขนถ่ายยาเสพติดขึ้นเครื่องบิน แต่บริษัทมิได้ทำการทักท้วงหรือมีมาตรการป้องกันใดๆ หรือเป็นกรณีที่มีการขนยาเสพติดดังกล่าวเป็นประจำน่าผิดสังเกต
กรณีนี้จึงจะถือว่าบริษัทน่าจะร่วมรู้เห็นเป็นใจหรือได้ประโยชน์จากการขนถ่ายยาเสพติด และอัยการจึงจะสามารถมีคำสั่งขอให้ศาลริบทรัพย์เครื่องบินของกลางได้
ตามตัวอย่างริบเครื่องบินในเรื่องนี้ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่า การสั่งคดีเกี่ยวกับการริบทรัพย์ของกลางนั้น อัยการจะต้องสั่งคดีไปตาม “หลักกฎหมาย” ที่ยึดโยงเฉพาะกับเอกสารพยานหลักฐานในทางคดีเท่านั้น
และหากยึดถือเอาว่าเป็นนโยบายหรือคดีสำคัญที่อัยการจะต้องขอริบทรัพย์ในทุกๆ คดีนโยบาย จะกลายเป็นว่าอัยการต้องมีคำสั่งริบเครื่องบินของกลางแต่อย่างเดียว โดยไม่มุ่งมองว่าเครื่องบินลำดังกล่าวนั้นจะเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นหรือไม่ หรือเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเครื่องบินจะได้มีส่วนรู้เห็นในการขนส่งยาเสพติดหรือไม่ จึงนับว่าการสั่งคดีแบบนโยบายนั้น กลับไม่ให้ความเป็นธรรมกับเจ้าของเครื่องบินในท้ายที่สุด
นอกจากนี้ หากเรามองเรื่องผลในทางคดี ย่อมจะเห็นได้ว่าแม้จะมีบทบังคับให้อัยการต้องยื่นร้องขอริบทรัพย์ไว้ก่อนต่อศาลในทุกคดีนโยบายสำคัญ อัยการก็ไม่สามารถตามไปพิสูจน์พยานเอกสารได้ว่า รถ เรือ หรือเครื่องบินที่ใช้ในการกระทำความผิดนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ต้องหาได้ในทุกๆ คดี หรืออาจเป็นกรณีที่ธนาคารหรือเจ้าของที่แท้จริงเขาเข้ามาโต้แย้งเพื่อร้องขอคืนทรัพย์ของกลางในชั้นศาล เมื่อศาลพิจารณาหลักฐานการเช่าซื้อจากธนาคารและเห็นว่าเป็นหลักฐานที่ถูกต้องแท้จริง ศาลก็ยังคงมีหน้าที่ตามกฎหมายมาตรา 33 ที่จะต้องคืนทรัพย์ให้เจ้าของที่แท้จริงอยู่ดี
ดังนั้น นโยบายให้อัยการสั่งริบทรัพย์ทุกกรณีจึงไม่ส่งผลด้านประสิทธิภาพในการดำเนินคดีอย่างเป็นธรรมแต่อย่างใด ยกเว้นแต่ประโยชน์เพียงประการเดียวเท่านั้น คือเป็นเพียงการผลักภาระให้เจ้าของที่แท้จริงที่ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดจะต้องไปยื่นเรียกร้องสิทธิขอต่อศาลเสมอไป และเป็นการตัดสิทธิมิให้เจ้าของที่แท้จริงมาร้องขอคืนทรัพย์ในชั้นอัยการได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว พนักงานอัยการจะให้ความเป็นธรรมแก่เจ้าของทรัพย์ไปได้อย่างไรเช่นในกรณีเจ้าของรถที่ถูกขโมยเอารถไปใช้ในการขนถ่ายยาบ้า เมื่อครั้งหนึ่ง “โทษริบทรัพย์” ได้ถูกนำมาใช้เป็นนโยบายทางการเมืองการปกครองประเทศแล้ว ก็เป็นที่น่าจับตามองว่า ต่อไปจะมีการนำ “โทษจำคุก” มาเป็นนโยบายที่บังคับให้อัยการต้องมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาไว้ก่อนในทุกๆ คดีสำนวนนโยบายตามไปอีกด้วยหรือไม่ เรื่องนี้จึงเป็นที่ชวนให้คิดและน่าเป็นห่วงอยู่เช่นกัน
ในท้ายที่สุด มีประเด็นสำคัญอยู่ว่า การออกกฎเกณฑ์หรือมาตรการสั่งริบทรัพย์ไว้ก่อนในคดีนโยบายต่างๆ จะถือว่า เป็นการที่ฝ่ายบริหารได้ใช้อำนาจแทรกแซงและก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรม (political interference) อันถือเป็นความผิดข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรมที่ในต่างประเทศเรียกว่า “obstruction of justice” อีกทั้งยังได้ขัดแย้งต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย (separation of power) ด้วยหรือไม่
เรื่องนี้ฝ่ายบริหารบ้านเมืองก็สมควรที่จะใช้วิจารณญาณให้ถ่องแท้และตระหนักถึงผลเสียหายที่จะตามมาด้วยเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน
ปรวิชย์ มะกรวัฒนะ
อัยการผู้เชี่ยวชาญ

