เหตุผลที่ไม่ควรให้ทหารนำ : กองทัพในสายตาของปีเตอร์ เอฟ.ดรักเกอร์ : โดย เสรี วชิรวิทยาชาญ

บทความนี้เขียนขึ้นในสภาวการณ์เมืองไทยภายใต้การคุมอำนาจ คสช.กำลังระส่ำระสาย เจอวิกฤตหนักโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ประชาชนเริ่มเอือมระอา เริ่มไม่มั่นใจในอนาคตของประเทศ จึงเริ่มมีกระแสเสียงเรียกร้อง (เช่น กลุ่มอยากเลือกตั้ง) ให้รัฐบาลเร่งจัดให้มีการเลือกตั้งโดยด่วน เพื่อคืนอำนาจแก่ประชาชนโดยเร็ว

วิกฤตการเมืองส่งผลให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจเป็นเงาตามตัว ปัญหาปากท้องเป็นใหญ่ที่ใกล้ตัวสังคมมากที่สุด เพราะพวกเขาต้องใช้ กิน อยู่ ซึ่งล้วนต้องอาศัยเงินเป็นปัจจัยหลัก

ณ วินาทีที่บทความนี้ถูกเขียนสังคมกำลังเคร่งเครียดกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ราคาสินค้าบริโภค เช่น ก๊าซ น้ำมัน ค่าไฟฟ้าขึ้นหมด แต่ราคาผลิตผลทางเกษตรกรรมกลับตกต่ำ รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ฯลฯ

ด้วยเนื่องเพราะรัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลทหาร (เสนาธิปไตย) จึงขอมุ่งประเด็นที่กองทัพเป็นการเฉพาะเจาะจง ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำลายสถาบันทหารอันเป็นรั้วของชาติ เพราะเราตระหนักเสมอว่าหน่วยงานทุกหน่วยงาน หรือสถาบันทุกสถาบันล้วนแล้วแต่มีประโยชน์กันทั้งนั้น แต่เมื่อไปวางหน่วยงาน/สถาบันผิดที่ผิดทาง ประโยชน์ที่จะเกิดก็น้อยมาก มิหนำซ้ำอาจจะส่งผลร้ายด้วยซ้ำ อุปมาดังหยูกยาที่ล้วนแต่มีสรรพคุณต่อการรักษาโรค แต่หากไปกินยา “ผิดซอง” การรักษาก็จะไม่หาย ในทางกลับกันอาจจะกำเริบอีกต่างหาก

บทความนี้ต้องการชี้ให้เห็นว่า หากทหารหรือกองทัพไปอยู่ผิดตำแหน่งตามโครงสร้างเดิมแล้วจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศอย่างไร ยิ่งในยุคดิจิทัลอย่างเช่นปัจจุบัน การบริหารประเทศจะใช้ระบบเผด็จการเหมือนในค่ายทหารไม่ได้แล้ว

ทรรศนะความคิดเห็นในบทความชิ้นนี้ ข้าพเจ้าอาศัยข้อเขียนของปีเตอร์ เอฟ.ดรักเกอร์ จากหนังสือ The New Realities (1989) โดยเฉพาะในบทที่ 5 ที่ได้พูดถึงประเด็นเกี่ยวกับอาวุธยุทโธปกรณ์และกองทัพ ระบบทหารและเศรษฐกิจ

ทำไมต้องเป็นปีเตอร์ เอฟ.ดรักเกอร์ ก็เพราะด้วยเหตุผลที่ปีเตอร์ เอฟ.ดรักเกอร์ เป็นปรมาจารย์ด้านการจัดการที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับกว้างขวางทั่วโลก จนได้รับการยกย่องเป็นบิดาแห่งวิชาการจัดการสมัยใหม่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเมื่อเขาได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษารัฐบาลมากกว่า 13 ประเทศ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เขากล่าว เรา (โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นนำทั้งหลาย รวมทั้งนักการทหารและนักการเมือง) ควรรับฟังไว้

หนังสือเล่มที่กล่าวนี้ถึงแม้เป็นผลงานชิ้นเก่า “แต่ความคิดของเขายังคงคมคายและเด่นชัด แต่ละบรรทัดของงานเขียนกระตุ้นให้เราขบคิดไปพร้อมๆ กับเขา” (ยืมสำนวนของภิญโญ ไตรสุริยธรรมมา) และยังเห็นว่าสิ่งที่เขาได้วิเคราะห์/วิจารณ์/ทำนาย ช่างเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของการเมืองไทยในปัจจุบันมากทีเดียว

ด้วยประการฉะนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าข้อคิดของปีเตอร์ เอฟ.ดรักเกอร์ ในเรื่องกองทัพมายุ่งเกี่ยวกับการบริหารประเทศควรต้องมาทบทวนพิจารณาอีกครั้ง หากไม่ต้องการเห็นประเทศไทยเพลี่ยงพล้ำมากไปกว่าที่เป็นอยู่

ปีเตอร์ เอฟ.ดรักเกอร์ มีความเห็นว่า หากมองจากสังคมเศรษฐกิจแล้วถือว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ประโยชน์น้อยมาก ประโยชน์ในแง่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับรัฐแทบจะไม่มีเลย ถ้าชาติใดขืนปล่อยให้กองทัพมามีอำนาจในการบริหารจัดการมีหวังทำให้ศักยภาพด้านเศรษฐกิจพังแน่นอน การพัฒนาเศรษฐกิจจะอืดอาดล่าช้า และนำไปสู่ให้เกิดภาวะวิกฤตในที่สุด ท่านยกตัวอย่างกรณีประเทศรัสเซีย (และอเมริกาด้วย) ที่ทุ่มเทงบประมาณมหาศาลให้กับกองทัพ งบประมาณจำนวนมหาศาลเหล่านั้นไม่ได้เกิดประโยชน์ในแง่การสร้างมูลค่าเพิ่มแต่ประการใด แต่กลับถูกเผาผลาญไปกับการใช้จ่ายในกองทัพ เช่น ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ค่าเงินเดือนประจำตำแหน่งของนายทหาร เป็นต้น แต่ไม่ได้ช่วยพยุงเศรษฐกิจให้กระเตื้องขึ้นแม้แต่น้อย แถมต้องสูญเสียทรัพยากรบุคคลจำนวนมากมายในสนามรบ ปัจจัยเหล่านี้นำสหภาพโซเวียตรัสเซียไปสู่การล่มสลายในที่สุด ประชาชนชาวรัสเซียต้องได้รับเคราะห์กรรมอันสืบเนื่องจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่ตกต่ำ

ปีเตอร์ เอฟ.ดรักเกอร์ มองว่าอาวุธยุทโธปกรณ์และกองทัพคือภาระที่ทำให้เศรษฐกิจและสังคมอ่อนแอ หรือหากกองทัพมีประโยชน์จริงต่อพัฒนาการความก้าวหน้าของวิทยาการก็แค่กระจิริดนิดเดียว ไม่คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ลงทุนไป ทั้งนี้ เพราะกองทัพให้ประโยชน์หรือคืนกำไรแก่สังคมน้อยมากจริงๆ

ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างง่ายๆ ที่ว่ากองทัพให้ประโยชน์/คืนกำไรแก่สังคมและประเทศชาติน้อยมาก เช่น กรณีทหารเกณฑ์ ผู้เขียนมีหลานชายคนหนึ่ง ก่อนเข้ารับการเกณฑ์ทหารก็อยู่บ้านเฉยๆ มีนิสัยค่อนข้างจะขี้เกียจ นอนตื่นสาย ไม่มีรายได้ของตัวเองเพราะไม่ได้ทำงานเป็นกิจจะลักษณะ ต้องแบมือขอจากพ่อแม่ไปวันๆ แต่หลังจากโดนใบแดงและต้องไปใช้ชีวิตในค่ายทหารเป็นเวลาสองปี ปรากฏว่า ชีวิตเขาเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว กลายเป็นคนมีระเบียบวินัยเคร่งครัด กระฉับกระเฉงว่องไว แต่งเนื้อแต่งกายดูดีกว่าเดิม ผมเผ้าตัดสั้นเรียบร้อย รองเท้าขัดวาววาม พ่อแม่แอบปลื้มที่เห็นลูกตนเองมีนิสัยที่เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น แต่หลังจากที่พ้นการเป็นทหารเกณฑ์แล้ว ปรากฏว่า หลานคนนี้กลับไปสู่เป็นสภาวะเดิมอีกครั้ง โรคเก่ากลับมาใหม่ กลายเป็นคนขี้เกียจเหมือนเดิม วันๆ เอาแต่นอน งานการไม่ทำ นี้แสดงให้เห็นว่าเขาเปลี่ยนเฉพาะช่วงเวลาแค่สองปีตอนเป็นทหารเกณฑ์เท่านั้น ซึ่งตรงนี้ส่อให้เห็นว่าหลักสูตรการพัฒนาเยาวชนที่เป็นรั้วของชาติภายใต้การอบรมของกองทัพ ไม่ได้ซึมซับเข้าไปในหัวใจของพวกเขาเพื่อให้มีจิตสำนึกที่ดีกว่าเดิม หรืออาจจะกล่าวในอีกนัยหนึ่ง กองทัพไม่ได้มีส่วนช่วยเหลือชาติ/และสังคมในการขัดเกลาบุคลิกนิสัยเยาวชนไทยเสียเลย

ในบริบทนี้ จึงพอสรุปได้ว่า 1)ระบบทหารเกณฑ์ล้มเหลว 2)กองทัพไม่ได้เป็นแขนขาหรือหน่วยราชการที่มีส่วนร่วมในการช่วยสร้างคนให้กับชาติ ทั้งๆ ที่มีงบประมาณเยอะแยะ บางรัฐบาลเทงบให้กับกระทรวงกลาโหมมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง เพราะต่างเข้าใจว่าหน้าที่หลักๆ ของกองทัพคือพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์

ถามว่าไฉนกองทัพหรือระบบทหารไม่สามารถสร้างคนได้ สองปีในค่ายทหารน่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมนิสัยของเหล่าเยาวชน (ซึ่งเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่ายิ่ง) ให้สามารถพัฒนาศักยภาพของตนไปในเชิงบวกได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งจริงๆ หากตามสารรูปแล้วกองทัพน่าจะทำได้ เพื่อพัฒนาให้เยาวชนเติบกล้าเป็นส่วนประกอบสำคัญของชาติต่อไป ค่ายทหารน่าจะเป็นเวทีให้ลูกหลานคนไทยได้ฝึกวิชาชีพสำหรับการเตรียมตัวเป็นพลเมืองที่ดี แต่เปล่าเลย กลุ่มทหารเกณฑ์เหล่านั้นกลับไม่ได้รับอานิสงส์ใดๆ แถมยังต้องเสียเวลาเปล่าๆ ถึงสองปีในค่ายทหาร

นั่นหมายความว่าหลักสูตรการอบรมแบบทหารไม่สอดรับการชีวิตจริงในสังคม สิ่งที่ค่ายสอนอีกเรื่องหนึ่ง ในขณะที่สังคมประสงค์และคาดหวังอีกอย่างหนึ่ง

สําหรับเรื่องนี้ Alexander Nikolayevich Radischev (1749-1803) ปัญญาชนชาวรัสเซียคนหนึ่งเคยตั้งข้อสังเกตว่า เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่ากองทัพใช้ระบบแบบสายบังคับบัญชา ทุกคนต้องฟังผู้บังคับบัญชาผู้เดียว นักเรียนทหาร/หรือทหารเกณฑ์ไม่มีสิทธิคิดนอกกรอบได้ ซึ่งจะว่าพวกเขาเหมือนหุ่นยนต์ก็ไม่ผิด ไม่มีสิทธิจะโต้แย้งใดๆ ต้องฟังและเคารพสถานเดียว แม้จะหันซ้ายหันขวาก็ต้องฟังเสียงนกหวีดจากปากหัวหน้า (และหัวหน้าเองก็ต้องฟังผู้บังคับบัญชาอีกที) ถ้าหากมีใครคิดจะแหกกฎหรือทำผิดกฎจำต้องได้รับการลงโทษสถานเดียว

การใช้ชีวิตของพวกเขาผิดลักษณะความเป็นธรรมชาติของมนุษย์มนา ไม่เป็นจริงตามลักษณะธรรมชาติของมนุษย์ที่มีพลังศักยภาพในตัวเองสูง วัฒนธรรมและธรรมเนียมปฏิบัติแบบทหารไม่ก่อผลดีต่อการพัฒนาความคิด/สติปัญญาของปุถุชนแน่นอน มีแต่จะให้บรรดาเยาวชนเหล่านั้นไม่กล้าคิดแหวกแนวในสิ่งที่ตนคิด ขาดความเชื่อมั่นในศักยภาพตนเอง แบบนี้ถือว่าเป็นการทำลายศักยภาพของพวกเขาอย่างไม่ต้องสงสัย (ข้อมูลจากหนังสือ Intellectuals in Developing Societies เขียนโดยนักสังคมวิทยาชื่อดัง Syed Hussein Alatas)

Alexander Nikolayevich Radischev เขียนเพิ่มว่า ภายใต้เงื่อนไขและบรรยากาศในค่ายทหาร มีหรือเหล่าทหาร (ทั้งทหารเกณฑ์และทหารกองหนุน) จะใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ดูเผินๆ จากภายนอกพวกเขาอาจจะดูเรียบร้อย ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดทุกขั้นตอน ทุกคนเหมือนกันหมด เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย แต่น่าเสียดายที่ความเป็นระเบียบในค่ายทหารกลับไม่มีผลต่อการสร้างและพัฒนาบุคลิกนิสัยของพวกเขาเลย ความเป็นระเบียบเหล่านั้นถูกออกแบบให้ใช้เฉพาะในค่ายทหารเท่านั้น แต่ไม่มีผลระยะยาวสำหรับชีวิตจริงของเยาวชน อันนี้เท่ากับสังคมไม่ได้ประโยชน์อะไร ฉันใดฉันนั้น ประเทศชาติก็เช่นเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้กระมังที่ไม่เคยปรากฏให้เห็นว่าเยาวชนที่ชาญฉลาดหลักแหลมเกิดจากค่ายทหาร ในทางกลับกัน กลับได้ยินบ่อยๆ ตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ ที่อดีตนายทหารเป็นมาเฟียคุมบ่อนการพนันหรือเป็นมือปืน เป็นต้น)

ปีเตอร์ เอฟ.ดรักเกอร์ จึงกล่าวว่า “โรงเรียนหรือค่ายทหาร” ไม่เหมาะที่จะเป็น “โรงเรียนแห่งรัฐ” อีกต่อไปแล้ว เพราะช่วงเวลาสองปีที่เยาวชนเข้าไปอยู่ในกองทัพเท่ากับเป็นการสูญเปล่า สู้เอาเวลาสองปีนั้นให้กลุ่มเยาวชนไปรับใช้สังคมจะมีค่ามากกว่าเป็นหลายเท่า หรือเอาเวลาดังกล่าวเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวจะดีกว่า

ยิ่งในยุคสมัยปัจจุบันที่เน้นทักษะขั้นสูงด้านเทคโนโลยีด้วยแล้ว ยิ่งทำให้อดเสียดายไม่ได้ถึงศักยภาพของทรัพยากรบุคคลที่ต้องถูกทำลายในค่ายทหาร ปีเตอร์ เอฟ.ดรักเกอร์ จึงกล้าพูดว่า “ประโยชน์ใช้สอยจากค่ายทหารไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการของโลกสมัยใหม่อีกต่อไป”

มิพักยังไม่พูดถึงความสามารถของนายทหารในด้านการบริหารประเทศ ใช่ ทหารอาจจะสามารถให้ประชาชนอยู่ในความสงบได้ด้วยอาศัยอำนาจเผด็จการ แต่ในแง่การพัฒนาประเทศให้เจริญทัดเทียมกับนานาอารยประเทศนั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา เพราะทักษะการบริหารในค่ายทหารกับทักษะการบริหารจัดการบ้านเมืองเป็นคนละเรื่องกัน

จากคำอธิบายของปีเตอร์ เอฟ.ดรักเกอร์ นี้ เมื่อนำมาพิจารณาย้อนดูสถานการณ์การเมืองไทยปัจจุบันแล้วก็เป็นจริงดังที่เขาทำนายไม่มีผิด จำแม่นที่เขากล่าวว่า “ในทุกๆ กรณี การยึดอำนาจรัฐบาลโดยกองทัพ แรกๆ มักจะได้รับเสียงปรบมือตอบรับจากประชาชนส่วนใหญ่ และในทุกๆ กรณี เช่นเดียวกัน การบริหารจัดการโดยทหารจะค่อยๆ กลายพันธุ์เป็นแบบทารุณ/เผด็จการ เกิดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

เสรี วชิรวิทยาชาญ
นักวิชาการอิสระ

บทความก่อนหน้านี้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ 17 ราย
บทความถัดไปอันดับ 3 เวิลด์คัพ ศึกชิง “เหรียญทองแดง” ที่ไร้ความหมาย?