สหรัฐอเมริกากับสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต เคยเป็นคู่แข่งและคู่ต่อสู้กันในสงครามเย็นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งๆ ที่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้ง 2 ประเทศเป็นพันธมิตรที่สำคัญในการร่วมมือกันสู้รบกับกองทัพนาซี ของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แต่หลังสงคราม หลังจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนนำโดย เหมาเจ๋อตง สามารถเอาชนะกองทัพก๊กมินตั๋งของ เจียงไคเช็ก จนต้องหนีไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นอยู่ที่เกาะไต้หวันมาจนทุกวันนี้ ขณะเดียวกันกองทัพของสหภาพโซเวียต นำโดย โจเซฟ สตาลิน ก็บุกยึดประเทศต่างๆ ในยุโรปตะวันออกเป็นประเทศบริวาร แบ่งเยอรมนีและกรุงเบอร์ลินออกเป็นเยอรมันตะวันะออกและตะวันตก เบอร์ลินตะวันออกและตะวันตก แบ่งเกาหลีและเวียดนามออกเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ เวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ เกิดการปฏิวัติโดย ฟิเดล คาสโตร ที่คิวบาเมื่อปี พ.ศ.2502
เมื่ออาณาจักรคอมมิวนิสต์ขยายตัวอย่างรวดเร็วตามทฤษฎีของมาร์ค เลนิน ที่บอกว่าในที่สุดประชาชนทั่วโลกก็จะลุกขึ้นล้มล้างระบอบทุนนิยมและสถาปนาระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ไปทั่วโลก ความหวาดกลัวก็เกิดขึ้นทั่วไปในบรรดาประเทศเสรีประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา ยุโรปตะวันตก ซึ่งพรรคฝ่ายซ้ายก็ได้ที่นั่งมากขึ้นในรัฐสภา พรรคกรรมกรของอังกฤษชนะการเลือกตั้ง พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยชนะการเลือกตั้งในหลายประเทศจนต้องมีการปรับตัวกันทั่วไปทั้งโลก
ความเกรงกลัวซึ่งกันและกันจึงเกิดการรวมตัวกัน เพื่อทำสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกัน เช่น นาโต้ในยุโรปตะวันตก สนธิสัญญาอเมริกาเหนือ สนธิสัญญาซีโต้ เป็นต้น ขณะที่มีการรวมตัวป้องกันร่วมกันก็เกิดสนธิสัญญาเป็นเขตเศรษฐกิจเสรีเพื่อขยายตลาดให้ใหญ่ขึ้น ที่ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งก็คือประชาคมตลาดร่วมยุโรป ที่พัฒนามาเป็นสหภาพยุโรปและเขตเงินตราสกุลยูโร รวมทั้งเขตเศรษฐกิจละตินอเมริกาหรืออาฟต้า และอาเซียนอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากพรรคคอมมิวนิสต์รัสเซีย ทั้งในด้านอาวุธ การเงิน ในการทำสงครามปลดแอกประชาชนจีน ชนะสงครามกลางเมือง สามารถขับไล่กองทัพก๊กมินตั๋ง หนีไปอยู่ที่ไต้หวันแล้ว รัสเซียก็พยายามที่จะสร้างอิทธิพลเหนือพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่ก็ทำไม่สำเร็จ พรรคคอมมิวนิสต์จีนประกาศตนเป็นอิสระจากวิถีทางของสหภาพโซเวียตรัสเซีย ประณามว่าโซเวียตไม่ใช่คอมมิวนิสต์แท้แต่เป็นลัทธิแก้
สหรัฐอเมริกาก็สนับสนุนและดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ในการรับรองรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนที่ปักกิ่งว่าเป็นรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมาย รับรองการเป็นตัวแทนของรัฐบาลจีนในองค์การสหประชาชาติ ซึ่งจีนเป็นหนึ่งใน 5 ประเทศที่เป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง
การที่สหรัฐอเมริกายุติการสนับสนุนรัฐบาลก๊กมินตั๋งว่าเป็นรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายของจีน ก็เพราะสหรัฐอเมริกาต้องการดึงจีนออกมาจากอาณาจักรของสหภาพโซเวียตอย่างถาวร โดยไม่คิดว่าจีนจะสามารถพัฒนาเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการทหารได้รวดเร็วอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน
การคาดการณ์ของสหรัฐผิดพลาดอย่างแรง เมื่อประธาน เติ้งเสี่ยวผิง ประกาศนโยบาย 4 ทันสมัยและคำขวัญ แมวสีอะไรก็ได้ ขอให้จับหนูได้ก็แล้วกัน ประกาศใช้นโยบายการตลาด ใช้กลไกตลาดและเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศในการดำเนินการทางเศรษฐกิจ ทำให้จีนก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีและการทหารอย่างก้าวกระโดด สามารถพัฒนาและผลิตสินค้า การบริการ อาวุธยุทโธปกรณ์ ที่ทันสมัยและมีราคาถูกได้อย่างรวดเร็ว
ความจริงแล้วการพัฒนาเทคโนโลยีและการผลิตกว่าครึ่งหนึ่งเป็นการผลิตของบริษัทอเมริกันและยุโรปตะวันตกที่เข้าไปลงทุน หรือเข้าไปร่วมทุนกับรัฐวิสาหกิจจีน แล้วพัฒนาวิสาหกิจร่วมทุนเหล่านั้นให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเคยผูกขาดขายในราคาแพงโดยบริษัทจากยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา ทำให้จีนเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างมหาศาลกับสหรัฐอเมริกา ยุโรปและเอเชีย
เศรษฐกิจจีนจึงกลายเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นที่ 2 ของโลก รองจากอเมริกา แซงญี่ปุ่น และจะมีขนาดใหญ่กว่าเศรษฐกิจอเมริกาในปี 2020 แม้ว่ารายได้ประชาชาติต่อหัวยังต่ำกว่ารายได้ประชาชาติต่อหัวของสหรัฐอเมริกาอยู่ก็ตาม
ขณะที่การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและการเมืองไปพร้อมๆ กันของประธานาธิบดี กอร์บาชอฟ ได้สร้างความหายนะให้กับอาณาจักร สาธารณรัฐต่างๆ ที่เคยรวมกันก็แตกออก เกิดการลุกฮือขึ้นล้มล้างรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในประเทศต่างๆ ในยุโรปตะวันออก สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตก็ถึงกาลอวสาน เมื่อสาธารณรัฐต่างๆ ที่เคยเป็นเมืองขึ้นของพระเจ้าซาร์ ปีเตอร์มหาราช ก็พร้อมใจกันประกาศตนเป็นเอกราช
เศรษฐกิจและการเมืองของโลกจึงเปลี่ยนทิศทาง อเมริกาจากที่เคยเป็นผู้ส่งออกมาสู่ยุโรปและเอเชียรายใหญ่ที่สุดของโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และก่อนสงครามเวียดนาม กลายมาเป็นผู้นำเข้ามากที่สุดในโลก ขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จนกลายเป็นประเทศลูกหนี้รายใหญ่ที่สุดในโลก จีนซึ่งเคยถือว่าเป็นประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพลเมืองมากกว่าอินเดีย กลายเป็นประเทศที่กำลังเข้าสู่ระดับประเทศพัฒนา กลายเป็นประเทศเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลก แม้อานุภาพทางทหารจะยังห่างไกลจากอเมริกาแต่ก็สร้างความกลัวให้กับอเมริกา จนสามารถสร้างดุลแห่งความกลัวกับอเมริกาแทนสหภาพโซเวียตเดิมได้
เมื่อดุลแห่งอำนาจและดุลแห่งความกลัวเปลี่ยนไป จากสหภาพโซเวียตมาเป็นจีน เราจึงเห็นปรากฏการณ์แปลกๆ เช่น ข่าวเรื่องความสนิทสนมกันระหว่างปูตินกับทรัมป์ ข่าวเรื่องปูตินจารกรรมข้อมูลข่าวสารจากคอมพิวเตอร์ของฮิลลารี คลินตัน เพื่อช่วยเหลือโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ชนะการเลือกตั้ง ข่าวเรื่อง วลาดิเมียร์ ปูติน จะยังคงแทรกแซงการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกาเพื่อช่วยเหลือทรัมป์ ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายอเมริกัน แต่ก็ยังไม่มีเรื่อง
เมื่อมีข่าวว่าจะมีการประชุมสุดยอดระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ กับวลาดิเมียร์ ปูติน ที่กรุงเฮลซิงกิ ฟินแลนด์ การประชุมระหว่างทรัมป์กับปูติน เป็นเรื่องที่ประชาชนทั้งในสหรัฐอเมริกาและรัสเซียให้ความสนใจมาก เพราะกลายเป็นว่า “ศัตรูเก่ากำลังจะมาเป็นพันธมิตรใหม่” ที่จะร่วมมือกันในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคอื่นๆ
ขณะเดียวกัน จีนพยายามทำตัวไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยตรงในการส่งกองกำลังทหารเข้าร่วมในกองทัพสหประชาชาติ ในการยุติความขัดแย้งภายในประเทศในภูมิภาคต่างๆ ของโลก เช่น ในอาหรับและแอฟริกา ปล่อยให้เป็นเรื่องของอเมริกา อังกฤษกับรัสเซีย เป็นผู้มีบทบาทนำและเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องราวทั่วไป แม้แต่ข้อพิพาทระหว่างอเมริกาและเกาหลีเหนือ จีนก็ไม่ดำเนินการออกหน้า แต่อยู่เบื้องหลังในการเจรจากับสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ ซึ่งคาดกันว่าจีนคงจะได้ผลประโยชน์ทางทหารการเมืองและเศรษฐกิจอย่างมาก เหตุการณ์จึงยุติลงได้ การที่วิกฤตการณ์ในคาบสมุทรเกาหลียุติลงได้ก็คงจะเป็นผลมาจากความร่วมมือกันของสหรัฐอเมริกากับรัสเซียในการเจรจากับจีน ซึ่งหากเป็นยุคสงครามเย็นความร่วมมือระหว่างอเมริกากับรัสเซียจะไม่มีทางเกิดขึ้นให้เห็น
ผู้ที่จะคานกำลังทางทหารของอเมริกาซึ่งเคยเป็นสหภาพโซเวียตก็เปลี่ยนไป เมื่อผู้นำสหภาพโซเวียตกลายเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับผู้นำอเมริกา ถึงขนาดใช้เทคโนโลยีทางทหารจารกรรมข้อมูลผู้สมัครประธานาธิบดีฝ่ายตรงกันข้ามจากพรรคเดโมแครต ช่วยจนชนะการเลือกตั้ง ก็น่าจะเหลือแต่สาธารณรัฐประชาชนจีน แต่นโยบายต่างประเทศที่จีนยึดถือมาโดยตลอดคือจะไม่ส่งกองกำลังทหารเข้าไปเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองของประเทศอื่น ไม่เหมือนสหรัฐอเมริกาที่มักจะทำในนามของกำลังสหประชาชาติอยู่เสมอ
จีนประกาศเป็นนโยบายเสมอมาตั้งแต่สมัยประธานเหมาว่า การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงในประเทศใดต้องทำโดยประชาชนในประเทศนั้น จีนทำได้เพียงการช่วยเหลือทางอาวุธยุทโธปกรณ์วัตถุสิ่งของและกำลังใจเท่านั้น แม้เงินทองก็ช่วยเหลือไม่ได้ เพราะสมัยนั้นจีนก็ขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ ไม่เหมือนสมัยนี้
เราจึงเห็นอยู่เสมอว่าสหรัฐสามารถแทรกแซงทางการทหารในประเทศต่างๆ ได้อย่างเกือบจะเสรีในภูมิภาคต่างๆ จนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจทางทหารเพียงประเทศเดียว โดยมีอังกฤษเจ้าอาณานิคมเก่า และรัสเซีย พันธมิตรใหม่ รวมทั้งสหภาพยุโรปซึ่งมีเยอรมนีและฝรั่งเศส ซึ่งเดิมไม่เคยไว้ใจสหภาพรัสเซีย จนต้องรวมตัวกันเป็นองค์การนาโต้ เพื่อคานอำนาจกับสหภาพรัสเซีย แต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านไป สหภาพยุโรปจึงหันไปจับมือกับรัสเซียมากขึ้นด้วย
เมื่อรัสเซียกลายเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับอเมริกา ความจำเป็นขององค์การร่วมป้องกันแห่งแอตแลนติกเหนือหรือนาโต้ก็หมดไป โดนัลด์ ทรัมป์ จึงประกาศถอนตัวออกจากองค์กรต่างๆ เหล่านี้ พร้อมๆ กับประกาศโดดเดี่ยวตัวเองจากองค์กรร่วมมือทางทหาร และองค์การร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าต่างๆ ของโลก รวมทั้งองค์การ
การค้าโลก กลายเป็น “วาทะ” ทรัมป์ หรือ Trump’s Doctrine เหมือนๆ กับ
วาทะมอนโร หรือ Monroe’s Doctrine!

