หน้าแรก เด่นวันนี้ นิวส์รูม วิเค...

นิวส์รูม วิเคราะห์ : ‘ขยะพลาสติก’ ถึงเวลาเอาจริง อย่าเป็นแค่งานพิธีกรรมตัดริบบิ้นสวยๆ

22.07.18 | 16:12 น.

ปัญหาขยะพลาสติกกลับมาเป็นประเด็นที่รัฐบาลให้ความสนใจอีกครั้ง โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีประกาศออกสื่อผ่านรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” รณรงค์ประชาชนลดรับ-ใช้ถุงพลาสติก

ดีเดย์ไปแล้วเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา ขอความร่วมมือตลาดสดทั่วประเทศลดใช้ถุงพลาสติก
นายกฯกล่าวถึงเรื่องนี้ในรายการว่า 20 ปีที่ผ่านมา คนไทยใช้ถุงพลาสติกหูหิ้ว จำนวน 45,000 ล้านใบต่อปี โฟมบรรจุอาหารเกือบ 7,000 ล้านใบต่อปี แก้วพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว เกือบ 10,000 ล้านใบต่อปี ซึ่งเป็นวัสดุที่ย่อยสลายยาก โดยประเทศไทยถูกระบุว่ามีปัญหาขยะทางทะเล เป็นอันดับ 6 ของโลก

ข้อมูลทางวิชาการระบุว่า ถุงพลาสติก 1 ใบ ต้องใช้เวลาย่อยสลายถึง 450 ปี หากนำไปเผาจะทำให้เกิดสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดมลภาวะและทำให้โลกร้อน (Global warming) เกิดการรณรงค์ทั่วโลกเรื่องภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะสารคดีรางวัลออสการ์ “An Inconvenient Truth “ ของอดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายอัล กอร์ ยิ่งสร้างการตระหนักรู้และเกิดการตื่นตัวในวงกว้าง นำมาสู่การรณรงค์อย่างจริงจังในหลากหลายรูปแบบจากทั่วโลก แต่ที่โดนใจเกิดกระแสฮิตทั่วโลกคือการใช้ถุงผ้าไปช้อปปิ้ง โดยดีไซเนอร์ชาวอังกฤษ Anya Shindmarch ดีไซน์กระเป๋าผ้าสีขาวกับข้อความ “I’m Not a Plastic Bag” ถูกประมูลขายผ่านเว็บไซต์อีเบย์สูงกว่าราคาตั้งต้น 10 เท่า แม้แต่สาวๆในประเทศไทยเองก็สั่งซื้อมาใช้ตามเทรนด์เช่นกัน กลายเป็นตัวจุดประกายเกิดการรณรงค์ตามห้างสรรพสินค้างดใช้ถุงพลาสติกทุกวันพุธ

แต่พอเทรนด์ถุงผ้า I’m Not a Plastic Bag หมดไป ก็ดูเหมือนกิจกรรมงดถุงหูหิ้วก็จบไปด้วยเช่นกัน และจะกลับมารณรงค์กันใหม่เมื่อเกิดประเด็นดราม่าว่าด้วยเรื่องภาวะโลกร้อน โครงการรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติกก็กลับมาใหม่ ด้วยวิธีเดิมๆคืองดใช้ถุงพลาสติก เหมือนกับการรณรงค์คัดแยกการทิ้งขยะ ประเทศไทยรณรงค์เรื่องนี้มานานแล้วเช่นกัน แต่ถึงทุกวันนี้จะเห็นน้อยมากตามสถานที่ต่างๆที่มีการวางถังขยะแยกประเภท ขณะที่ประเทศอื่นๆ อย่างญี่ปุ่นประสบความสำเร็จอย่างมากเรื่องการคัดแยกขยะ แม้แต่ตามบ้านทั่วไปก็มีถังขยะมากกว่า 1 ใบเพื่อคัดแยกขยะ นั่นเพราะคนญี่ปุ่นได้รับการปลูกฝังให้ความรู้ถึงความจำเป็นตั้งแต่เด็กๆ

ดังนั้น หากทางการเล็งเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งยวด แค่รณรงค์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ คงต้องปลูกฝังความรู้ความเข้าใจ ซึ่งคงต้องใช้เวลา ขณะที่ปัญหาขยะมลพิษล้นเมืองรอไม่ได้แล้ว อาจจะนำวิธีการของประเทศสิงคโปร์มาประยุกต์ใช้เพื่อกำจัดขยะท่วมประเทศ ด้วยการนำขยะมาทำให้สะอาดแล้วเอามาถมที่สร้างเป็นเมืองสะอาดปลอดขยะเสียเลย ก็น่าสนใจไม่น้อยเลย

Advertisement