นักโบราณคดีและนักวิทยาศาสตร์ต่างถกเถียงกันมานานกว่าศตวรรษว่า คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบันสืบเชื้อสายมาจากคนกลุ่มใด
แต่ล่าสุดได้มีการศึกษา DNA จากโครงกระดูกโบราณจำนวน 26 โครง และ DNA ของคนทั้งโบราณและปัจจุบันอีกจำนวนมาก เผยให้เห็นว่า คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มี DNA ร่วมกันกับกลุ่มคนวัฒนธรรม
โจมอนของญี่ปุ่น
เหตุที่การค้นพบครั้งนี้สำคัญมากเพราะว่า ข้อสมมุติฐานเดิมของนักโบราณคดีนั้นเชื่อว่า คนในวัฒนธรรมหัวบินเนียน ซึ่งเป็นวัฒนธรรมยุคหินกลางที่พบกระจายทั่วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีอายุราว 44,000-4,000 ปีมาแล้ว เป็นกลุ่มคนที่พัฒนาวิธีการเพาะปลูกพืชขึ้นมาเอง โดยไม่ได้นำความรู้ด้านการเพาะปลูกมาจากจีน หรือเอเชียตะวันออก
อย่างไรก็ดี นักวิชาการบางคนกลับเชื่อว่าคนพื้นเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นรับความรู้ด้านการปลูกข้าวมาจากคนในภูมิภาคอื่น อันเป็นผลมาจากการอพยพเข้ามาของคนกลุ่มใหม่ที่อาศัยอยู่ในประเทศจีนปัจจุบัน ซึ่งต่อมาได้เกิดการแทนที่ (replace ในความหมายคล้ายกับการไล่ที่คนกลุ่มเก่าออกไป) คนในวัฒนธรรมหัวบินเนียน ส่งผลให้พวกหัวบินเนียนต้องอพยพไปยังที่อื่น เช่น ปาปัวนิวกินี
โครงกระดูกมนุษย์ที่หลุมขุดค้นที่เมืองโบราณศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ (ภาพประกอบ)
แต่ผลการวิจัยด้าน DNA ล่าสุด ที่เพิ่งเผยแพร่ทางวารสารวิทยาศาสตร์ชื่อดัง Science เมื่อวันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้สั่นคลอนแนวคิดเดิมทั้งหมด โดยงานนี้เป็นผลงานวิจัยจากนักวิชาการจำนวน 45 คน นำโดย Hugh McColl ในจำนวนนี้มีนักวิจัยไทย 2 คน คือ ดร.รัศมี ชูทรงเดช และอาจารย์ สุพรรณี แก้วสุทธิ ด้วย
หัวกะโหลกที่นำมาวิเคราะห์มีทั้งหมด 25 หัว จากกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยแบ่งเป็นหัวกะโหลกของคนในวัฒนธรรมหัวบินเนียนที่มาจากมาเลเซียและลาว ที่เหลือเป็นหัวกะโหลกสมัยหินใหม่ สัมฤทธิ์ และเหล็กจากประเทศไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย และอีก 1 หัวกะโหลกจากญี่ปุ่นในวัฒนธรรมโจมอน (Jomon) ซึ่งเป็นวัฒนธรรมแรกๆ ของโลกที่รู้จักการเพาะปลูก มีอายุ 14,000-2,300 ปีมาแล้ว DNA ทั้งหมดที่ได้ นำไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูล DNA ที่มีอยู่เดิม
คณะวิจัยได้สรุปว่า คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบันนี้ มีบรรพบุรุษจากคน 4 กลุ่มด้วยกัน ถ้าลำดับตามยุคสมัย
1) กลุ่มแรก เป็นคนในวัฒนธรรมหัวบินเนียน พบว่ากลุ่มคนที่มีร่องรอย DNA ของพวกเขาคือ ชาวอันดามัน ชาวมาเลย์เผ่าเจไฮ (Jehai) และชาวญี่ปุ่นโบราณที่เรียกว่า
“โจมอน” โดยเป็นไปได้ว่าคนในวัฒนธรรมหัวบินเนียนนี่เองที่ได้เคลื่อนย้ายไปเป็นบรรพบุรุษของพวกโจมอน
2) ต่อมาราว 4,000 ปี DNA ของกลุ่มคนข้างต้นนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยมีDNA ของคนกลุ่มใหม่เข้ามาผสม ซึ่งสอดคล้องกับการมีคนกลุ่มใหม่จากเอเชียตะวันออกเคลื่อนย้ายเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกระลอก ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่รู้จักการเพาะปลูกข้าว (ดังนั้น สมมุติฐานเดิมที่มองว่าพวกหัวบินเนียนถูกแทนที่โดยคนที่อพยพมาใหม่จึงตกไป)
3) ในยุคหินใหม่ตอนปลายต่อยุคสัมฤทธิ์ คนพวกนี้ได้ผสมกันกับกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก (มอญ-เขมร) แต่ต่อมาราว 2 พันปี ราวยุคเหล็ก พบว่าคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีร่องรอยของเชื้อสายคนจากทางเอเชียตะวันออกน้อยลง ต่างจากคนในปัจจุบันที่มีเชื้อสายจากจีน
4) กลุ่มสุดท้าย พบว่าเมื่อราว 2,100 ปีมาแล้ว ได้เกิดการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลออสโตรนีเชียน (เช่น ภาษามลายู) ลงไปยังอินโดนีเซีย และไปยังฟิลิปปินส์เมื่อ 1,800 ปีมาแล้ว
นอกจากนี้แล้ว นักวิจัยยังค้นพบอีกว่า มนุษย์เทียนหยวน (Tianyuan man) ซึ่งเป็นมนุษย์โบราณค้นพบที่ปักกิ่ง มีอายุ 42,000 ปีมาแล้ว เป็นบรรพบุรุษของคนในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปัจจุบัน อีกทั้งยังสัมพันธ์กับชาวปาบัวนิวกินีอีกด้วย
นักวิจัยที่ศึกษาได้สรุปท้ายบทความว่า “หลักฐานที่พบในที่นี้ได้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเคลื่อนย้ายของคน รวมถึงการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างของประชากรของคนในวัฒนธรรมหัวบินเนียน ซึ่งได้ผสมผสานกับคนที่มาจากเอเชียตะวันออกหลายระลอกด้วยกัน โดยสัมพันธ์กับกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก, กระได (พูดภาษาตระกูลไท), และออสโตรนีเชียน”
ผลจากงานวิจัยนี้สำคัญมาก เพราะทำให้เห็นว่า ทำไมหน้าตาของคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงได้คล้ายคลึงกัน และได้ผสมกับกลุ่มคนในเอเชียตะวันออกมาหลายหมื่นปีแล้ว พวกเราจึงเป็นเครือญาติกันมาช้านาน
อ้างอิง
Hugh McColl et.al. The prehistoric peopling of Southeast Asia. Science. 06 Jul 2018. Vol. 361, Issue 6397, pp. 88-92. Available at: http://science.sciencemag.org/content/361/6397/88.full

