หน้าแรก เด่นวันนี้ สารเร่งเนื้อแ...

สารเร่งเนื้อแดงในหมูสหรัฐ…หายนะหมูไทย : โดย อุษณีย์ รักษ์กสิกิจ

28.07.18 | 13:23 น.

ท่ามกลางความปีติยินดีของคนไทยและคนทั้งโลกที่ภารกิจพา 13 ชีวิตทีมหมูป่าอะคาเดมี่กลับบ้านประสบความสำเร็จด้วยความเรียบร้อย หากแต่เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูไทยกลับนอนตาไม่หลับเพราะต้องพะว้าพะวังกับอนาคตของตนเอง ที่กำลังถูกพญาอินทรีสหรัฐอเมริกาจ้องที่จะตะครุบเหยื่ออันโอชะอย่างประเทศไทย ด้วยการขนเอาเนื้อหมูรวมถึงเศษชิ้นส่วนที่คนอเมริกันไม่ทาน ทั้งหัว ขา เครื่องใน มาดัมพ์ขายในไทย ซึ่งไม่เฉพาะผู้บริโภคเท่านั้นที่ต้องเสี่ยงกับการต้องกินหมูสหรัฐที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงหมูได้อย่างอิสระ

หากแต่เกษตรกรคนไทยทั้งคนเลี้ยงหมู 195,000 ราย และห่วงโซ่การผลิตทั้งอุตสาหกรรมตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกพืชทั้งส่วนของรำข้าว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ภาคอาหารสัตว์จนถึงเวชภัณฑ์สัตว์ไทย รวมกันกว่า 2 แสนราย ต้องล่มสลายแน่เพราะไม่สามารถแข่งขันกับหมูสหรัฐได้

เรื่องนี้ ANAN นักวิจัยของ EfeedLink,Singapore วิเคราะห์กรณีความพยายามของสหรัฐในครั้งนี้ไว้อย่างน่าสนใจ เขาบอกว่าเนื่องจากไทยกับสหรัฐมีการเลี้ยงหมูที่แตกต่าง โดยเฉพาะการใช้สารปรับสภาพซากซึ่งเป็นสารเร่งเนื้อแดง-แรคโตพามีน (Ractopamine) ที่ใช้กันเป็นปกติในสหรัฐ แต่ในประเทศไทยเป็นสารต้องห้ามตามกฎหมาย ทั้งห้ามใช้ผสมอาหารสัตว์ ห้ามปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ ทำให้เป็นข้อกำหนดที่ไม่สอดคล้องกัน

กฎหมายห้ามของไทย ประกอบด้วย ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดชื่อ ประเภท ชนิด หรือลักษณะของอาหารสัตว์ที่ไม่อนุญาตให้นำเข้าเพื่อขาย และกำหนดชื่อ ประเภท ชนิด ลักษณะคุณสมบัติและส่วนประกอบของวัตถุที่เติมในอาหารสัตว์ที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตอาหารสัตว์ พ.ศ.2545 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 269) พ.ศ.2546 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์

ขณะที่สหรัฐพยายามแก้ปมสารเร่งเนื้อแดงของตัวเองในเวทีที่ประชุม CODEX ครั้งที่ 35 เมื่อวันที่ 2-7 กรกฎาคม 2555 โดยสามารถชนะมติ MRL ของ Ractopamine แบบไม่เป็นเอกฉันท์ จากประเทศสมาชิก 69 ต่อ 67 โดยไทยวางตัวเป็นกลางทั้งๆ ที่มีกฎหมาย 2 ฉบับในประเทศที่ห้ามใช้ผสมอาหารสัตว์ ห้ามปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ดังกล่าวข้างต้น

Advertisement

ระหว่างการยื่นร่างมาตรฐานนี้ กลุ่มสหภาพยุโรป นอร์เวย์ สมาพันธรัฐสวิส อียิปต์ รัสเซีย และสาธารณรัฐประชาชนจีนคัดค้านการรับรองร่างมาตรฐานนี้ โดยสหภาพยุโรปได้แสดงเจตจำนงที่จะยังคงกฎหมายของสหภาพยุโรปในปัจจุบันไว้ เนื่องจากประเด็น safety concerns นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศได้ขอบันทึกความไม่เห็นชอบในการรับรองครั้งนี้ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน เคนยา อียิปต์ ตุรกี โครเอเชีย อิหร่าน รัสเซียและซิมบับเว

หลังจากนั้นสหรัฐอ้างมติ CODEX กดดันให้ไทยเปิดตลาดเนื้อหมูมาตลอดนับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา โดยดำเนินการผ่านที่ประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงการค้าและการลงทุน ไทย-สหรัฐ (TIFA JC) ที่มีตัวแทนหน่วยงานราชการฝ่ายไทยและผู้แทนการค้าสหรัฐร่วมประชุมปีละ 2 ครั้ง และในการประชุมอื่นๆ อีกหลายครั้งในระดับทวิภาคี

ล่าสุด สภาผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติของสหรัฐ (NPPC) รุกหนักขึ้นผ่านผู้แทนทางการค้า (USTR) โดยเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) ที่ให้กับภาคส่งออกของไทย หรือแม้แต่ 44 สมาชิกสภาคองเกรสก็ยังร่วมลงนามและยื่นหนังสือถึง ดร.วีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำสหรัฐอเมริกา ให้เปิดตลาดเนื้อหมูและยังไม่ลืมอ้างการขอให้รัฐบาลสหรัฐตัดสิทธิ GSP

ความพยายามกดดันจากทุกทางของสหรัฐนี้ ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูของไทยต้องร้อนๆ หนาวๆ ห่วงทั้งอาชีพตัวเองที่มีอันต้องจบลงแน่หากปล่อยให้หมูสหรัฐเข้ามาทำตลาดในบ้านเราได้ อีกใจก็ห่วงสุขภาพผู้บริโภคชาวไทยที่ไม่อาจแยกได้ว่าไหนคือหมูไทยไม่มีสารเร่งเนื้อแดง และไหนคือหมูสหรัฐที่มีอันตรายแฝงอยู่…

การที่สหรัฐกดดันไทยด้วยทุกวิถีทางเพื่อให้ยินยอมเปิดรับหมูสหรัฐนั้น ANAN นักวิจัยของ EfeedLink, Singapore ได้วิเคราะห์ปมประเด็นดังกล่าวจากการผูกโยงกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยถือปฏิบัติ และกฎขององค์การการค้าโลก WTO เอาไว้อย่างน่าสนใจ

สำหรับกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยถือปฏิบัติเป็นไปตามแนวทางทฤษฎีทวินิยม (Dualism) ที่ถือว่ากฎหมายภายในกับกฎหมายระหว่างประเทศมีลักษณะที่แตกต่างกัน ไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน เป็นกฎหมายคนละระบบแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด แตกต่างกันทั้งที่มา การบังคับใช้ และความผูกพัน ในการนี้ถ้ากฎหมายภายในขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศ ยังถือว่ากฎหมายภายในสมบูรณ์อยู่ ใช้บังคับได้ภายในรัฐ แต่ถ้าการบังคับใช้กฎหมายภายในดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐอื่น รัฐนั้นในฐานะเป็นบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศ ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายนั้นด้วย นอกจากนี้รัฐที่นิยมในทฤษฎีดังกล่าว เมื่อเข้าผูกพันในกฎหมายระหว่างประเทศแล้วในกรณีที่จะนำกฎหมายนั้นมาใช้บังคับในประเทศจะนำมาใช้บังคับเลยไม่ได้ จะต้องนำกฎหมายนั้นมาแปลงให้เป็นกฎหมายภายในเสียก่อน อาทิ ออกประกาศ หรือ พ.ร.บ.รองรับ …ดังนั้นไทยจึงถือว่ากฎหมายภายในและกฎหมายระหว่างประเทศมีฐานะเท่าเทียมกัน และเป็นอิสระจากกันและกัน ดังนั้นจึงไม่อาจที่จะนำกฎหมายระหว่างประเทศมาบังคับใช้ในประเทศได้โดยอัตโนมัติ แต่ต้องผ่านกระบวนการเปลี่ยนหรือแปลงรูปกฎหมายนั้นให้เป็นกฎหมายภายในเสียก่อนจึงจะสามารถนำมาบังคับใช้ได้

ส่วนกฎขององค์การการค้าโลก WTO ที่สหรัฐอ้างถึงเชิงเปรียบเทียบแม้ไม่ได้กล่าวตรงๆ ดังที่ NPPC ของสหรัฐกล่าวในแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์ NPPC.org เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า …Thailand is a top beneficiary of the U.S. Generalized System of Preferences (GSP) program … ประเทศไทยได้ประโยชน์ในระดับสูงกับ GSP ที่สหรัฐให้… เท่ากับ NPPC ได้อ้างถึง “การปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง” (The Most Favoured Nation Treatment : MFN) หมายถึง การที่ประเทศคู่ค้าใดได้ประโยชน์จากคู่ค้า ก็ต้องให้ตอบแทนในลักษณะที่ไม่ ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ถึงแม้ GSP ทางปฏิบัตินำมาเป็นข้อต่อรองการเจรจาการค้าไม่ได้ แต่ในทางปฏิบัติไทยคงไม่ สามารถโต้แย้งประเด็นนี้กับสหรัฐ และต้องตอบแทนทางการค้าให้สหรัฐที่เป็นคู่ค้า

สำหรับประเด็นที่ NPPC กล่าวว่า ประเทศไทยไม่เปิดตลาดเนื้อหมู และเครื่องในหมูให้สหรัฐ แต่มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ (เครื่องใน) จากประเทศอื่นๆ … Thailand also does not import uncooked pork and pork offal from the United States, even though it imports these products from other international supplies. เท่ากับอ้างถึง “หลักการไม่เลือกปฏิบัติ” (Non-Discrimination Principles) ถึงแม้ไทย-สหรัฐ ไม่มีข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างกัน แต่สหรัฐกำลังอ้างถึงการเป็นสมาชิก WTO เหมือนกับประเทศที่ไทยนำเข้าเครื่องในจากประเทศที่กล่าวถึง ปัจจุบันนำเข้า 5 ประเทศหลัก คือจีน เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี อิตาลี นอกนั้นยังมี เกาหลีใต้ เบลเยียม โปแลนด์ บราซิล หากแต่ประเทศที่กล่าวมานี้ไม่มีการใช้สารเร่งเนื้อแดง

ANAN นักวิจัยของ EfeedLink ทิ้งท้ายไว้ในบทวิเคราะห์ว่า เพื่อลดแรงกดดันการค้าหมูจากสหรัฐและลดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมหมูไทยและอุตสาหกรรมอื่นๆ ของไทยให้น้อยที่สุด สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติน่าจะพิจารณาเสนอคณะกรรมการสมาคมให้เปิดตลาดเครื่องใน Non-Ractopamine ให้ผู้ส่งออกสหรัฐ โดยการกำหนดโควต้ารวมตามที่สมาคมกำลังจะเสนอกรมปศุสัตว์ถัดจาก 3 เดือนนี้ (อาจจะเท่ากับ 15,000 ตันต่อปี-ไม่รวมหนัง) ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณความต้องการที่ต้องนำเข้าเพิ่มเติม เพื่อตั้งเป็นโควต้ารวมกับประเทศอื่นๆ ด้วย ทั้งนี้เนื่องจากกรณี MRL ของ CODEX ที่สมาคมผู้เลี้ยงสุกรมีการฟ้องร้องภาครัฐและเจ้าหน้าที่รัฐในประเด็นนี้อยู่ ดังนั้นสหรัฐจึงต้องเคารพกระบวนการยุติธรรมไทยที่ยังไม่ยุติ นอกจากนี้การที่ไทยถือปฏิบัติระบบกฎหมายระหว่างประเทศแบบทวินิยมจึงต้องให้เรื่องนี้ชัดเจนก่อน เท่ากับว่าการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดงจึงยังคงต้องห้ามสำหรับประเทศไทย

นี่คือสิ่งที่ผู้เลี้ยงหมูพอจะทำเพื่อประเทศชาติได้ในเวลานี้ แม้จะเสี่ยงต่อความล่มสลายของอุตสาหกรรมจากการเปิดประตูบ้านยอมรับให้เครื่องในหมูสหรัฐเข้ามาทำตลาดในไทยได้ก็ตาม แต่ทั้งหมดก็เพื่อลดข้ออ้างเรื่อง GSP ที่สหรัฐพยายามนำมากดดันไทย

หลังจากนี้ก็คงต้องเร่งให้ความรู้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อเนื้อหมูที่ปลอดจากสารเร่งเนื้อแดง ที่จะต้องไม่มีสีแดงจนเกินไป เมื่อกดชิ้นเนื้อจะมีสัมผัสนุ่ม ลักษณะยืดหยุ่น ไม่แข็งกระด้าง ความรู้นี้จะกลายเป็นเกราะป้องกันผู้บริโภคจากอันตรายที่แฝงมากับเนื้อหมูปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง

อุษณีย์ รักษ์กสิกิจ
[email protected]